BKKxC(ulture)

Register entry · fad-19

วัดเทพธิดาราม

Pinned by an exact name match against OpenStreetMap.

gazetted·ขึ้นทะเบียนแล้ว·มหาไชย · สำราญราษฎร์ · พระนคร

How this record was located

The register's published coordinate for this row was too coarse to pin, so the monument was relocated onto an OpenStreetMap feature by name — the register name and the OpenStreetMap name are the same string.

Precision held
buildingBuilding precision — the coordinate names a structure, not a neighbourhood.
Method
osm:way/342352012:exactMatch quality exactthe register name and the OpenStreetMap name are the same string. Check way 342352012 on OpenStreetMap ↗
Coordinate
13.753545, 100.503966WGS 84. Cite this position at the precision above, not beyond it.
Source dataset
กรมศิลปากร — ข้อมูลบัญชีตำแหน่งโบราณสถานFine Arts Department — registered ancient monument positions · Creative Commons Attribution · retrieved 2026-08-10 · data.go.th ↗
Position attribution
© OpenStreetMap contributors, ODbL 1.0The register supplies the monument and its status; OpenStreetMap supplies where this one sits.

Legal status

Gazetted. Protection is in force under the Ancient Monuments Act, announced in the Royal Gazette:

เล่ม · Volume
94
ตอน · Part
126
วันที่ · Date
13/12/1977
เรื่อง · Topic
ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

Where it stands

One monument, at the precision this record actually holds. Base map © OpenStreetMap contributors.

What the register records

ประวัติ · History

วัดเทพธิดารามวรวิหารเดิมชื่อวัดพระยาไกรสวนหลวงเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาในพุทธศักราช 2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าวิลาสพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ซึ่งภายหลังสถาปนาขึ้นเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ การก่อสร้างพระอารามแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์ (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็น กรมหมื่นภูมินทรภักดี) เป็นแม่กองอำนวยการสร้าง ที่ตำบลสวนหลวงพระยาไกร ขนานกับแนวคลองหลอด ช่วงเชื่อมต่อกับคลองรอบกรุง บริเวณกำแพงพระนครด้านทิศตะวันออกของกรุงรัตนโกสินทร์ การสร้างวัดนี้ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมในการก่อสร้างด้วย วัดเทพธิดาเข้าใจว่าสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2382 เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินผูกพัทธสีมาด้วยพระองค์เองในปีเดียวกันนั้นเอง และพระราชทานนามว่า วัดเทพธิดาราม ภายในพระอารามประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆตามแบบแผนอันเป็นพื้นฐานภายใต้ความเคยชินตามคตินิยม อาคารสำคัญในวัดได้รับการก่อสร้างประดับประดาด้วยเบี้ยแก้และกระเบื้องจีน ตกแต่งบริเวณวัดด้วยประติมากรรมรูปผู้หญิงนุ่งห่มแบบประเพณีไทยห่อสไบ นุ่งโจงกระเบน อุ้มเด็กบ้าง จูงเด็กบ้าง รูปบุคคลลักษณะคล้ายขุนนางจีนบ้าง รูปผู้หญิงชาวจีนบ้าง ตลอดทั้งการประดับบริเวณด้วยประติมากรรมหินรูปสัตว์ตามคติความเชื่อแบบจีน วัดเทพธิดาราม ยังปรากฏถึงความสัมพันธ์กับยอดกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่สำคัญมากท่านหนึ่ง คือ พระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือ สุนทรภู่ ซึ่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่ได้อุปสมบทและจำพรรษาที่พระอารามนี้ ระหว่าง พ.ศ.2368-2385 ระหว่างที่จำพรรษาอยู่นั้น สุนทรภู่ได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพตลอดมา สุนทรภู่ได้แต่งบทประพันธ์ไว้หลายเรื่องในขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามนี้ เช่น กาพย์พระสุริยา โคลงนิราศเมืองสุพรรณบุรี และมีเรื่องหนึ่งซึ่งกล่าวถึงวัดเทพธิดาราม คือ รำพันพิลาป ซึ่งกล่าวถึงลักษณะโดยทั่วไปของวัดและปูชนียวัตถุภายในวัดเทพธิดารามวรวิหารในสมัยนั้นด้วย

ศิลปกรรม · Art and architecture

1.พระอุโบสถตัวอาคารก่ออิฐถือปูนพระประธานเป็นพระพุทธรูปสลักด้วยศิลาสีขาวบริสุทธิ์ประดิษฐานอยู่เหนือเวชยันต์บุษบกพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้อัญเชิญไปจากพระบรมมหาราชวัง เรียกนามสามัญว่า หลวงพ่อขาว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราชรัชกาลปัจจุบัน ได้พระราชทานนามว่า พระพุทธเทววิลาส เมื่อพุทธศักราช 2514 ผนังภายในพระอุโบสถเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ตามแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 หลังคาพระอุโบสถเป็นแบบไม่มีช่อฟ้าใบระกาหน้าบันประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบจีน บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ รอบอาคารพระอุโบสถล้อมรอบด้วยซุ้มเสมา 8 ซุ้ม ตามทิศ ซุ้มเสมาทำเป็นซุ้มก่ออิฐถือปูน ยกฐานขึ้นสูงทรงสี่เหลี่ยม ลักษณะเป็นฐานบัวและลูกแก้ว ประกอบหน้ากระดานท้องไม้ ภายในซุ้มเสมา ประดิษฐานเสมาเดี่ยว สลักจากหินสีเขียว 2.พระวิหารมีลักษณะเช่นเดียวกับพระอุโบสถแต่แตกต่างกันที่พระวิหารมีขนาดเล็กกว่า สิ่งสำคัญภายในพระวิหาร หลังคาไม่มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันก่ออิฐถือปูน ประดับลวดลายปูนปั้นประกอบกระเบื้องเคลือบสีรูปหงส์แบบจีน นอกจากพระประธานยังมีรูปหมู่อริยสาวิกา (ภิกษุณี)ซึ่งได้รับเอตทัคคะในฝ่ายภิกษุณีบริษัทหล่อด้วยดีบุกประดิษฐานอยู่ด้วย52องค์ พระวิหารล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วเตี้ยๆ ก่อเป็นพนักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบปรุลายสีน้ำตาล ภายในกำแพงแก้วประดิษฐานเจดีย์ 14 องค์ ล้อมรอบตัวอาคารพระวิหาร 3. เจดีย์ราย เจดีย์มีทั้งหมด 14 องค์ ตั้งอยู่รอบพระวิหารเจดีย์ทุกองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือเป็นเจดีย์มีผังสี่เหลี่ยม ย่อมุม 4.วิหารน้อย มีอยู่ 2 หลัง ตั้งอยู่มุมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระวิหาร 1 หลังและด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้อีก 1 หลัง โดยทั้ง 2 หลัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีระเบียงที่ด้านยาวทั้ง 2 ด้าน (แต่วิหารน้อยหลังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันไม่มีระเบียงด้านทิศใต้แล้ว) บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำปิดทอง 5. ศาลาการเปรียญเป็นอาคารยกพื้นก่ออิฐถือปูน หลังคคาไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีลวดลายเกลียวใบเทศพวงอุบะ รูปนกและดอกพุดตาน แล้วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี ตัวอาคารการเปรียญมีระเบียงด้านหน้าและด้านหลัง ภายในไม่มีการเขียนลวดลายตกแต่ง 6.เจดีย์บรรจุอัฐิเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงปราสาทยอดที่มีส่วนเรือนธาตุสูงใหญ่ ตั้งอยู่หน้าการเปรียญ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนฐานมีผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถัดขึ้นไปเป็นส่วนเรือนธาตุสูงใหญ่ มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูหลอกทั้ง 4 ด้าน ไว้สำหรับบรรจุอัฐิ เหนือขึ้นไปเป็นบัวหงายและหน้าจั่วปูนปั้นจำลอง 7.พระปรางค์ทิศมีทั้งหมด 4 องค์ ตั้งประจำทิศทั้งสี่ของมุมพระอุโบสถพระปรางค์ทั้งสี่องค์นี้ ตั้งอยู่บนฐานทักษิณสูงทรงแปดเหลี่ยมมีบันไดขึ้นลงอยู่ทางพระอุโบสถ ที่ฐานปรางค์แต่ละองค์มีรูปท้าวจตุโลกบาลคือ ท้าวธตรฐวิรุฬหกวิรูปักข์และกุเวรประจำรักษาในทิศทั้งสี่ 8.ศาลาราย-ศาลารายรอบพระอุโบสถเป็นศาลาแบบคร่อมกำแพงแก้วฐานเตี้ยรอบพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 2 หลัง รวม 8 หลัง กล่าวคือ สร้างเป็นศาลาโถงก่ออิฐถือปูนคร่อมกำแพงพระอุโบสถ เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านนอกและด้านใน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศาลา 2 หน้า ศาลาบริเวณพระวิหารบริเวณด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของพระวิหาร มีศาลาอยู่ทั้ง 2 ข้าง ซ้าย/ขวาของซุ้มประตูกำแพงแก้วหน้าพระวิหาร ข้างละ 1 หลัง มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนคร่อมกำแพงแก้ว หันหน้าเข้าพระวิหาร อาคารยกพื้นชั้นบนสูง ศาลาลอยบริเวณการเปรียญบริเวณมุมกำแพงแก้วด้านข้าง (ด้านทิศเหนือ) ของการเปรียญ มีศาลาอยู่ 2 หลัง ดยทั้ง 2 หลัง มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนประชิดกำแพง หันหน้าเข้าการเปรียญ อาคารยกพื้นชั้นบนสูง 9.กำแพงแก้ว เป็นเครื่องแสดงขอบเขตของพระอุโบสถ รวมทั้งพระวิหารและการเปรียญ (กำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกของการเปรียญ ใช้เป็นกำแพงวัดด้วย) มีลักษณะเป็นกำแพงทึบที่ไม่สูงมากนัก ก่ออิฐถือปูน 10.ซุ้มประตู (บริเวณกำแพงแก้ว) ซุ้มประตูบริเวณกำแพงแก้ว มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละด้าน -ซุ้มประตูยอดโค้งครึ่งวงกลม ซุ้มประตูด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของพระอุโบสถ พระวิหาร และการเปรียญ รวมทั้งซุ้มประตูด้านหลัง (ด้านทิศตะวันตก) ของพระอุโบสถ การเปรียญ และประตูระหว่างพระอุโบสถกับการเปรียญ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกัน คือลักษณะเป็นซุ้มประตูยอดโค้งครึ่งวงกลมเหนือทับหลัง ประดับด้วยปูนปั้นรูปพวงมาลัย ดอกไม้ และใบไม้ -ซุ้มประตูทรงกระโจม ซุ้มประตูระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร ลักษณะส่วนบนเป็นแบบศิลปกรรมตะวันตก เป็นทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม บนส่วนยอดปั้นปูนประดับคล้ายยอดซุ้มเสมา-ศาลาโถง ประตูทางเข้าออกด้านหลัง (ด้านทิศตะวันตก) ของพระวิหาร มีลักษณะเป็นศาลาโถงคร่อมกำแพง หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว ต่อเป็นหลังคาปีกนก 2 ข้าง ซ้ายและขวา หน้าบันเป็นปูนปั้นลวดลายใบไม้และดอกไม้ 11.หอระฆัง ตั้งอยู่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตพุทธาวาส สร้างเป็นหอก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นชั้นล่างยกสูงโล่ง ระหว่างเสาทำเป็นซุ้มโค้งอย่างเดียวกับฐานพระปรางค์ทิศ ชั้นบนทำเป็นระเบียงเดินได้รอบ 12.กุฏิคณะ 1 ภายในคณะ 1 ประกอบด้วยอาคารกุฏิฝั่งด้านทิศตะวันออก (หันหน้าไปทางทิศตะวันตก) กุฏิฝั่งด้านทิศตะวันตก (หันหน้าไปทางทิศตะวันออก) และกุฏิที่มีขนาดเล็กกว่าตรงกลาง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว ยกพื้น ใต้ถุนก่อผนังทึบ หลังคาจั่วเครื่องไม้ 13.กุฏิคณะ 2 ภายในคณะ 2 ประกอบไปด้วยหมู่กุฏิที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว จำนวน 6 หลัง แบ่งเป็นด้านทิศตะวันออก 3 หลัง และทิศตะวันตก 3 หลัง หันหน้าเข้ามากัน อาคารกุฏิยกพื้น ใต้ถุนเตี้ยๆก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ หลังคาจั่วปีกนก 14.กุฏิคณะ 3ภายในคณะ 3 ประกอบไปด้วยหมู่กุฏิที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว เช่นเดียวกับหมู่กุฏิในคณะ 2 มีจำนวน 4 หลัง แบ่งเป็นด้านทิศตะวันออก 2 หลัง และทิศตะวันตก 2 หลัง หันหน้าเข้ามากัน อาคารกุฏิยกพื้น ใต้ถุนเตี้ยๆก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ 15.กุฏิคณะ 4ภายในคณะ 4 ประกอบไปด้วยหมู่กุฏิที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว เช่นเดียวกับหมู่กุฏิในคณะ 2 และ 3 มีจำนวน 6 หลัง แบ่งเป็นด้านทิศตะวันออก 3 หลัง และทิศตะวันตก 3 หลัง หันหน้าเข้ามากัน อาคารกุฏิยกพื้น ใต้ถุนเตี้ยๆก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ 16.กุฏิคณะ 5 ภายในคณะ 5 นอกจากจะมีหอไตรและหอสวดมนต์แล้ว ยังมีอาคารกุฏิอีกหลายหลัง อาจแบ่งได้เป็นฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งด้านทิศตะวันตก มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึก มีใต้ถุนที่ก่อผนังทึบ แต่มีการเจาะช่องระบายอากาศ 17.หอสวดมนต์มีอยู่ 2 หลัง-หอสวดมนต์หลังด้านทิศเหนือ อยู่ภายในคณะ 8 ปัจจุบันใช้เป็นห้องสมุดของวัด ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว พื้นยกสูง ผนังอาคารในปัจจุบันเป็นบานประตูหน้าต่างไม้และกระจก-หอสวดมนต์หลังด้านทิศใต้ อยู่ภายในคณะ 5 ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว พื้นยกสูง ผนังอาคารในปัจจุบันก่อทึบ เจาะช่องหน่าต่าง และใส่กระเบื้องโปร่งที่ตัวอาคารด้านบนเหนือช่องหน้าต่าง 18.หอไตรเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ใต้ถุนสูง หลังคาจั่วมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันปิดทองล่องชาด สร้างไว้เพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ใบลาน คือหลังด้านทิศใต้ (บริเวณคณะ 5)และหลังด้านทิศเหนือ 19.กุฏิคณะ 6 กุฏิคณะ 6 แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งได้แก่ ฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งด้านทิศตะวันตก (กุฏิทั้ง 2 ฝั่ง มีลักษณะเดียวกัน คือ ผังอาคาร 3 หลัง วางตัวต่อกันเป็นรูปตัว U ส่วนอีก 1 หลัง ตั้งอยู่ที่ตรงกลางระหว่างประตูทั้ง 2 ด้าน มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีใต้ถุนที่ก่อผนังทึบแต่มีการเจาะช่องระบายอากาศและกรุกระเบื้องปรุ หลังคาจั่ว 20.กุฏิคณะ7 โดยกุฏิคณะ 7 แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง โดยแบ่งออกเป็นฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งด้านทิศตะวันตก แต่ปัจจุบัน กุฏิฝั่งด้านทิศตะวันออก มีการกันและรักษาพื้นที่เอาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สุนทรภู่ กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ครั้งเมื่อบวชเป็นพระ ได้มาจำพรรษา ณ ที่นี้ กุฏิคณะ 7 ที่ใช้เป็นกุฏิสงฆ์ปัจจุบันจึงเหลือเพียงฝั่งด้านทิศตะวันตกผังอาคารกุฏิคณะ 7 มีลักษณะคือ อาคาร 3 หลัง วางตัวต่อกันเป็นรูปตัว U ส่วนอีก 1 หลังตั้งอยู่ที่ตรงกลางระหว่างประตูทั้ง 2 ด้าน มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีใต้ถุนที่ก่อผนังทึบ แต่มีการเจาะช่องระบายอากาศและกรุกระเบื้องปรุ หลังคาจั่ว 21.กุฏิสุนทรภู่อยู่ในอาณาบริเวณของกุฏิคณะ 7 โดยอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกของคณะ 7 เป็นกุฏิที่พระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือ สุนทรภู่ กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เคยอยู่จำพรรษาขณะบวชเป็นพระภิกษุประกอบไปด้วยอาคาร 4 อาคาร ล้อมรอบพื้นที่ว่างตรงกลาง ลักษณะกุฏิมีลักษณะก่ออิฐถือปูนทรงตึก (ยกเว้นอาคารด้านหน้า ที่เป็นอาคารโถง ไม่มีผนัง) มีใต้ถุน หลังคาจั่ว 22.กุฏิคณะ 8 นอกจากหอไตรและหอสวดมนต์แล้ว ภายในคณะ 8 ยังประกอบไปด้วยอาคารหลังต่างๆ ได้แก่ อาคารโรงเรียนพลอยวิจิตร์ปฏิสังขรณ์ กุฏิ 3 หลัง ด้านทิศตะวันออก 1 หลัง และด้านทิศตะวันตก 2 หลัง อาคารโรงเรียนพลอยวิจิตร์ปฏิสังขรณ์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง ก่อกำแพงใต้ถุนทึบอาคารกุฏิ 1 หลัง ด้านทิศตะวันออก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึก ยกพื้นสูง ก่อกำแพงใต้ถุนทึบ หลังคาจั่วอาคารกุฏิ 2 หลัง ด้านทิศตะวันตกของคณะ 8 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว ยกพื้นสูง ใต้ถุนก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ ติดด้วยกระเบื้องปรุ หลังคาจั่วเครื่องไม้ยาวคลุมกุฏิทั้ง 2 หลัง 23.ศาลาจงพิพัฒนสุข เป็นศาลาบำเพ็ญกุศล เป็นศาลาทรงไทยประยุกต์นาย ฉันท์ จงพิพัฒนสุข (สร้อยจั๊ว แซ่เตียว) และนาย เริงชัย จงพิพัฒนสุข และครอบครัว เป็นผู้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์และอุทิศกุศลแด่คุณปู่ ลิปโป แซ่เตียว และคุณย่า ชิวกี แซ่โง้ว รวมถึงญาติผู้ล่วงลับ เมื่อปี พ.ศ.2519 ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในปี พ.ศ.2544 24.โรงเรียนธรรมวิลาส เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีลักษณะเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทยประยุกต์ 3 ชั้น สร้างเมื่อ พ.ศ.2526 25.กำแพงวัดแบบปราการ กำแพงวัดด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) มีลักษณะเป็นกำแพงทึบ ด้านบนมีเสมาเหลี่ยม (หรือลูกป้อม) ขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายปราการของกำแพงเมือง 26.ซุ้มประตู (บริเวณกำแพงวัด) แบบตะวันตกเป็นซุ้มประตูที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งสร้างวัด มี 3 ประตู ได้แก่ ซุ้มประตูด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของวัด ตรงกับพระอุโบสถ พระวิหาร และการเปรียญ ซุ้มประตูวัดตรงกลาง ด้านหน้าวัด หรือซุ้มประตูที่ตรงกับพระอุโบสถ เป็นซุ้มประตูที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ซุ้มประตูด้านทิศเหนือของด้านหน้าวัด หรือซุ้มประตูวัดที่ตรงกับการเปรียญ มีลักษณะใกล้เคียงกับซุ้มประตูกลาง แต่มีขนาดที่เล็กกว่า โดยมีลักษณะก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ซุ้มประตูด้านทิศใต้ของด้านหน้าวัด หรือซุ้มประตูวัดที่ตรงกับพระวิหาร มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับซุ้มประตูวัดด้านทิศเหนือ โดยมีลักษณะก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ฐานหลังคาทรงกระโจมมีการปั้นปูนตกแต่งเป็นลวดลายดอกไม้และใบไม้ 27.เครื่องประดับพระอารามได้แก่ตุ๊กตาศิลาจำหลักของจีนมีทั้งที่เป็นรูปสัตว์และคนตุ๊กตารูปคนตั้งอยู่ในบริเวณรอบพระอุโบสถ มีลักษณะที่น่าสนใจคือบางตัวมีลักษณะท่าทางและการแต่งกายแบบจีนบางตัวแต่งกายแบบไทเช่น ตุ๊กตาสตรีชาววังนั่งพับเพียบท้าวแขนและตุ๊กตาสตรีอุ้มลูกเป็นต้นปัจจุบันตุ๊กตาเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างชำรุดและบางส่วนได้ถูกขโมยไปส่วนตุ๊กตารูปสัตว์นั้น ได้แก่สิงโตจีน ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถพระวิหาร และศาลาการเปรียญแห่งละ 1 คู่ ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัดราชนัดดารามวรวิหาร ทั้งในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี เนื่องจากมีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่สม่ำเสมอจนกระทั่งปัจจุบัน แต่มีบางบริเวณที่มีสภาพเสื่อมโทรม ทัศนวิสัยไม่ดี เช่น พื้นที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัด บริเวณหน้าพระวิหาร เป็นต้น

You can walk to it

This monument falls inside Bangkok · Historic Core, one of two generated Minecraft worlds, so it has a block coordinate as well as a geographic one.

/tp 2707 -50 1392

Download the world ↗ · one of 105 register monuments standing in it.

Nearest pinned monuments

  1. 147 mวัดราชนัดดารามgazetted · พระนคร
  2. 198 mสะพานสมมตอมรมารคgazetted · พระนคร
  3. 297 mวัดสระเกศgazetted · ป้อมปราบศัตรูพ่าย
  4. 325 mสะพานมหาดไทยอุทิศgazetted · ป้อมปราบศัตรูพ่าย
  5. 345 mสะพานผ่านฟ้าลีลาศgazetted · พระนคร

Straight-line distance between recorded positions. Only the 311 pinned entries can appear here; the unpinned ones may well be closer.

Cite this record

กรมศิลปากร [Fine Arts Department]. วัดเทพธิดาราม (register id fad-19). ข้อมูลบัญชีตำแหน่งโบราณสถาน [Data set], retrieved 2026-08-10. Relocated and published by BKKx. https://bkk.nonarkara.org/heritage/fad-19

141 entries sit in พระนคร · back to the register, mapped · every dataset behind this page