BKKxC(ulture)

Register entry · fad-62

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

Pinned by an exact name match against OpenStreetMap.

gazetted·ขึ้นทะเบียนแล้ว·ถนนหน้าพระธาตุ · พระบรมมหาราชวัง · พระนคร

How this record was located

The register's published coordinate for this row was too coarse to pin, so the monument was relocated onto an OpenStreetMap feature by name — the register name and the OpenStreetMap name are the same string.

Precision held
buildingBuilding precision — the coordinate names a structure, not a neighbourhood.
Method
osm:way/178329987:exactMatch quality exactthe register name and the OpenStreetMap name are the same string. Check way 178329987 on OpenStreetMap ↗
Coordinate
13.754770, 100.490798WGS 84. Cite this position at the precision above, not beyond it.
Source dataset
กรมศิลปากร — ข้อมูลบัญชีตำแหน่งโบราณสถานFine Arts Department — registered ancient monument positions · Creative Commons Attribution · retrieved 2026-08-10 · data.go.th ↗
Position attribution
© OpenStreetMap contributors, ODbL 1.0The register supplies the monument and its status; OpenStreetMap supplies where this one sits.

Legal status

Gazetted. Protection is in force under the Ancient Monuments Act, announced in the Royal Gazette:

เล่ม · Volume
118
ตอน · Part
พิเศษ29ง
วันที่ · Date
26/3/2001
เรื่อง · Topic
การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ

Where it stands

One monument, at the precision this record actually holds. Base map © OpenStreetMap contributors.

What the register records

ประวัติ · History

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหารเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเดิมชื่อว่าวัดสลักตั้งอยู่ที่ตำบลบางกอกทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีวัดสลักอยู่ด้านตรงข้ามแม่น้ำกับพระนครมีฐานะเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่พำนักของพระราชาคณะตลอดสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ขึ้นครองราชย์ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมมหาราชวังและพระบวรมหาราชวัง(พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า)ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาวัดสลักจึงมีเนื้อที่อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ประมาณพุทธศักราช 2326สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้โปรดให้บูรณะวัดสลักขึ้นใหม่แล้วพระราชทานนามใหม่ว่าวัดนิพพานาราม พุทธศักราช 2331พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วัดนิพพานารามเป็นที่สถานที่สังคายนาไตรปิฎก จึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ พุทธศักราช 2346พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานนามให้แก่พระอารามแห่งนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็น วัดมหาธาตุ ตามนามพระอารามซึ่งเคยมีครั้งกรุงศรีอยุธยา อันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในรัชกาลที่ 3 วัดมหาธาตุได้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงสมณเพศ ระหว่างพุทธศักราช 2368 – 2372ต่อมาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดมหาธาตุเป็นการใหญ่ทั้งพระอารามการบูรณะวัดมหาธาตุดำเนินการเสร็จสิ้นลงในรัชกาลที่ 4 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พื้นที่ของวัดมหาธาตุ เป็นสถานที่สร้างเมรุพระราชทานเพลิงพระศพพระราชวงศ์ชั้นสูงเป็นครั้งแรกด้วยแต่เดิมวัดมหาธาตุเป็นสถานที่พระราชทานเพลิงพระบุพโพพระราชวงศ์ชั้นสูงมาทุกรัชกาล การสร้างพระเมรุที่เริ่มในรัชกาลนี้ใช้สนามนอกพระระเบียงหน้าวัดเป็นที่ตั้งพระเมรุ ส่วนโรงมหรสพ สนามมวย และดอกไม้เพลิงนั้น ตั้งในบริเวณท้องสนามหลวง เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช 2420 เป็นต้นมา ในปลายปีพุทธศักราช 2432โปรดให้ย้ายการบอกพระปริยัติธรรมมาจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามจัดตั้งเป็นบาลีวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุ เรียกว่า มหาธาตุวิทยาลัย ในระหว่างพุทธศักราช 2436 – 2438 วัดมหาธาตุได้เป็นที่ตั้งของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดชั่วคราว ภายหลังจึงย้ายไปที่ตั้งศิริราชพยาบาล พุทธศักราช 2437ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารถาวรวัตถุซึ่งเรียกว่า สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย ขึ้นทางมุมด้านใต้ของพระอาราม ทอดยาวไปจรดพระระเบียงด้านเหนือ โดยมีพระราชดำริจะใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หลังจากนั้นจะทรงอุทิศถวายแก่มหาธาตุวิทยาลัยเพื่อเป็นที่เรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่อาคารหลังนี้มาสร้างเสร็จในรัชกาลที่ 6 ส่วนงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ นั้นทรงย้ายไปจัดที่พระเมรุพิมาน วัดบวรสถานสุธาวาส พุทธศักราช 2439 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร 1,000 ชั่ง อุทิศเป็นค่าใช้จ่ายในการบูรณะวัดมหาธาตุครั้งยิ่งใหญ่ แล้วได้พระราชทานสร้อยนามพระอารามเพิ่มเติมว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ในรัชกาลที่ 6 ทรงใช้อาคารถาวรวัตถุเป็นที่ตั้งของหอพระสมุดสำหรับพระนคร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 6 มกราคม พุทธศักราช 2459 ส่วนการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามนั้น กระทำในส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมโดยทั่วไป ถึงรัชกาลที่ 7 ได้มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง และได้มีการบูรณะซ่อมแซมในรัชกาลปัจจุบัน ที่มา1. กรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.2. ฝ่ายทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และช่างอนุรักษ์, กรมศิลปากร. วัดมหาธาตุยุวราชสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร, 2543.

ศิลปกรรม · Art and architecture

เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 1.พระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงโรง ยกฐานสูง ก่อผนังปิดทั้งสี่ด้านฐานอาคารเป็นฐานสิงห์หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีชายคาปีกนกลดหลั่น 3 ชั้น โดยรอบอาคาร รองรับด้วยคันทวยแบบพิเศษมีลายกนกพันรอบคันทวยแบบเดียวกับคันทวยที่วัดชนะสงคราม หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี เครื่องบนเป็นแบบรวยระกาหน้าบันจำหลักไม้ปิดทองประดับกระจก ลายประธานเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาคล้อมรอบด้วยเทวดากำลังเหาะด้านละ 3 องค์ ด้านบนเป็นรูปเทพพนม พื้นลายทั่วไปเป็นลายใบเทศก้านต่อดอก ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที 1 ผนังด้านสกัดเจาะช่องหน้าต่าง 8 ช่อง ด้านยาวเจาะช่องหน้าต่าง 14 ช่อง และประตู 2 ช่อง บริเวณช่วงหน้าและหลังอาคาร ซุ้มประตู หน้าต่าง เป็นภาพจิตรกรรมรูปทวารบาล สลักดานเป็นรูปเทพพนม ใบเสมาสลักเป็นภาพครุฑยุคนาค และมีลายปูนปั้นคล้ายใบเสมาเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑบนผนังด้านในอาคารทั้ง 4ด้าน ภายในพระอุโบสถทำเป็นเสาสี่เหลี่ยมรอบอาคารไม่มีบัวหัวเสา รอบรับโครงหลังคาจั่ว โครงสร้างหลังคาเป็นแบบเครื่องประดุหมู่พระประธานประกอบด้วย พระประธานก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทองปางมารวิชัย 2. พระวิหารผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง ด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นมุขโถง ชายคามุขรองรับด้วยเสาลอยสี่เหลี่ยม 6 ต้น รับคานอิฐ ไม่มีบัวหัวเสา เป็นแบบที่นิยมในสมัยรัชกาชที่ 3 ระหว่างเสาเป็นราวกันตก กรุด้วยกระเบื้องปรุสีเขียว ผนังอาคารด้านยาวเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 12 ช่อง ผนังด้านสกัดเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 4 ช่อง และมีประตูตรงกลางด้านละ 1 ประตูซุ้มประตู – หน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลง แบบเดียวกับพระอุโบสถหลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีชายคาปีกนกลดหลั่น 3 ชั้นรอบอาคาร รองรับด้วยคันทวยแบบเดียวกับพระอุโบสถ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี เครื่องบนแบบรวยระกา หน้าบันจำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกลายประธานเป็นตราพระราชลัญจกรในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ล้อมรอบด้วยภาพเทพพนมกำลังเหาะด้านละ 3 องค์พื้นลายทั่วไปเป็นลายดอกลายใบเทศ ภายในพระวิหารมีเสาร่วมใน 2 แถว แถวละ 11 ต้นพระประธานก่ออิฐปั้นปูนลงรักปิดทองปางมารวิชัย 3.พระมณฑป ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นอาคารก่อิฐถือปูนทรงโรง ยกฐานสูง ฐานอาคารเป็นฐานสิงห์ก่อผนังรอบทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านประกอบด้วยซุ้มประตูยอดมณฑปตรงกลาง 1 ประตูขนาบด้วยหน้าต่างบันแถลง 4 บานหน้าบันซุ้มหน้าต่างลายเครือเถา บานประตูหน้าต่างไม่มีลวดลาย หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีชายคาปีกนกลดหลั่น 2 ชั้น รอบอาคาร เครื่องบนเป็นแบบรวยระกา หน้าบันจำหลักไม้ปิดทองประดับกระจก ตรงกลางเป็นภาพพระรามทรงหนุมานยืนบนแท่นล้อมรอบด้วยลายกนกใบเทศผสมด้วยภาพเทวดาเหาะ ฝ้าชายคาปีกนกปิดทองเป็นลายดาวเพดาน บนพื้นสีแดงชาด ภายในเป็นพระมณฑปทองยอดปราสาท เป็นที่ประดิษฐานของพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระเจดีย์ทองเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานสิงห์ องค์ระฆังทรงเครื่องปล้องไฉนเป็นบัวกุล่มมีปลียอด เม็ดน้ำค้าง ระหว่างชั้นฐานมีสิงห์นั่งและครุฑแบก ศิลปะแบบรัชกาลที่ 1 รอบพระมณฑปด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป 4 ปางประกอบด้วย ปางประสูติตรัสรู้ปฐมนิเทศ และปรินิพพานบริเวณผนังด้านในทั้ง 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัยและอยุธยา 4. พระระเบียงคดพระระเบียงคดสร้างล้อมเขตพุทธาวาส เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อผนังด้านนอกด้านเดียว ด้านในเป็นเสารายเดิมเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง และมีบัวหัวเสาเหมือนเสารายพระระเบียงคดวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำการซ่อมเปลี่ยนแปลงเป็นเสาสี่เหลี่ยม หัวเสาลายดอกไม้ด้านละ 3 ดอกเรียงกันตรงกลางแต่ละด้านทำเป็นซุ้มประตูจตุรมุขซ้อนกัน 2 ชั้นหลังคาทรงจั่วลดชั้น เครื่องบนแบบนาคสะดุ้ง หน้าบันจำหลักไม้ปิดทองลายใบเทศศิลปะรัชกาลที่ 3ภายในระเบียงคดกว้างประมาณ 8 เมตรเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งอัญเชิญมาจากที่ต่าง ๆ รวม 112 องค์ (เดิมคงมี 108 องค์สันนิษฐานว่าองค์ที่อยู่บริเวณมุมทั้งสี่ สร้างขึ้นภายหลัง)ทั้งหมดได้รับการบูรณะโดยการจัดทำบัลลังก์และปิดทองใหม่ในปี พ.ศ. 2467 5.เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง มี 4 องค์ 6. ปรางค์เจดีย์ย่อมุมไม้ 20 มี 2 องค์ 7. ปรางค์เจดีย์ย่อมมุมไม้สิบหก บนฐานย่อมุมไม้สิบสอง 8. ปรางค์เจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ บนฐานย่อมุมไม้สิบสอง 9. วิหารโพธิ์ลังกา เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทยผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาทรงจั่วซ้อนกัน 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบเครื่องบนแบบนาคสะดุ้งหน้าบันลายพรรณพฤกษาลายประธานเป็นรูปมหามงกุฎมีพานรองรับรายรอบด้วยลายกนกเปลว ซุ้มประตูหน้าต่างลงรักปิดทอง ประดับกระจก ลายดอกพุดตาน บานประตู หน้าต่างเป็นลายรดน้ำลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ เสาติดผนังเป็นเสาเหลี่ยม มีบัวหัวเสาภายในวิหารปูพื้นด้วยหินอ่อน ในสมัยสมเด็จพระวันรัต (เขมจารี) เป็นเจ้าอาวาสเมื่อประมาณ พ.ศ. 2475พระประธานภายในวิหารเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่เรียกว่า พระนาค 10. ศาลาการเปรียญ การวางผังวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (สู่สนามหลวง) เขตพุทธาวาสถูกล้อมรอบด้วยพระระเบียงคดสร้างในสมัยรัชกาลที่1 โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท(กรมพระวังบวรสถานมงคล)การวางผังภายในเขตพุทธาวาสนั้นวางพระมณฑปเป็นหลักประธานตั้งอยู่หน้าพระวิหารและพระอุโบสถที่วางคู่กันทางด้านหลังข้างพระอุโบสถและพระวิหารด้านติดกับระเบียงคดเป็นที่ตั้งของเจดีย์รายเรียงตรงแนวกันด้านละ3 องค์ประกอบด้วยปรางค์1องค์อยู่ตรงกลางขนาบด้วยพระเจดีย์2 องค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่2 สร้างพระปรางค์เพิ่มขึ้น2 องค์ตั้องยู่บริเวณมุมระเบียงคดทิศตะวันออกด้านหน้าของเขตพุทธาวาส 11.พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช สร้างขึ้นหลังจากสร้างวัดมหาธาตุ มีตำหนักสมเด็จพระสังฆราช อยู่ 2 หมู่ คือ หมู่ตะวันตกซึ่งเป็นตำหนักตึกขนาด 11 ห้อง 2 หลัง เป็นตำหนักไม้มีช่อฟ้าใบระกา ตรงการเป็นหอสวดมนต์ โดยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้สร้างเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ศุข ญาณสังวร) 12. กุฏิเสนาสนะ เป็นกุฏิฝากระดาน สร้างเป็นตึกก่ออิฐถือปูนหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง 13.มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาขั้นอุดมศึกษาของพระสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า มหาธาตุวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ.2439 มีพระราชโองการให้เปลี่ยนนามเป็น มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

สภาพปัจจุบัน · Present condition

สภาพโดยรวมค่อนข้างดีอาคารบางหลังทรุดโทรมลงอาจเกิดจากขาดการดูแลรักษาพื้นที่วัดถูกนำไปใช้งานสาธารณะอื่นๆเช่นที่จอดรถมีการดัดแปลงทำเป็นที่อยู่อาศัย ร้านค้า และโรงครัวประกอบอาคารวัดกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนจรมีการต่อเติมอาคารถาวรหลายจุด

You can walk to it

This monument falls inside Bangkok · Historic Core, one of two generated Minecraft worlds, so it has a block coordinate as well as a geographic one.

/tp 1285 -50 1255

Download the world ↗ · one of 105 register monuments standing in it.

Nearest pinned monuments

  1. 427 mศาลหลักเมืองgazetted · พระนคร
  2. 461 mอุทกทานawaiting consideration · พระนคร
  3. 466 mอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1awaiting consideration · พระนคร
  4. 505 mกำแพงวังเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์และกรมหมื่นเทวานุรักษ์(วังสวนมังคุด)awaiting consideration · บางกอกน้อย
  5. 520 mคลองคูเมืองเดิมgazetted · พระนคร

Straight-line distance between recorded positions. Only the 311 pinned entries can appear here; the unpinned ones may well be closer.

Cite this record

กรมศิลปากร [Fine Arts Department]. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร (register id fad-62). ข้อมูลบัญชีตำแหน่งโบราณสถาน [Data set], retrieved 2026-08-10. Relocated and published by BKKx. https://bkk.nonarkara.org/heritage/fad-62

141 entries sit in พระนคร · back to the register, mapped · every dataset behind this page