{"source":{"name":"กรมศิลปากร — ข้อมูลบัญชีตำแหน่งโบราณสถาน","nameEn":"Fine Arts Department — registered ancient monument positions","dataset":"https://data.go.th/dataset/gis-finearts","licence":"Creative Commons Attribution","coordinateNote":"The register publishes many Bangkok coordinates to two decimal places (~1.1 km). Those rows are relocated by matching the monument name against OpenStreetMap; every site records how it was located in `locatedBy`. Rows that match nothing keep district precision and are never pinned.","osmAttribution":"© OpenStreetMap contributors, ODbL 1.0","retrieved":"2026-08-10"},"worlds":{"bangkok-historic-core-java":{"title":"Bangkok · Historic Core","bounds":{"minLat":13.737134,"maxLat":13.766063,"minLon":100.478897,"maxLon":100.510225},"blocks":{"maxX":3383,"maxZ":3216},"spawnY":-50,"siteCount":105},"bangkok-ratchathewi-java":{"title":"Bangkok · Ratchathewi","bounds":{"minLat":13.7478553,"maxLat":13.7743399,"minLon":100.5190372,"maxLon":100.5649221},"blocks":{"maxX":4955,"maxZ":2944},"spawnY":-59,"siteCount":20}},"counts":{"total":571,"registered":201,"awaiting":370,"buildingPrecision":311,"districtPrecision":260,"walkable":125,"byWorld":{"bangkok-historic-core-java":105,"bangkok-ratchathewi-java":20}},"sites":[{"id":"fad-8867","name":"มัสยิดกูวติลอิสลาม (ตึกแดง)","district":"คลองสาน","subDistrict":"สมเด็จเจ้าพระยา","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.737608,"lon":100.499275,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2201,"z":3163},"history":"สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) บริจาคที่ดินให้สร้างเป็นมัสยิดเมื่อ พ.ศ. 2400 โดยท่านเสมียนอาลี (ต้นตระกูลนานา และตระกูลวงศ์อารยะ) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2404 โดยมีท่านฮัจยีมูฮัมมัดยูซูฟ อัลมะหะดาวี (ต้นตระกูลสาสนกูล) เป็นอิหม่ามท่านแรกในอดีต บริเวณนี้เป็นคลังสินค้าของท่านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐแดง ไม่มีปูนฉาบด้านนอกเลยเรียกกันมาตั้งครั้งนั้นว่า บ้านตึกแดง มีมุสลิมที่มีเชื้อสาย อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จาม และพม่า อาศัยอยู่ร่วมกัน","artCulture":"1. มัสยิด ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐแดง ไม่มีปูนฉาบด้านนอกมีระเบียงไม้และชายคายื่นออกมาคลุม2ด้าน 2. ศาลาท่าน้ำ เป็นศาลาโถงก่ออิฐถือปูน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นหลังคาบนสุดประดับด้วยยอดโดมขนาดใหญ่ทาสีเขียว 3. หอกระจายเสียง เป็นหอคอยสูงหลังคาโดมสีเขียว ก่ออิฐถือปูนภายในมีบันไดเวียน 4. ซุ้มประตู","present":"ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-97","name":"กระทรวงศึกษาธิการ(วังจันทรเกษม)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชดำเนินนอก","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.76537,"lon":100.509246,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3277,"z":77},"history":"พระราชวังจันทรเกษมสร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อพระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แต่ก็ไม่ได้เสด็จมาประทับที่วังนี้ เนื่องจากการก่อสร้างยังมิทันแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตเสียก่อน เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ก็ไม่เสด็จมาประทับที่วังนี้ และไม่ปรากฎว่ามีเจ้านายพระองค์ใดเสด็จมาประทับที่วังนี้อีกเช่นกัน หลังรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ จึงดำเนินการก่อสร้างวังจันทรเกษมจนแล้วเสร็จ ตามแผนผังอาคารเดิม และโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนพรานหลวง สังกัดกรมมหรสพ เพื่อส่งเสริมศิลปินด้านโขน ละคร ดนตรี ปี่พาทย์ รวมทั้งให้ความรู้ด้านสามัญ ต่อมาในปีพ.ศ. 2480 สมัยรัชกาลที่ 8 พระราชทานให้กระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) ซึ่งกระทรวงใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนมัธยมวิสามัญการเรือน (โรงเรียนการเรือนวังจันทรเกษม) จนกระทั่งใน พ.ศ. 2483 เมื่อโรงเรียนการเรือนฯ ย้ายไปอยู่ในบริเวณวังสวนสุนันทา กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ใช้เป็นที่ตั้งของกระทรวง จนกระทั่งปัจจุบัน","artCulture":"ภายในบริเวณกระทรวงมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่ 1. พระตำหนักใหญ่หรืออาคารราชวัลลภ เริ่มการก่อสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่มาเสร็จในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะอาคารพระตำหนักเป็นตึก 2 ชั้น รูปแบบทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (modern Architecture) แผนผังอาคารแบบ 5 ส่วน เน้น 3 ส่วน โดยเพิ่มโถงมุขหน้าให้เป็นที่จอดรถ และเว้นด้านในเป็นช่องให้รถผ่านได้ 2. กำแพง (ด้านใน) กำแพงวังจันทรเกษมนั้นมีกำแพงใบเสมาก่ออิฐฉาบปูนกำหนดอาณาเขตอยู่รอบวังซึ่งปัจจุบันยังคงเห็นแนวกำแพงที่ล้อมรอบเขตวังจันทรเกษมอย่างชัดเจนทั้ง 4 ทิศโดยเฉพาะกำแพงทางด้านทิศตะวันตกที่แบ่งเขตระหว่างวังจันทรเกษมและคุรุสภาที่คลองเม่งเส็งซึ่งกำแพงทิศตะวันตกที่เหลืออยู่นี้ปัจจุบันอยู่ภายในเขตร้านอาหารของกระทรวง","present":"วังจันทรเกษมปัจจุบันเป็นอาคารราชการของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้รับการดูแลและปรับปรุงสภาพจนอาคารอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาคารราชวัลลภหรือพระตำหนักใหญ่นั้นแต่เดิมน่าจะเป็นอาคารที่มีแผนผังแบบห้าส่วนเน้นสามส่วน หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว และมีมุขหน้าอันเป็นที่จอดรถเท่านั้น ปัจจุบันด้านหลังอาคารส่วนกลางมีการต่อเติมออกไปแต่ก็ไม่เป็นที่ขัดต่อโครงสร้างและลักษณะทางศิลปะสถาปัตยกรรม ปัญหาของอาคารก็มีเพียงแค่สีลอกหรือคราบน้ำที่เกาะตามผนังแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"},{"id":"fad-5414","name":"สถานีรถไฟหลวงจิตรลดา","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"กำแพงเพชร 5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.766678,"lon":100.524548,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":595,"z":852},"history":"สถานีรถไฟจิตรลดา หรือ สถานีรถไฟหลวงสวนจิตรลดา เป็นสถานีที่สร้างขึ้น สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อมีการเสด็จฯ ทางรถไฟ อีกทั้งได้เคยใช้เป็นสถานที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะในบางโอกาส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ถนนสวรรคโลก แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของทางรถไฟ โดยอาคารหลังปัจจุบันนี้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2464 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทดแทนอาคารหลังเดิมที่เป็นอาคารไม้ สร้างมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (มีที่หยุดรถโรงพยาบาลรามาธิบดีอยู่ทางทิศเหนือเพืยงเล็กน้อย)","artCulture":"อาคารสถานีรถไฟจิตรลดา เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนชั้นเดียว มีโดมซึ่งสร้างตามสถาปัตยกรรมสมัยเรอเนซองของอิตาลี เสาอาคารมีลักษณะเป็นเสาคู่ ประดับครุฑพ่าห์ที่มุมทั้งสี่ของเพดาน","present":"ปัจจุบันสถานีรถไฟจิตรลดานี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการสัญจรอยู่ โดยที่บางครั้งบางคราวก็จะมีเชื้อพระวงศ์เสด็จทางรถไฟโดยขึ้นที่สถานีนี้ด้วยเช่นกัน"},{"id":"fad-8870","name":"สะพานอุภัยเจษฎุทิศ","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.7705,"lon":100.526147,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":768,"z":427},"history":"","artCulture":"สะพาน","present":""},{"id":"fad-81","name":"สะพานเสาวนี","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"ศรีอยุธยา","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1317527554:exact","lat":13.762992,"lon":100.52312,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":441,"z":1261},"history":"สะพานเสาวนีเป็นสะพานข้ามคลองริมทางรถไฟสายเหนือเพื่อเชื่อมถนนศรีอยุธยาเข้าด้วยกันสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6)โดยเป็นสะพานที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ครบ48พรรษาตรงกับปี พ.ศ. 2541สร้างขึ้นโดยกรมโยธาธิการได้ออกแบบและสร้างภาพตามพระราชเสาวนีย์ จึงพระราชทานนามสะพานว่าสะพานเสาวนีโดยสร้างเป็นสะพานเหล็กขึ้นเพื่อแทนสะพานไม้ที่มีอยู่เดิม ที่มา1. กนกวลีชูชัยยะ. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย วัดวังถนน สะพานป้อม. กรุงเทพฯ ราชบัณฑิตยสถาน, 2544.2. ถาวรจารุกิตติชัย. สะพานในกรุงเทพมหานครและสะพานในรัชกาลที่5. กรุงเทพฯ ฐานการพิมพ์, 2541.3. แน่งน้อยศักดิ์ศรีและคณะ.พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ(พ.ศ. 2325 – 2525)กรุงเทพฯจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525.3. ศิริชัยนฤมิตรเรขการ. สะพานในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ สยามสมาคม , 2520.4. ศิลปากร, กรม, กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์200ปี.กรุงเทพฯ กรมศิลปากร, 2525.5. ใหญ่นภายน, เลาะสะพานข้ามคลองมองสองฝั่ง คลองปริศนา, เมืองโบราณ, ปีที่24ฉบับที่2 (เมษายน – มิถุนายน2541) , หน้า92 – 96.","artCulture":"เมื่อแรกเริ่มสะพานเสาวนีเป็นสะพานไม้ ต่อมาจึงสร้างเป็นสะพานเหล็กแทน ราวสะพานทั้งสองด้านจารึกชื่อสะพานและ ร.ศ.ที่สร้างสะพาน คือ 130 สะพานเสาวนี 130 ด้านบนราวสะพานเหนือป้ายชื่อสะพานมีการตกแต่งด้วยซุ้มโค้งปูนปั้นด้านบนและด้านข้างทั้งสองเป็นปูนปั้นรูปตะเกียงไฟส่วนกลางของซุ้มเป็นวงโค้งรูปไข่ล้อมรอบด้วยปูนปั้นลายดอกรักร้อยที่ส่วนปลายของราวสะพานทั้งสี่ด้านโค้งลดระดับลงที่ส่วนนี้มีการเปลี่ยนการตกแต่งจากเสาลูกกรงปูนปั้นเป็นลวดลายปูนปั้นรูปผลไม้จำพวกชมพู่กล้วยและสัปปะรดรวมทั้งบริเวณกลางลายมีจารึกตัวเลข 129ซึ่งน่าจะหมายถึงปี ร.ศ.ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตที่ปลายสุดของราวสะพานเป็นปูนปั้นรูปถ้วยขนาดใหญ่มีการตกแต่งด้วยลวดลายใบผักกาดและใบหน้าของสตรีซึ่งมีช่อดอกกุหลาบล้อมรอบ","present":"เนื่องจากเป็นเส้นทางสัญจรซึ่งมีการใช้งานอยู่เป็นประจำจึงมีการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ทั้งโครงสร้างของสะพานและลักษณะตกแต่งบริเวณราวสะพานมีเพียงพื้นผิวของทางเดินเท้าซึ่งเป็นพื้นคอนกรีตที่มีรอยแตกร้าว"},{"id":"fad-5685","name":"โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชวิถี - พระราม 5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.773679,"lon":100.522496,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":374,"z":73},"history":"โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยตั้งอยู่เลขที่ 197 ถนนราชวิถีแขวงดุสิตเขตดุสิตเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น โดยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ปลูกสร้างอาคารและโรงเรือนชั่วคราวต่อมาให้สร้างอาคารถาวรเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2469 ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย","artCulture":"1. อาคารคณะสนามจันทร์2.อาคารคณะนันทอุทยาน3. อาคารคณะดุสิต4. อาคารเรียนเด็กเล็ก5. อาคารคณะพญาไท6. อาคารคณะสราญรมย์7. อาคารคณะจิตรลดา8. อาคารหอประชุม9. ตึกวชิรมงกุฎ10. ตึกเพชรรัตน์11. หอสมุด12. ตึกกองบังคับการ","present":"ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี"},{"id":"fad-8877","name":"มัสยิดบางหลวง","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"เทศบาลสาย 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1334156656:exact","lat":13.738064,"lon":100.489366,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1130,"z":3113},"history":"มัสยิดนี้ตั้งอยู่ที่ซอยวัดกัลยาณ์ถนนเทศบาลสาย 1 คลองบางกอกใหญ่แขวงวัดกัลยาณ์เขตธนบุรีกรุงเทพมหานคร 10600 มัสยิดบางหลวง หรือ กุฎีขาว เป็นมัสยิดของชุมชนมุสลิมนิกายซุนนี ที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา มัสยิดหลังแรกสันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นโดยโต๊ะหยี พ่อค้าชาวมุสลิมในสมัยรัชกาลที่ ๑ หลังจากนั้น มัสยิดบางหลวงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์หลายครั้ง สำหรับมัสยิดบางหลวง หลังปัจจุบันสันนิษฐานได้ว่าสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายพระอุโบสถทรงไทยซึ่งเป็นรูปแบบพระราชนิยมในสมัยนั้น โดยอาคารมีการประยุกต์และเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยรวมถึงการประดับตกแต่งที่เหมาะสมและสอดคล้องกับศาสนาอิสลาม มิมบัรและมิห์รอบ ของมัสยิดหลังนี้สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 แทนที่ของเดิมที่ชำรุด โดยเจ้าสัวพุก พ่อค้ามุสลิมชาวจีนต้นตระกูลพุกภิญโญ มิห์รอบของมัสยิดหลังนี้เป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี และประดับด้วยลายพันธุ์พฤกษาที่ผสมผสานศิลปะไทย จีน และตะวันตก เข้าด้วยกัน","artCulture":"มัสยิด","present":"ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-130","name":"วัดกัลยาณมิตร","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342355805:exact","lat":13.740062,"lon":100.491275,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1337,"z":2890},"history":"วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหารตั้งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งใต้ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรีหรือที่เรียกบริเวณนี้ว่าย่านกุฎีจีน เนื่องจากมีพวกจีนอยู่มาก่อน คือมีพระภิกษุจีนพำนักอยู่ในกุฎีหมู่หนึ่ง(ศาลเจ้าจีน) มีชื่อว่า เกียงอันเก๋ง ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของวัดกัลยาณมิตร ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระราชวินิจฉัยว่าศาลเจ้านั้นสร้างหันหน้าแปรไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไม่หันหน้าตรงลงแม่น้ำหรือทางคลองกุฎีจีนศาลเจ้านั้นพวกจีนคงสร้างแต่เมื่อที่ตรงนั้นยังเป็นหัวแหลมแม่น้ำเลี้ยวเหมือนชอบสร้างในที่อื่นๆ เช่นเดียวกันคือสร้างเมื่อสานแม่น้ำเจ้าพระยายังไปทางคลองบางกอกใหญ่เวลาที่ตรงวัดกัลยาณมิตรยังเป็นแม่น้ำในสมัยเมื่อแรกหรือก่อนขุดคลองลัดบางกอก วัดกัลยาณมิตร สร้างขึ้นเมื่อปีระกา พ.ศ.2368 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์(โต กัลยาณมิตร) เมื่อสำเร็จแล้วจึงถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดพระราชทานนามให้มีความหมายเกี่ยวข้องระหว่างพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์ผู้สร้างวัด และเพื่อเป็นอนุสรณ์ยืนยันถึงน้ำพระทัยของพระองค์ที่ทรงมีต่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์ซึ่งทรงถือว่าเป็นมิตรที่ดีคนหนึ่งของพระองค์ว่า วัดกัลยาณมิตร และได้เสด็จก่อพระฤกษ์หลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร ณ วัดพฤหัสบดีเดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ (ตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2380) พระราชทานเป็นพระประธานใน พระวิหารหลวง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก ที่มา 1. พระมหาเฮง. ประวัติวัดกัลยาณมิตร พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระวินัยกิจ โกศล(ตรี)ณ เมรุวัดกัลยาณมิตร วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2490. 2. ส. พลายน้อย(นามแฝง). ร้อยแปด (ที่) กรุงเทพฯกรุงเทพฯ สารคดี. 2546.3. สมศิริยิ้มเมือง. วัดกัลยาณมิตร การผสมกลมกลืนทางสถาปัตยกรรม ไทย – จีนสยามอารยะ213 (ม.ค.2537), น.120 - 120. 4. ศันสนีย์วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ มติชน. 2546. 5. ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. 2547.","artCulture":"1.พระพุทธรูปไตรรัตนนายก ในวิหารหลวง 2.ศิวลึงศ์ ศิลา 1 คู่ ปักอยู่ที่ภูเขาก่อหลังพระวิหาร3.พระพุทธรูปหล่อ 4 องค์ สมัยสุโขทัย ในศาลาโถงหน้าพระอุโบสถ 4.ตุ๊กตาและสิงห์โตจีนศิลาขนาดต่าง ๆ อยู่ที่เขตพระอุโบสถและพระวิหารกับลานหน้าวัด 5.วิหารหลวง 6.พระอุโบสถ เสมาและซุ้มใบเสมา 7.พระวิหารน้อย 8.หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ 9.ศาลาตรีมุข 10.ศาลาจตุรมุข 11.ศาลาราย 12.เก๋งจีน 13.ตึกหิน(เกซิ้น) 14.ซุ้มประตู/รั้วศิลา 15.เจดีย์ 16.ถะ 17.หอระฆัง 18.ซุ้มประตู 19.เสาศิลา 20.ศาลาเสวิกุล 21.ศาลาทรงปั้นหยา 22.หอกลอง 23.ตึกหอสวดมนต์กัลยาณาลัย 24.กุฏิสงฆ์(คณะ 1-8) 25.อาคารเก็บอัฐ 26.สระน้ำ รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5429","name":"วัดซางตาครูส (กุฏิจีน)","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"เทศบาลสาย 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/304092134:fuzzy","lat":13.738942,"lon":100.493764,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1605,"z":3015},"history":"โบสถ์ซางตาครู้สเป็นภาษาโบรตุเกสแปลว่าวัดมหากางเขตตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าวัดนี้ตั้งขึ้นภายหลังจากที่พระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชและสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีโดยพระองค์ได้ทรงพระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้กับบาทหลวงกอร์ชาวฝรั่งเศสเพื่อใช้สำหรับสร้างโบสถ์ขึ้นในปี พ.ศ.2312โดยโบสถ์หลังแรกเป็นอาคารไม้และเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชุมชนชาวคริสต์ที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารย้ายมาตั้งถิ่นฐานภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในปี พ.ศ.2378บาทหลวงปัลเลอกัวจึงสร้างโบสถ์หลังที่ 2 เสร็จซึ่งมีลักษณะคล้ายศาลเจ้าจีนโดยใช้ชื่อว่าโบสถ์ซางตาครู้สแต่ผู้คนนิยมเรียกว่า วัดกุฎีจีนส่วนอาคารโบสถ์ตั้งเด่นเป็นสง่าในปัจจุบันนั้นสร้างขึ้นปี พ.ศ.2456โดยบาทหลวงกูเลียล โมกันดาครู้สโดยมีอายุเกือบหนึ่งศตวรรษแล้วถึงปัจจุบันตัวอาคาเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเดียวแบบอิตาลียุคนีโอคลาสสิคผสมเรอเนอซองค์ลักษณะที่โดดเด่นคือหอคอยยอดโดมคล้ายกับพระที่นั่งอนันตสมาคมประดับด้วยไม้กางเขนบนเรือนยอดตัวอาคารก่ออิฐประดับลายปูนปั้นงดงามส่วนล่างทำเป็นโถงประกอบด้วยซุ้มโค้งที่สอดรับกันประดับด้วยกระจกสีครึ่งวงกลมที่ถ่ายทอดเรื่องราวจากพระคัมภีร์โบสถ์ซางตาครู้สแห่งนี้ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่อยู่คู่กับชุมชนกุฎีจีนเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี และกรุงเทพฯมายาวนานแห่งหนึ่ง","artCulture":"1. โบสถ์ซางตาครูสหรือกุฎีจีนเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิตาลีก่อเป็นอาคารชั้นเดียวด้านหน้าที่ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก่อเป็นหอระฆังยอดโดมรูปอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหน้าที่เป็นด้านสกัดเป็นโถงประกอบด้วยซุ้มโค้งกลมประดับปูนปั้นเหนือขึ้นไปเจาะช่องติดบานเกล็ดไม้สลับกับเสากลมแบบ Corinthian ขนาดเล็กหลังคากั้นด้วยลูกกรงซีเมนต์สุดแนวลูกกรงก่อหัวเสารูปกรวยส่วนที่เป็นหอคอยประกอบด้วยหอทรงสี่เหลี่ยมรองรับแปดเหลี่ยมยอดโดมเหนือโดมประดับด้วยซุ้มแปดเหลี่ยมเล็ก ๆ ยอดสุดติดไม้กางเขนรอบโบสถ์ลาดพื้นคอนกรีต ด้านหลังเป็นที่ฝังศพรั้วคอนกรีตล่างก่อทึบตอนบนเป็นลูกกรงซีเมนต์ลวดลายแบบตะวันตก 2. บ้านบาทหลวงเป็นอาคาร 2 ชั้นหน้าบันประดับปูนปั้นตาโบสถ์มีบันไดจากกึ่งกลางเฉลียงชั้นสองแยกลงสู่พื้นลานด้านหน้า 2 ทาง 3. ศาลาท่าน้ำเป็นศาลาไม้ตกแต่ไม้ฉลุลายตามปั้นลมเชิงชายเป็นลวดลายแบบตะวันตก","present":"วัดซางตาครูสเป็นศาสนสถานขึ้นกับสังฆมณฑล กรุงเทพฯซึ่งขึ้นตรงต่อสำนักวาติกัน ที่กรุงโรม"},{"id":"fad-5444","name":"กำแพงวังเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์และกรมหมื่นเทวานุรักษ์(วังสวนมังคุด)","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"อรุณอมรินทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.754211,"lon":100.486157,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":784,"z":1318},"history":"กำแพงวังเจ้าฟ้ากรมขุนอิสรานุรักษ์และกรมหมื่นเทวานุรักษ์ บางเรียก วังกรมเทวาฯ บางเรียก วังสวนมังคุด ในช่วงสมัยกรุงธนบุรีเป็นวังที่ประทับของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาสุดาวดี ต่อมาเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์สมเด็จพระพี่นางเธอฯ จึงเสด็จเข้าไปประทับในเขตพระราชวังหลวง และประทานวังแห่งนี้ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทรรณเรศร์ พระโอรสของพระองค์ ซึ่งทรงประทับอยู่ที่นี่ตลอดพระชนมายุ จนเมื่อประมาณ พ.ศ.2372 ช่วงรัชกาลที่ 3 เจ้าฟ้ากรมขุนอิสรานุรักษ์ พระโอรสในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเดิมประทับอยู่ที่วังท่าเตียน ทรงซื้อวังนี้แล้วย้ายมาประทับอยู่ในปีเดียวก็สิ้นพระชนม์ กรมหมื่นเทวานุรักษ์พระโอรสพระองค์ใหญ่จึงได้ครองต่อมา จวบจนสิ้นพระชนม์","artCulture":"ปัจจุบันหลงเหลือเพียงแนวกำแพงวัง อยู่ภายในซอยศาลาต้นจันทน์ ถนนอรุณอมรินทร์ เป็นแนวกำแพงอิฐทอดตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้","present":"สภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา"},{"id":"fad-5660","name":"คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตก","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.761059,"lon":100.482298,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":367,"z":556},"history":"คลองคูเมืองธนบุรีฝั่งตะวันตกนี้ หมายถึงคูเมืองเฉพาะทางฝั่งธนบุรี โดยกรุงธนบุรีมีอาณาเขตครอบคลุม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก คูเมืองฝั่งธนบุรีนี้บางครั้งเรียกว่า คูเมืองด้านหลัง ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ในพุทธศักราช 2314 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงพระโปรดเกล้าฯ ให้ก่อกำแพงเมืองและขุดคูเมืองทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงธนบุรีฝั่งตะวันตกนั้นนอกจากค่ายที่สร้างด้วยไม้ทองหลางรอบพระนครแล้ว ยังโปรดให้ขุดคูเมืองโดยเริ่มตั้งแต่คลองบางกอกใหญ่มาจรดคลองบางกอกน้อย นำมูลดินขึ้นถมเป็นเชิงเทินด้านใน แล้วให้เกณฑ์คนไปรื้ออิฐกำแพงเก่าจากเมืองพระประแดง กำแพงค่ายพม่าจากโพธิ์สามต้น สีกุก และบางไทรบรรทุกเรือมาก่อเป็นกำแพงและป้อมตามที่ถมเชิงเทินดินนั้น ปัจจุบันคลองส่วนใหญ่ตื้นเขิน บางส่วนไม่หลงเหลือร่องรอยว่าเป็นคลองมาก่อน เช่น บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อย บางแห่งเป็นที่ตั้งของอาคารบ้านเรือน","artCulture":"คลองคูเมืองนี้กว้าง 6 เมตร ยาว 4 กิโลเมตร มีคลองเล็กๆ หลายสาย ตัดผ่านเป็นตอนๆ ทำให้มีชื่อเรียกต่างกันตามย่านที่คลองไหลผ่าน คลองบ้านเนิน ตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย ถึงสถานีรถไฟธนบุรี คลองบ้านช่างหล่อ ตั้งแต่สถานีรถไฟธนบุรี ถึงคลองวัดระฆัง คลองบ้านขมิ้น ตั้งแต่วัดระฆัง ถึงคลองมอญ คลองบ้านหม้อ ตั้งแต่คลองมอญ ถึงคลองวัดแจ้ง คลองวัดท้ายตลาดหรือคลองวัดโมลียโลกย์ ตั้งแต่คลองวัดแจ้ง ถึงคลองบางกอกใหญ่","present":"คลองส่วนใหญ่ตื้นเขิน บางส่วนไม่เหลือร่องรอยว่าเคยเป็นคลองมาก่อน เช่น บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อย บางแห่งเป็นที่ตั้งอาคารบ้านเรือน"},{"id":"fad-5445","name":"พระราชนิเวศน์","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"อรุณอมรินทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.749092,"lon":100.486541,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":825,"z":1887},"history":"พระราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสร้างเมื่อพ.ศ. 2311 เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกในสมัยธนบุรี แล้วทรงย้ายนิวาสสถานจากบ้านอัมพวา มาประทับที่พระราชนิเวศน์ หลังจากพระองค์เสด็จเสวยราชย์ ก็มีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ทั้งในรัชกาลพระองค์ และรัชกาลต่อๆ เสด็จมาประทับ จวบจนเมื่อครั้งสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์เสด็จมาประทับ และสิ้นพระชนม์ที่นี้เมื่อราวพ.ศ.2423 ในปัจจุบันแม้จะไม่มีโบราณสถานอันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เหลืออยู่ แต่อาณาบริเวณนั้นก็ยังเป็นที่กล่าวขานกันว่าพระราชนิเวศน์ อาคารสถานที่อันเป็นที่ทำการของกองเรือยุทธการและกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบันล้วนเป็นของสร้างขึ้นในชั้นหลัง","artCulture":"สิ่งสำคัญภายในพระราชนิเวศน์ มีรายการดังต่อไปนี้ 1. อาคารกองบัญชาการ 1 อาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สันนิษฐานว่าเดิมน่าจะเป็นโครงสร้างไม้หลังคาจั่วซ้อนชั้น มุงกระเบื้องไทย ชั้นสองมีการต่อระเบียงทางเดินยาวตลอดอาคาร ชั้นล่างผนังเจาะเป็นซุ้มโค้งเป็นช่วงๆ ตลอดอาคาร เว้นพื้นที่ใต้ระเบียงเป็นห้องโถงโล่ง 2. อาคารกองบัญชาการ 2 อาคารก่ออิฐถือปูน 3 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องไทย ตัวอาคารเดิมผนังเจาะบานหน้าต่างซุ้มโค้ง บานหน้าต่างมีลายฉลุบริเวณช่องแสง ผนังชั้นล่างมีการเจาะช่องซุ้มโค้ง แต่ปัจจุบันทำผนังปิดเป็นห้อง 3. อาคารสโมสรกองเรือดำน้ำ โครงสร้างเดิมเป็นศาลาไม้ผังหกเหลี่ยม 4. แนวกำแพงเก่า กำแพงก่ออิฐถือปูน มีการตกแต่งลายปูนปั้นเป็นรูปจักร","present":"ในปัจจุบันแม้จะไม่มีโบราณสถานอันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เหลืออยู่ แต่อาณาบริเวณนั้นก็ยังเป็นที่กล่าวขานกันว่าพระราชนิเวศน์ อาคารสถานที่อันเป็นที่ทำการของกองเรือยุทธการและกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบันล้วนเป็นของสร้างขึ้นในชั้นหลัง"},{"id":"fad-5438","name":"วัดชิโนรสารามวรวิหาร","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"อิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333227699:exact","lat":13.746644,"lon":100.479112,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":23,"z":2159},"history":"วัดชิโนรสารามวรวิหาร (วัดชิโนรส) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารตั้งอยู่ริมคลองมอญ ติดถนนอิสรภาพ (ภาพที่ 1) ตรงข้ามกับกรมอู่ทหารเรือ ใกล้กับพระราชวังนันทอุทยาน และวัดครุฑาราม เดิมวัดนี้เป็นที่สวนของชาวบ้าน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยศเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรสทรงโปรดให้ไวยาวัจกรไปซื้อที่และโปรดให้สร้างวัดขึ้นราวปีพ.ศ. 2379(คราวเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะนั้นทรงผนวชอยู่ก่อนขึ้นครองราชย์ โปรดให้สร้างวัดบรมนิวาส) เพื่อใช้เป็นที่ประทับสำราญพระอิริยาบถ สมเด็จ ฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ถวายวัดนี้เป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4 และพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เมื่อราวปีพ.ศ. 2396เวลานั้นวัดชิโนรสยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย สิ่งก่อสร้างของเดิมก็ชำรุดทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นควรว่าจะทำนุบำรุงให้รุ่งเรืองขึ้น เพราะพระองค์ได้มาสร้างพระราชวังนันทอยุทยานในพื้นที่ใกล้กันนั้น ราวปีพ.ศ. 2400 รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพ็ชรพิชัย (หนู)เมื่อครั้งยังเป็นพระยาสามภพพ่าย เป็นผู้จัดการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามทั้งหมด เมื่อการก่อสร้างปฏิสังขรณ์สำเร็จบริบูรณ์รัชกาลที่ 4 ทรงขนานนามวัดนี้ใหม่ว่า วัดชิโนราสาราม","artCulture":"1. เจดีย์ทรงระฆังสิ่งสำคัญนอกจากพระอุโบสถแล้ว ยังมีเจดีย์เหลี่ยมขนาดใหญ่คู่หนึ่งอยู่หน้าพระอุโบสถเมื่อมองจากถนนจะเห็นอย่างชัดเจนลักษณะของเจดีย์ทั้งสองดังกล่าวเป็นเจดีย์ทรงระฆังย่อมุมไม้ยี่สิบ ก่อด้วยอิฐฉาบปูน ฐานล่างจมอยู่ใต้ดินที่ถมพื้นที่ให้สูงกว่าเดิมราวเกือบ 1 เมตร ฐานดังกล่าวมีพนักเตี้ยๆ ก้นเป็นลานประทักษิณ แผนผังรูปแปดเหลี่ยมของฐาน มีช่องทางขึ้นที่ด้านหลักทั้งสี่ด้าน องค์เจดีย์ตั้งอยู่บนลานประทักษิณ ชั้นเชิงบาตรประดับรูปยักษ์แบก- กระบี่แบก ปัจจุบันรูปประดับเหล่านี้หลุดร่วงจนเกือบหมดแล้ว เหนือขึ้นไปเป็นชั้นฐานสิงห์ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปสามฐานรองรับบัวคลุ่มที่ย่อมุมตามการย่อที่ขึ้นมาจากส่วนล่าง ถัดขึ้นไปเป็นทรงระฆังย่อมุมประดับส่วนบนด้วยบัวคอเสื้อ เหนือขึ้นมาเป็นบัลลังก์ย่อมุมและบัวคลุ่มเถารองรับส่วนยอดของเจดีย์ด้านบนสุดเป็นปลียอดประดับด้วยเม็ดน้ำค้าง องค์เจดีย์ที่ตั้งอยู่ทางด้านขวาของพระอุโบสถขนาด 9.75 x 9.75 เมตรองค์ทางซ้ายมือ 10.25 x 10.25 เมตร 2.ศาลา เป็นศาลาพักผ่อน เครื่องบนไม้สักหลังคามุงกระเบื้องไทย พื้นก่ออิฐถือปูนกว้าง 3.50 เมตร ยาว 6 เมตร มีอาสนสงฆ์ก่ออิฐถือปูน 4.ศาลาท่าน้ำและสะพานตั้งอยู่ริมคลองมอญ ลักษณะเป็นศาลาโถงทรงไทย ทำเป็น 2 ห้อง เสาไม้เต็งรัง เครื่องบนไม้สัก มุงกระเบื้อง มีช่อฟ้าใบระกาทาสี มีอาสนสงฆ์ 2 ข้างผังรูปสี่เหลี่ยมเครื่องบนเป็นหน้าจั่วมีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าบันประดับลายนาคเกี้ยว 5 เศียร อยู่ท่ามกลางลายพันธุ์พฤกษาระบุปีพ.ศ.ข้างใต้หน้าบันคือ พุทธศักราช 2471บริเวณข้างโคนเสาศาลาด้านหน้าทั้งสองข้างมีแผ่นหินอ่อนระบุรายนามผู้ร่วมสมทบทุนสร้างศาลาและค่าใช้จ่ายในการบูรณะ ปัจจุบันศาลาตีผนังปิดทึบทั้งหมด ทางวัดให้ชาวบ้านเช่าเป็นบ้านพักอาศัยถัดจากศาลาออกมาคือส่วนของทางเดินลงสู่ท่าน้ำ ปัจจุบันเหลือเพียงสะพานปูนเพียงบางส่วน ราวระเบียงและหัวเสาสะพาน ลักษณะของสะพานที่พบ พนักสะพานก่อทึบประดับลวดลายนูนต่ำคล้ายเป็นกรอบแบบเรียบๆ ราวสะพานเจาะเป็นช่องโปร่ง ในกรอบป้ายเหนือพนัก บันได ระบุปีพ.ศ. 2474 อีกด้านหนึ่งระบุพระครูสารธรรมาจารย์เป็นผู้ส","present":"ปัจจุบันวัดชิโนรสาราม เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาได้ทุกวัน ปัจจุบันอาคารโบราณสถานเก่าแก่สำคัญภายในวัด ได้แก่ เจดีย์ทรงปรางค์คู่ ศาลา ศาลาท่าน้ำ อยู่ในสภาพที่พอใช้ได้ ยังคงมีการบำรุงรักษาอยู่ตามสมควร ภายในวัดมีการยกระดับพื้นโดยรอบหลายครั้งเพื่อหนีน้ำท่วม ทำให้พื้นลานปัจจุบันปิดทับฐานเจดีย์ส่วนล่างไปเกือบทั้งหมด คงพอเห็นเพียงส่วนที่แสดงว่าเป็นหัวบันไดทางขึ้นมาสู่ชั้นลานฐานทักษิณที่มียักษ์และครุฑแบกรับเจดีย์ดังที่ปรากฏอยู่เท่านั้น องค์เจดีย์อยู่ในสภาพสมบูรณ์มีการทาสีใหม่อยู่เสมอแต่รูปยักษ์และครุฑแบกรอบฐานนั้นแตกหักชำรุดไปเสียมาก คงเหลือที่อยู่ครบสมบูรณ์เพียงไม่กี่ตัว ส่วนตัวปรางค์มีรอยร้าว บางจุดปูนหลุดกะเทาะออกจนเห็นเนื้ออิฐชั้นใน กับมีวัชพืชงอกอยู่ตามรอยแตกร้าวซึ่งอยู่บริเวณส่วนยอดปรางค์มีรอบคราบราดำหลายแห่ง ส่วนศาลาท่าน้ำนั้น มิได้ใช้ประโยชน์เป็นศาลาท่าน้ำอีกต่อไป ปัจจุบันทางวัดให้ชาวบ้านเช่าเป็นที่พักอาศัย สภาพภายนอกของศาลาทรุดโทรมลงจากเดิมเป็นอันมาก สภาพภายในยังพอมองเห็นเค้าโครงของเสา-คาน และยกพื้นอยู่ แต่อยู่ในสภาพทรุดโทรม มองเห็นร่องรอยของหลังคารั่วน้ำซึมทั่วเพดานสภาพของท่าน้ำในปัจจุบัน พื้นทางเดินซีเมนต์แตกเป็นทางยาว คงเหลือส่วนของสะพานปูนเพียงบางส่วน ราวระเบียงและหัวเสาสะพาน มีการต่อเพิงหลังคาไม้แบบชั่วคราวยื่นออกมาจากตัวศาลา พื้นที่ศาลาด้านหลังนี้ใช้ประโยชน์เป็นที่วางของและลานตากผ้าของชาวบ้าน ส่วนของศาลาโบราณที่ยังคงสภาพเดิมอยู่นั้น มีการใช้ประโยชน์อยู่"},{"id":"fad-162","name":"วัดดุสิตาราม (วัดเสาประโคน)","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"อรุณอัมรินทร์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"117","part":"พิเศษ103 ง","date":"6/10/2000","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/19468266:fuzzy","lat":13.763585,"lon":100.487545,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":934,"z":275},"history":"วัดดุสิตารามเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารไม่ปรากฎหลักฐานว่าผู้ใดเป็นคนสร้าง แต่จากลักษณะรูปแบบศิลปกรรมสันนิษฐานว่าสร้างมานานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมวัดนี้ชื่อวัดเสาประโคนเป็นชื่อวัดที่ปรากฎในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ซึ่งแต่งเมื่อราวพ.ศ.2471 ความว่าถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา ที่มาของชื่อวัด เสาประโคน ได้มีคำอธิบายไว้หลายประการประการแรกเชื่อว่าเนื่องจากแต่เดิมมีเสาหินขนาดโตประมาณ 4 กำหรือ 5 กำ สูง 2ศอก ปักอยู่ที่มุมภายในระเบียงรอบพระอุโบสถเสานั้นเรียก เสาประโคน แต่ปัจจุบันเสาหินต้นนี้ได้หายไปแล้วอีกประการหนึ่งคือชื่อวัดอาจจะเพี้ยนมาจากคำว่า เสาประโคน ซึ่งเล่ากันว่าสมัยหนึ่งนานมาแล้วเสาท่าน้ำของวัดนี้ผุขาดแต่ยังหาเสาใหม่มาเปลี่ยนไม่ได้จึงเอาไม้มาดามปะไว้ต่อมาชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงกับวัดเรียกชื่อวัดว่า วัดเสาวคนธ์ หรือ วัดเสาวโคน ซึ่งนิยมเรียกกันมาจนทุกวันนี้","artCulture":"1. พระอุโบสถ หลังคาลด 3 ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เสริมมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าบันตอนล่างก่ออิฐถือปูน ตอนบนจำหลักไม้เป็นลวดลาย ลงรักปิดทองประดับกระจก ประตูหน้าต่างทำซุ้มแกะลายปูนปั้นแบบหน้าบัน ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกา แต่ส่วนที่เป็นหางหงส์ดัดแปลงเป็นเศียรนาคพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีพระอัครสาวกนั่งประนมมืออยู่ซ้ายขวาข้างละองค์2. พระระเบียงคด รอบพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน มีพระพุทธรูปยืนปางถวายเนตรก่อด้วยปุนลงรักปิดทองประทับยืนอยู่ในซุ้มจระนำที่เจาะเข้าไปในผนังพระระเบียงโดยรอบจำนวน 64 องค์ 3. พระเจดีย์ปลา ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใดสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่นอกกำแพงพระระเบียง เป็นพระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ที่ส่วนเรือนธาตุทำเป็นซุ้มประตู 4 ทิศทางด้านทิศตะวันออกมีพระพุทธรูปปางสมาธิเป็นพระพุทธรูปสมัยใหม่ที่ชาวบ้านนำมาวางสักการะบูชา ที่ฐานมีรูปปลาเงือกและช้างน้ำติดอยู่โดยรอบ ตอนบนสุดเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนามี 5 ยอด ปัจจุบันทรุดโทรมมาก มีต้นไม้และเถาวัลย์คลุมอยู่โดยรอบ 4. พระเจดีย์ราย ประกอบด้วย 2 เจดีย์ เจดีย์ทรงปรางค์และเจดีย์เพิ่มบุญ5. พระเจดีย์ (วัดน้อยทองอยู่)6. พระอุโบสถเก่า เป็นพระอุโบสถเดิมของวัดภุมรินราชปักษี มีขนาดเล็ก ทรวดทรงงดงาม หน้าบันรูปนารายณ์ทรงครุฑและมยุรารำแพน ปิดกระจกสีสวยงาม7. พระวิหารเก่า เป็นพระวิหารขนาดเล็กทรงสำเภา หน้าบันรูปนารายณ์ทรงครุฑ ด้านหลังประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร8. หอระฆัง9.ทัศนารมย์10. วิหาร (วัดภุมรินราชปักษี)11. กุฏิ (โรงเรียนธรรมเพิ่มพิบูลย์ พ.ศ. 2473)","present":"พื้นที่ของวัดดุสิตารามในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ 1.พื้นที่เดิมของวัดดุสิตารามประกอบด้วยอุโบสถหอระฆังเจดีย์ปลาและหมู่กุฏิสงฆ์ 2.พื้นที่เดิมของวัดภุมรินราชปักษี ประกอบด้วย อุโบสถและวิหารเก่า บริเวณโดยรอบเป็นลานจอดรถมีแนวกำแพงกั้น3.พื้นที่เดิมของวัดน้อยทองอยู่ ประกอบด้วย องค์เจดีย์เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและบริเวณโรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม"},{"id":"fad-155","name":"วัดระฆังโฆสิตาราม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"อรุณอัมรินทร์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333227704:exact","lat":13.752585,"lon":100.485561,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":720,"z":1498},"history":"เป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่เมื่อพ.ศ.2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปฏิสังขรณ์แล้วยกฐานขึ้นเป็นพระอารามหลวงและโปรดฯให้มีการประชุมสังคายนาพระไตรปิฏกที่วัดนี้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้พระสงฆ์วัดบางหว้าใหญ่เข้ารักบิณฑบาตในพระราชวังผลัดเวรกับพระสงฆ์วัดโพธาราม(วัดพระเชตุพน)ในรัชกาลนี้ได้มีการขุดพบระฆังที่มีเสียงไพเราะกังวานพระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าฯจึงทรงขอไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามตรงบริเวณที่ขุดพบระฆังได้โปรดฯให้ขุดเป็นสระน้ำเพื่อประดิษฐานหอไตรๆนี้เดิมคือพระตำหนักและหอนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯเมื่อครั้งรับราชการเป็นที่พระราชวรินทร์ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีปัจจุบันหอไตรหลังนี้ได้ถูกรื้อย้ายมาปลูกในบริเวณกำแพงแก้วตรงด้านหลังพระอุโบสถด้านทิศตะวันตก","artCulture":"1. พระอุโบสถและเสมาพร้อมซุ้มสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้นลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาด 7 ห้อง หลังคาซ้อน 3 ชั้นผืนหลังคาด้านข้างอาคารมี 4 ตับ ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และคันทวยแกะสลัก คลุมตัวอาคารและมุขโถงทั้งด้านหน้าและหลัง จั่วแบบปิด (มีหลังคาปีกนกใต้คอสอง) พื้นที่หน้าบันใต้จั่วช่วงตับที่ 1 จำหลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่ตอนกลางรายล้อมด้วยลายกนก ใต้ลงมาคั่นด้วยกระจังฐานพระ ช่วงตับที่ 2 – 3พื้นเรียบ ตอนกลางระหว่างเสาหลอก 2 ต้น เจาะเป็นช่องหน้าต่าง 2 ช่อง บริเวณผนังอาคาร โดยรอบมีซุ้มประดับกรอบประตูและกรอบหน้าต่างที่บานประตูหน้าต่างด้านนอกเขียนลายรดน้ำปิดทองรูประฆัง ส่วนด้านในเขียนภาพทวารบาลบริเวณฝาผนังภายในเขียนภาพพุทธประวัติเทพชุมนุม และทศชาติโดยรอบพระอุโบสถทั้ง 8 ทิศมีซุ้มยอดเจดีย์ประดิษฐานใบเสมา 2. พระวิหาร (พระอุโบสถหลังเดิม) สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาซ้อน 2 ชั้น ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และคันทวยแกะสลัก คลุมตัวอาคารและมุขโถงทั้งด้านหน้าและหลัง จั่วแบบปิด (มีหลังคาปีกนกใต้คอสอง)3. พระปรางค์1 องค์รูปแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้น4. พระเจดีย์3 องค์ทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 35. เจดีย์ประจำมุม4 องค์ ทรงระฆัง รูปแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้น6. หอพระไตรปิฏก ลักษณะเป็นเรือนไทยยกพื้น 3 หลังแฝด ภายในเขียนภาพจิตรกรรมฝีมืออาจารย์นาค จิตรกรเอกในรัชกาลที่ 17. หอระฆังรูปแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นอาคารทรงโถง แบบจตุรมุขหลังคาซ้อน 2 ชั้น กรอบหน้าบันประดับช่อฟ้า ใบระกา 8. ศาลารายลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว อิทธิพลตะวันตก9. แท่นก่ออิฐฉาบปูน 2 แท่นรูปแบบคล้ายโซฟา มีพนัก 10.ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว11. ศาลาการเปรียญ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบพระราชนิยม หน้าบันประดับปูนปั้นลายดอกไม้","present":"ได้รับการดูแลรักษาให้คงสภาพดี"},{"id":"fad-5447","name":"วัดอมรินทรารามราชวรวิหาร","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"อรุณอัมรินทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/13417659:rank-suffix","lat":13.759175,"lon":100.48356,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":503,"z":766},"history":"วัดอมรินทรารามวรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ปากคลองบางกอกน้อยเดิมชื่อวัดบางว้าน้อย เป็นวัดโบราณสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงคู่กับวัดระฆังโฆสิตาราม หรือวัดบางว้าใหญ่ต่อมากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์) ในรัชกาลที่ 1ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอารามแต่ยังไม่แล้วเสร็จมีหลักฐานบางแห่งระบุว่า อุโบสถสร้างเสร็จในสมัยกรมพระราชวังบวรฯ แล้วพระองค์จึงเสด็จทิวงคตได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ. 2325 ถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัววัดอมรินทรารามได้ทรุดโทรมลง ทรงโปรดฯ ให้มีการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถพระวิหารและพระระเบียงอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2เนื่องจากพื้นที่วัดตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟบางกอกน้อยซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่โดนโจมตีอย่างหนักปูชนียวัตถุสถานในพระอารามจึงถูกระเบิดทำลายไปเสียเป็นส่วนใหญ่ เหลือเพียงวิหารหลวงพ่อโบสถ์น้อย พระพุทธฉายจำลอง หอสวดมนต์ใหญ่ในคณะ 1 และตำหนักเขียวซึ่งรอดพ้นมาได้แต่ก็อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม ปัจจุบันเสนาสนะและถาวรวัตถุภายในวัดอมรินทรารามวรวิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ทั้งหมด ยกเว้นโบสถ์น้อย พระมณฑปพระพุทธบาทจำลอง และตำหนักเขียว ที่มา1. กรมศิลปากร.กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ 2525. (จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี)2. กรมสามัญศึกษา, ประวัติพระอารามหลวง, วัดอมรินทราราม, โรงเรียนวัดอมรินทราราม, พิมพ์เป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระกฐินพระราชทาน วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2514.3. ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และคณะ, องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์, กรุงเทพฯ โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2543.","artCulture":"1. มณฑปพระพุทธบาทจำลองมณฑปพระพุทธบาทจำลอง สร้างขึ้นในสมัยสมัยรัชกาลที่ 1 โดยพระเจ้าสัมพันธ์วงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงจงกล ร่วมกับกรมหมื่นนเรศร์โยธีและกรมหลวงเสนีบริรักษ์ซึ่งเป็นพระธิดาและพระโอรสในกรมพระราชวังหลังโปรดให้สร้าง ประดิษฐานไว้อยู่คู่กันกับภูเขาที่ประดิษฐานพระพุทธฉายจำลอง ที่พระองค์เจ้าหญิงกระจับและกรมหมื่นนราเทวศร์ช่วยสร้างตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีสะพานทอดเชื่อมจากซุ้มประตูทางเข้าแต่ละทิศที่กำแพงชั้นนอกเข้ามาที่ลานประทักษิณชั้นในประตูกำแพงล้อมรอบมณฑปด้านนอกมีทั้งหมด 4 ประตูลักษณะซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนมีหน้าบันรูปสามเหลี่ยมประดับด้วยใบระกาและหางหงส์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสาที่รองรับนั้นด้านบนประดับด้วยลายคล้ายลายประจำยามและกระจัง ลักษณะของมณฑปเป็นทรงจัตุรมุขหลังคา 2 ซ้อน 2 ตับตัวมณฑปก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่บนชุดฐานที่มีฐานสิงห์อยู่กลางมีบันไดทางขึ้นมณฑปทุกด้านขนาดกว้าง 10.50 เมตรยาว 10.50เมตรหลังคาเครื่องบนวางซ้อนกันประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ทุกด้าน ส่วนยอดกลางมณฑปนั้นเป็นเจดีย์ย่อมุมขนาดย่อม ที่ฐานของเจดีย์นี้ในแต่ละทิศนั้นประดับด้วยครุฑแบกมณฑปหลังนี้เครื่องบนประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องและถ้วยชามเขียนสีของจีนทั้งหมดฝีมือประณีตงดงาม ตั้งแต่ส่วนเจดีย์ยอด ผืนหลังคา หน้าบัน ที่กรอบซุ้มประตู–หน้าต่าง ลวดลายเป็นลายพันธุ์พฤกษา มีหัวนาคประดับตามมุมของเชิงชายหลังคาที่ยื่นออกมา บานประตู – บานหน้าต่างลายหน้าต่างด้านนอกเขียนลายทองบนพื้นดำ ส่วนด้านในเป็นสีแดงเรียบ ส่วนด้านอื่นลายลบเลือนจนมองไม่เห็นแล้วประตูทางเข้า-ออกมณฑปมี 4 ด้านหน้าต่างจำนวน 8 บาน ด้านนอกตัวมณฑปมีรั้วชั้นในล้อมอีกชั้นหนึ่ง รั้วนี้ก่อด้วยปูนประดับกระเบื้องปรุสีเขียวแบบจีน ขนาดไม่สูงนัก มีเสาปูนประดับในแต่ละด้านซึ่งด้านบนตัวเสานั้น เสาสมบูรณ์ที่เหลืออยู่ปั้นเป็นรูปเหมือนสัตว์สองตัวหันหลังชนกัน เช่น วัวกับหนูบางเสาเหลือเพียงแค่วัวเพียงตัวเดียวเป็นต้นนอกจากนี้ชั้นฐานล่างที่รองรับมณฑปอีกชั้นหนึ่งนั้นแต่ละด้านยังก่อเป็นซุ้มสำหรับเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่น พระพุทธ รูป ฤษีโดยสร้างเลียนแบบก้อนหินตามธรรมชาติบริเวณมุมด้านหนึ่งของรั้วติดกำแพง รั้วด้านนอกสร้างเป็นวิหารขนาดเล็กผังรูปสี่เหลี่ยม ส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงปรางค์เตี้ยๆ1 องค์ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในมณฑปนั้นผังเป็นรูปกากบาท พื้นปูด้วยหินอ่อนเพดานค่อนข้างสูง ลายดาวเพดานเขียนเป็นสีทองบนพื้นแดงที่ขอบทั้งสี่ด้านวาดเป็นรูปเทวดาพนมมืออยู่กลางหมู่เมฆบนสวรรค์ แต่ละคู่หันหน้าเข้าหากันฝาผนังทั้งสี่ด้านเขียนเป็นลายตารางซึ่งตรงกลางวาดติดต่อกันเป็นรูปดอกไม้บ้าง ลายประดิษฐ์เหมือนดอกบัวบ้าง ในผนังแต่ละด้านมีช่องรูปซุ้มขนาดเล็กที่ผนังด้านบนเหนือกรอบประตู-หน้าต่างในทุกด้านใต้กรอบหน้าต่างลงมามีภาพจิตรกรรมวิถีชีวิตประจำ วันของชาวบ้าน เช่น ทิวทัศน์ของป่าเขาบ้านขบวนเกวียนเดินทาง ชาวบ้านหาบของ เป็นต้น ในสุดซึ่งเป็นด้านที่ปิดประตูไว้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิหนึ่งองค์ตรงกึ่งกลางของมณฑปเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองสี่รอยไว้ ปัจจุบันภายในมณฑปมีพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อย และสิ่งของต่างๆ วางอยู่ตามมุมทั่วมณฑป","present":"ปัจจุบันเสนาสนะและถาวรวัตถุภายในวัดอมรินทรารามวรวิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ทั้งหมด และปูชนียวัตถุสถานส่วนใหญ่ในพระอารามอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม"},{"id":"fad-138","name":"ป้อมวิชัยประสิทธิ์","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1204519132:fuzzy","lat":13.742173,"lon":100.490776,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1283,"z":2656},"history":"ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตรงบริเวณที่ตั้งป้อมวิชัยประสิทธิ์ในปัจจุบัน และบริเวณฝั่งตรงข้ามอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ตั้งของป้อม 2 ป้อม เรียกว่า ป้อมวิชาเยนทร์ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดฯ ให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นแม่กองสร้างขึ้น ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้ปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อป้อมวิชาเยนทร์ทางฝั่งธนบุรีเป็น ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ส่วนป้อมวิชาเยนทร์ทางฝั่งกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯ ให้รื้อลงพร้อมกับกำแพงกรุงธนบุรีฟากตะวันออกเมื่อคราวสร้างพระนครใหม่ในปี พ.ศ.2326","artCulture":"1.ป้อมวิชัยประสิทธิ์ รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยกรุงธนบุรี","present":"ได้รับการดูแลรักษาและปรับปรุงให้คงสภาพดี"},{"id":"fad-139","name":"พระราชวังเดิม","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"วังเดิม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1348245391:exact","lat":13.742463,"lon":100.489726,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1169,"z":2624},"history":"พระราชวังเดิม ตั้งอยู่ในแขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ใกล้กับป้อมวิไชยประสิทธิ์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสร้างเมื่อสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. 2311 โดยใช้พื้นที่ในบริเวณกำแพงป้อมวิไชเยนทร์ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ตั้งพระราชวัง ขยายเขตพระราชวังด้านเหนือออกไปจรดคลองนครบาล ทำให้วัดอรุณราชวรารามกลายเป็นวัดในพระราชวัง สมัยนั้นจึงไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา เขตพระราชวังด้านตะวันตกจรดวัดโมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด)เมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงย้ายพระนครมาตั้งทางฝั่งตะวันออกใน พ.ศ.2325 พระราชวังเดิมที่กรุงธนบุรีว่างลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อกำแพงพระนครฝั่งตะวันตกซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2314 เสียและรื้อเขตพระราชวังเดิมลงกึ่งหนึ่ง ตั้งแต่คลองริมวัดอรุณราชวรารามด้านเหนือลงมาเหลือแต่กำแพงสะกัดชั้นใน ให้เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ชั้นสูงต่อมา ในรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์จนสิ้นพระชนม์แล้วจึงพระราชทานพระราชวังเดิมให้แก่กรมทหารเรือเพื่อจัดตั้งโรงเรียนนายเรือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445","artCulture":"สิ่งก่อสร้างที่ยังปรากฏอยู่ในพระราชวังเดิม ได้แก่ 1. ท้องพระโรง สร้างเป็นพระราชวังหลวงของกรุงธนบุรี ลักษณะเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน หลังคาลด 2 ชั้น มุงกระเบื้องมีช่อฟ้าใบระกาพร้อม มีกำแพงแก้วลูกกรงมะหวดรอบ 2. พระตำหนักเก๋งคู่ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาแบบจีน 2 หลังคู่ ตั้งอยู่ริมประตูพระราชวังด้านตะวันออก เก๋งหลังในเคยเป็นที่บรรทมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พื้นชั้นล่างก่ออิฐโบกปูน ชั้นบนเป็นไม้สูงจากพื้นดินประมาณ 1.50 เมตร มีร่องเจาะไว้สำหรับลงพระบังคน 3. ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในศาลประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขนาดเท่าจริงประทับยืน 1 องค์พระบรมรูปประทับนั่งขนาดสูง 1 ฟุต 1 องค์ เทวรูปจีนแกะด้วยไม้ปิดทอง 1 องค์ ที่เชิงบันไดด้านหน้ามีปืนใหญ่โบราณพร้อมฐานตั้งอยู่ด้านละ 1 กระบอก 4. พระตำหนักเก๋งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับที่พระราชวังเดิม เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ 5. กำแพงพระราชวังและประตู คือกำแพงพระราชวังส่วนที่เหลือ เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนมีใบเสมา ซุ้มประตุมีประตูทางเข้าเป็นรูปโค้งปลายแหลม","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้คงสภาพดี"},{"id":"fad-5453","name":"มัสยิดต้นสน (กุฎีใหญ่ หรือกุฎีบางกอกใหญ่)","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"วังเดิม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:node/3972127853:exact","lat":13.740046,"lon":100.488653,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1053,"z":2892},"history":"มัสยิดต้นสนตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้ปากคลองบางกอกใหญ่แขวงวัดอรุณเขตบางกอกใหญ่เป็นมัสยิดเก่าแก่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกกุฎีใหญ่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นทางการว่ามัสยิดต้นสนเนื่องจากมีการสร้างอาคารหลังใหม่และปลูกต้นสนคู่ที่หน้าประตูกำแพงมัสยิดในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยชาวมุสลิมในบริเวณบางกอกใหญ่ได้สถาปนามัสยิดใหม่ที่มีลักษณะภายนอกคล้ายวัดต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ยกช่อฟ้าออกเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในพ.ศ. 2495 คณะกรรมการมัสยิดต้นสนเห็นสมควรให้รื้อมัสยิดหลังเดิมและก่อสร้างหลังใหม่โดยพยายามรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมเดิมให้มากที่สุด","artCulture":"เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กผนังก่ออิฐมอญกรอบประตูและหน้าต่างตกแต่งบัวปูนด้านหน้าเป็นหน้ามุขยื่นออกมาและก่อสูงเป็นโดมรูปทรงแบบอียิปต์","present":"มัสยิดอยู่ในสภาพสมบูรณ์"},{"id":"fad-5455","name":"วัดนาคกลาง","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"ซอยอิสรภาพ 42 ถนนอิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.74581,"lon":100.483681,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":517,"z":2251},"history":"วัดนาคกลาง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี วัดนาคกลางเดิมเป็น 2 วัด คือ วัดนาคและวัดกลาง ทั้งสองวัดนี้อยู่ติดต่อกัน ต่อมาได้รวมเข้าเป็นวัดเดียวกันเรียกว่าวัดนาคกลาง วัดนี้สร้างขึ้นโดยเชื้อพระวงศ์ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเชื้อพระวงศ์ตระกูลนั้นเป็นผู้อุปถัมภ์วัดบำรุงวัด แต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 วัดนาคกลางเป็นวัดราษฎร์ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงสมัยท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก (เหลียง) เป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2518 ได้ทำการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ วิหารและศาลาการเปรียญ และทำการสร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรม หอสวดมนต์ ศาลาบำเพ็ญกุศล กุฏิ หอไตรและหอระฆังขึ้นใหม่","artCulture":"1. พระอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ตึ้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางที่ดินของวัดสร้างขนานไปกับแนวคลองมอญ ลักษณะทรงไทย หลังคาลด 2 ชั้น โครงสร้างฝาผนังก่ออิฐฉาบปูน ส่วนบน ขื่อ จันทัน เพดาน ระแนง ช่อฟ้าใบระกา หางหงส์เป็นไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบมอญ เมื่อ พ.ศ. 2504 ได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ เปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผาแบบเกล็ดปลา 2. พระวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือขนานกับพระอุโบสถมีลักษณะเหมือนพระอุโบสถ3. พระปรางค์คู่ อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถนอกกำแพงแก้ว ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูน4. ศาลาการเปรียญ สร้างอยู่ทางด้านพระอุโบสถห่างประมาณ 60 เมตร ลักษณะแบบเก๋งจีน โครงสร้างเสาฝาผนังก่ออิฐฉาบปูน ขื่อ จันทัน เพดาน ระแนง เป็นไม้สัก หลังคาเดิมมุงกระเบื้องดินเผาแบบมอญ เมื่อ พ.ศ. 2513ได้เปลี่ยนกระเบื้องมุงเป็นแบบเกล็ดปลา ตรงกลางศาลามีธรรมาสน์แบบบุษบกตั้งอยู่ท้ายศาลาการเปรียญ มีศาลาลอยอีกหนึ่งหลังลักษณะโครงสร้างเหมือนศาลาการเปรียญแต่หลังเล็กกว่า ในสมัยท่านเจ้าคุณพระเพทสิทธินายกได้สร้างศาลาการเปรียญใหม่อีก 2 หลัง โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนบนเป็นไม้5. กุฏิ อยู่ทางด้านทิศใต้พระอุโบสถ ปัจจุบันแยกออกเป็น 2 คณะ เป็นอาคารทรงไทยโครงสร้างทั่วไปเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐฉาบปูน หลังคาเป็นโครงไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงกระเบื้องลูกฟูกและกระเบื้องปูน6. หอฉัน ตั้งอยู่กลางคณะ 1 ลักษณะทรงไทยสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โครงหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็ง7. หอสวดมนต์ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โครงหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็ง8. พระพุทธรูปปางถือสมอ เนื้อทองสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ถือสมอ เกตุมาลาเป็นดอกบัวตูม","present":"วัดนาคกลาง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ใช้เป็นศาสนสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนา"},{"id":"fad-137","name":"วัดหงส์รัตนาราม","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"วังเดิม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/376311483:exact","lat":13.739555,"lon":100.487753,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":956,"z":2947},"history":"วัดหงส์รัตนารามเป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมเรียกกันว่าวัดเจ้าสัวหงต่อมาสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมจนสำเร็จบริบูรณ์","artCulture":"1.พระอุโบสถ เสมาและซุ้มเสมา มีพาไลรอบแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นพระอุโบสถใหญ่ ลายสลักไม้ที่บานประตูด้านหน้าและหลัง ลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูหน้าต่าง ซุ้มประตูมีลักษณะจีนปนฝรั่ง ยอดซุ้มทำหลังคาปิดเป็นเส้นทแยงมุม มีพระประธานปูนปั้นและพระพุทธรูปหลวงพ่อแสน 2.หอไตร เขียนลายรดน้ำปิดทองตามฝาปกน และที่บานประตูหอไตรแกะสลักลายไทย ผูกเป็นเครือเถากระหวัดกันขึ้นไป ฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ 3.เจดีย์ 4.พระวิหาร 5.ศาลาลอย 6.ซุ้มประตูกำแพงแก้ว 7.แท่นบูชา 8.แท่นปืนใหญ่ และเสาศิลา 9.หอระฆัง 10.กุฏิสงฆ์ 11.หอฉัน 12.บ่อน้ำมนต์","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-140","name":"วัดอรุณราชวราราม","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"","part":"ตอนพิเศษ 323ง","date":"28/12/2017","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/23481741:exact","lat":13.743823,"lon":100.488489,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1036,"z":2472},"history":"เป็นวัดโบราณแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเรียกกันว่าวัดมะกอกเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงกอบกู้อิสรภาพแล้วได้เสด็จกรีธาพลมาทางชลมารคเพื่อจะทรงเลือกสถานที่ก่อต้งราชธานีแห่งใหม่ขณะที่เสด็จมาถึงวัดมะกอกก็พอดีรุ่งแจ้งซึ่งพระองค์ทรงถือว่าเป็นเวลาอุดมมหามงคลฤกษ์จึงโปรดเกล้าฯให้เทียบเรือพระที่นั่งและเสด็จขึ้นไปบูชาพระมหาธาตุ(พระปรางค์องค์เดิม)เมื่อพระองค์ทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้วจึงโปรดฯให้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดแจ้งแล้วสถาปนาเป็นพระอารามหลวงพระราชทานนามว่าวัดแจ้งในรัชกาลนี้วัดแจ้งเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเนื่องจากเป็นวัดในพระราชวังและได้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งอันเชิญมาจากประเทศลาวครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในรัชกาลนี้ได้มีการก่อสร้างพระอุโบสถและพระวิหารหลังใหม่แต่ยังไม่แล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคตครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชย์จึงทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อมาและพระราชทานนามวัดใหม่ว่าวัดอรุณราชธารามและทรงมีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์ที่มีมาแต่เดิมให้สูงใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนครแต่การสำเร็จเพียงลงมือขุดรากฐานก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ดำเนินการต่อมาจนแล้วเสร็จเป็นพระมหาเจดีย์ดังที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก้ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามวัดใหม่ว่าวัดอรุณราชวรารามและโปรดเกล้าฯให้บรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไว้ที่พระพุทธอาสน์พระประธานในพระอุโบสถ","artCulture":"รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 1.พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถยกพื้นสูง หน้าบันด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปเทวดาถือพระขรรค์ประทับในปราสาท ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้สี่ด้าน พระประธานในอุโบสถ มีพระนามว่า พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก เป็พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระอุโบสถวัดนี้ไม่มีกำแพงแก้วแต่มีพระระเบียงแทน ที่ผนังระเบียงมีลายเขียนเป็นซุ้มเรือนแก้ว พระพุทธรูปในพระระเบียงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย รวม 120 องค์ 2.พระวิหารคต 3.พระวิหาร 4.พระปรางค์ ตั้งอยู่หน้าวัด ทางทิศใต้ เป็นของโบราณ ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆและที่ยอดพระปรางค์มีมงกุฎมาประดิษฐานเหนือยอดนภศูล 5.พระวิหารน้อย 6.หอระฆัง 7.พระมณฑปพระพุทธบาท 8.หมู่กุฏิสงฆ์ 9.ศาลาท่าน้ำ 10.เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง 12.เจดีย์ย่อมุมไม้สิบหก 13.วิหาร","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5454","name":"วัดเครือวัลย์วรวิหาร","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"อรุณอัมรินทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342346820:exact","lat":13.746279,"lon":100.485751,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":740,"z":2199},"history":"วัดเครือวัลย์สร้างขึ้นเมื่อปีใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด หลักฐานเกี่ยวกับผู้สร้างวัดเครือวัลย์และปีที่สร้างยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่บ้างว่า ขณะที่สร้างนั้น เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว และเจ้าจอมเครือวัลย์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นธิดาของเจ้าพระยาอภัยภูธร เป็นผู้สร้าง กล่าวได้ว่า ชื่อของวัดเครือวัลย์มาจากชื่อของเจ้าจอมเครือวัลย์ ซึ่งเป็นบุคคลในสกุลบุณยรัตพันธุ์ และถือเป็นวัดประจำตระกูลบุณยรัตพันธุ์ วัดเครือวัลย์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประมาณปี พ.ศ. 2367-2371 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์เป็นโบราณสถานเนื่องจากภายในมีจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์เรื่องนิทานชาดก 550 ชาติที่งดงามมาก และยังคงเหลือภาพจิตรกรรมที่ค่อนข้างสมบูรณ์.","artCulture":"สถาปัตยกรรมสำคัญที่ปรากฏภายในบริเวณวัด ได้แก่ พระอุโบสถ ถัดมาคือเจดีย์ 3 องค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นพระเจดีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และพระวิหารอีกทั้งยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่จะให้รายละเอียดไว้ ดังต่อไปนี้ 1.พระอุโบสถพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน หลังคาลดระดับ2 ชั้นกว้าง 15.4เมตร ยาว 24เมตรประดับช่อฟ้าใบระกาหน้าบันแต่งด้วยปูนปั้นเป็นลายดอกไม้และลายพันธุ์พฤกษาระเบียงและมุขโดยรอบพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อน ซุ้มประตูหน้าต่างทำด้วยปูนปั้นเป็นลายดอกไม้ลงรักปิดทอง บานประตูด้านนอกสลักรูปต้นไม้ ดอกไม้และรูปนก ด้านในเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น ส่วนบานหน้าต่างด้านนอกลายเช่นเดียวกับบานประตู แต่ทำด้วยปูนปั้น ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติและมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระเจ้า 500 ชาติที่มีความงดงามและสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย 2. เสมาและซุ้มเสมาพัทธสีมา (เสมา) เครื่องบนทำเป็นทรงยอดเกี้ยวตรงนมเสมาเป็นรูปวงกลม ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในรัชกาลพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะและขนาดของเสมาคล้ายกับใบเสมาที่วัดกัลยาณมิตรและวัดอัปสรสวรรค์ประดิษฐานอยู่ในซุ้มรอบพระอุโบสถซุ้มเสมา ทำลักษณะคล้ายเกี้ยวคานหามอย่างจีน หลังคาทำรูปทรงกรวยสี่เหลี่ยมจำนวนทั้งสิ้น 8 ซุ้ม 3. พระวิหารพระวิหาร เป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูนหลังคาลดระดับ 2 ชั้น ขนาดกว้าง15.60เมตรยาว 24 เมตรสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างพระอุโบสถ ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันตลอดถึงซุ้มประตูหน้าต่าง แต่งด้วยปูนปั้นเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา ดอกไม้และรูปนก ลงรักปิดทอง บานประตูและบานหน้าต่างด้านนอกสลักเป็นรูปต้นไม้ ดอกไม้และรูปนก ลงรักปิดทองภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง ประมาณ 2 วา เป็นประธานไม่ปรากฎภาพจิตรกรรมใดใดข้างในพระวิหารหลังนี้ 4. พระเจดีย์3 องค์พระเจดีย์ตั้งเรียงรายกันอยู่ระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหารมีจำนวน 3 องค์ลักษณะของพระเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงลังกา สูงประมาณ 10 วา องค์หน้ามีฐานก่อแยกต่างหาก ขนาดฐานกว้าง 13.70 เมตร ยาว 13.70 เมตร เป็นเจดีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ภายในมีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ส่วนฐานด้านข้างเจาะเป็นช่องสำหรับบุรรจุอัฐิพระเจดีย์อีก 2 องค์ตั้งอยู่ทางด้านใต้ลงมาบนฐานสี่เหลี่ยมเช่นกัน ขนาดกว้าง 12.40 เมตร ยาว 23 เมตรตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นมาในคราวเดียวกับการสร้างวัดพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) เป็นผู้ สร้าง ใช้เป็นที่บรรจุอัฐิของคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ ในบรรดาชื่อเจ้าของอัฐิที่บรรจุอยู่ที่ฐานพระเจดีย์ ปรากฏชื่อ เจ้าจอมสวน และเจ้าจอมใบ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ด้วย 5. ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว 6. แท่นก่ออิฐถือปูน 7.หอระฆังเป็นอาคารทรงโบราณ ก่ออิฐถือปูน ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 6 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม เมื่อพ.ศ. 2498 ด้านบนติดตั้งนาฬิกาไฟฟ้าไว้ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งปัจจุบันใช้การไม่ได้แล้ว 8. สระน้ำ 9.ศาลาสวดพระอภิธรรม (ศาลาการเปรียญเดิม)ศาลาการเปรียญสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเดียวกับการสร้างวัด ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นตึกทรงไทยมุงกระเบื้อง ก่ออิฐถือปูนกว้างประมาณ11 เมตร ยาว 19 เมตรปัจจุบันกองทัพเรือได้ซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงและใช้เป็นศาลาบำเพ็ญกุศลจนถึงปัจจุบัน","present":"สิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัดอยู่ในสภาพค่อนข้างดีแต่ภายในพระอุโบสถซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังพระเจ้าห้าร้อยชาตินั้น ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ด้วยมีปัญหาเรื่องความ ชื้นสูงมากซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพจิตรกรรมทำให้เป็นขุยและกะเทาะลอกหลุดออกมา แม้จะมีการบูรณะภาพจิตรกรรมไปเมื่อไม่นานมานี้และได้มีการเจาะช่องระบายความชื้นที่พื้นพระอุโบสถแล้วแต่ปัญหายังยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการกระแทกของดาลประตูและหน้าต่างเวลาปิด-เปิดที่สร้างความเสียหายต่อภาพจิตรกรรม แต่ทางวัดได้ติดลูกยางคั่นไว้เพื่อลดแรงกระแทกดังกล่าวแล้ว"},{"id":"fad-143","name":"วัดโมลีโลกยาราม","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1000481571:exact","lat":13.741064,"lon":100.489541,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1149,"z":2779},"history":"วัดโมลีโลกยารามเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหารเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเรียกว่าวัดท้ายตลาดเนื่องจากวัดตั้งอยู่ต่อจากตลาดเมืองธนบุรีไม่ปรากฎหลักฐานปีที่สร้างและใครเป็นผู้สร้างในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีและทรงสร้างพระราชวังขึ้นบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในการนี้ทรงโปรดให้รวมอุปจารวัดแจ้ง(วัดอรุณราชวราราม)และวัดโมลีโลกยารามเข้าอยู่ในเขตพระราชวังด้วยทั้งสองวัดจึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาตลอดทั้งรัชกาล","artCulture":"การวางผังวัดโมลีโลกยารามหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ทางสัญจรเป็นสำคัญกล่าวคือ วัดหันหน้าสู่คลองบางกอกใหญ่โดยพื้นที่วัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ เขตพุทธาวาส,สังฆวาสและธรณีสงฆ์เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา - รัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 3)1. พระอุโบสถ ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูหน้าต่างและหน้าบันบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถแกะสลักไม้เป็นรูปต้นไม้ดอกใบ ฝีมืองดงามเป็นอย่างยิ่ง2. พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อยู่ติดกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ มีภาพเขียนลายกำมะลอที่ประตูหน้าต่างพระตำหนัก รูปต้นไม้มีดอก บางตอนก็สลับรักสี ฝีมืองามประณีต ภายในพระตำหนักมีรูปปูนปั้นทหารฝรั่งเศส ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งพบในป้อมวิไชยประสิทธิ์ นำมาเก็บรักษาไว้ด้วย3. พระวิหาร สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา อยู่แนวเดียวกับพระอุโบสถ หันออกคลองบางกอกใหญ่ พระพุทธรูปบนฐานชุกชีล้วนเป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยา ได้รับการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 3 ลวดลายปูนปั้นที่ซุ้มประตูหน้าต่างและหน้าบันล้วนฝีมือช่างครั้งรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้น 4. หมู่กุฏิสงฆ์ เรียงรายอยู่ริมน้ำ สร้างด้วยไม้ ลักษณะศิลปจีนผสมไทย เป็นแบบที่แปลกและใหญ่โตไม่เหมือนที่อื่น 5. หอระฆัง 6. หอสวดมนต์ 7. สระน้ำ 8. ศาลาริมน้ำ 9. หอพระไตรปิฎก 10. กำแพงแก้ว 11. กุฏิเจ้าอาวาส 12. กุฏิไม้ 13. กุฏิคณะ 14. ศาลา","present":"สภาพปัจจุบันวัดโมลีโลกยารามค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยเฉพาะด้านติดคลองบางกอกใหญ่ปูหญ้าสวยงามตัวอาคารโดยรวมสภาพค่อนข้างดีมีบางหลังที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมมากควรได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์"},{"id":"fad-5677","name":"คลองแสนแสบ","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/31999259:exact","lat":13.749374,"lon":100.533137,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1523,"z":2775},"history":"คลองแสนแสบ แบ่งชื่อเรียกออกเป็น 2 ช่วง คือ คลองแสนแสบใต้ และคลองแสนแสบเหนือ ตามประวัติคลองแสนแสบใต้ไม่ปรากฏหลักว่าขุดขึ้นแต่เมื่อใด สันนิษฐานว่าน่าจะขุดขึ้นหลังจากขุดคลองมหานาคแล้วในรัชกาลที่ 1 จนถึงก่อนขุดคลองแสนแสบช่วงปลาย (ซึ่งบางแห่งเรียกคลองบางขนาก) เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 มีหลักฐานปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อเดือนยี่ ขึ้น 4 ค่ำ ปีระกา นพศก จุลศักราช 1199 ตรงกับ พ.ศ. 2380 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา เป็นแม่กองจ้างจีนขุดคลองตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนากเป็นระยะยาว 1,337 เส้น 19 วา 2 ศอก กว้าง 6 วา ลึก 4 ศอก ใช้เวลาขุด 3 ปีจึงแล้วเสร็จ ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมแก้ขนาดปากคลองจากเดิมซึ่งกว้าง 6 วา เป็นกว้าง 8 วา กับให้มีทางโยงทั้งสองฝั่งคลอง ฝั่งละ 6 ศอกเพื่อสนับสนุนการคมนาคมและการค้าขายที่ขยายตัวสูงขึ้น คลองแสนแสบ เป็นเส้นทางน้ำที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง เป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงรัตนโกสินทร์ แปดริ้ว(ฉะเชิงเทรา) และเมืองปาจิณ(ปราจีนบุรี) ในระยะจุดประสงค์ในการขุดคลองสายนี้ เนื่องจากเป็นเส้นทางส่งเสบียงเพื่อการสงครามกับกัมพูชาและเวียดนาม แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดคลองสายนี้ได้กลายเป็นคลองสายสำคัญในการเดินทางไปมาค้าขายของราษฎร จนเมื่อพ.ศ.2510 มติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้คลองแสนแสบเป็นคลองที่ต้องอนุรักษ์ไว้","artCulture":"สำหรับเส้นทางคลองแสนเสบนั้น คลองแสนแสบใต้ เริ่มต้นจากคลองมหานาคตรงวัดบรมนิวาส ไปถึงหัวหมาก คลองตัน ส่วนคลองแสนแสบเหนือ เริ่มจากหัวหมาก ผ่านคลองสามเสนช่วงปลาย (คลองตัน) ผ่านบางขนากไปออกแม่น้ำบางปะกง","present":"บางช่วงน้ำเน่าเสีย"},{"id":"fad-5499","name":"วังสระปทุม","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"พระราม 1 - พญาไท","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/37910308:exact","lat":13.747958,"lon":100.533039,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1512,"z":2933},"history":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่วังติดคลองแสนแสบให้สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ขณะทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ แต่ยังไม่ทรงสร้างที่ประทับต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี ได้โปรดฯ ให้สร้างตำหนักเขียวเป็นพระตำหนักที่ประทับชั่วคราว และได้ย้ายเข้าไปที่ประทับเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงโปรดฯให้สร้างพระตำหนักใหม่ทางด้านถนนพญาไทพื้นที่ของวังแบ่งออกเป็น2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่1 เป็นพื้นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ให้เช่าทำศูนย์การค้าห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ สยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน","artCulture":"1. พระตำหนักใหญ่ พระตำหนักใหญ่เป็นตำหนัก2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน ทาสีเหลืองทั้งองค์พระตำหนัก โดยมีลักษณะเด่นอยู่ที่ฝาผนังใกล้เพดานชั้นบนซึ่งเป็นปูนปั้นรูปดอกไม้ พระตำหนักใหญ่ตั้งอยู่เกือบกลางของวังสระปทุม สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งพระองค์มีพระราชดำริในการสร้างพระตำหนักองค์นี้ทั้งเรื่องทิศทางการวางตำแหน่งของอาคาร และห้องต่าง ๆ โดยพระองค์เอง ทรงใช้ก้านไม้ขีด หางพลูเรียงเป็นรูปร่างห้อง และให้หม่อมเจ้าจันทรนิภา เทวกุล เขียนร่างเอาไว้ และส่งให้สถาปนิกออกแบบถวายตามพระราชประสงค์ พระตำหนักใหญ่นี้จึงได้รับแสงแดดและมีการถ่ายเทอากาศได้ดี ห้องทุกห้องได้รับลมเสมอกัน หลังจากสร้างพระตำหนักเสร็จแล้วสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าได้เสด็จประทับ ณ พระตำหนักแห่งนี้ตลอดพระชนมายุ 2. พระตำหนักเขียว เป็นพระตำหนักแรกที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับภายในวังสระปทุม สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2459 พระองค์จึงได้เสด็จประทับ ณ พระตำหนักแห่งนี้ พระตำหนักเขียวตั้งอยู่บริเวณริมคลองแสนแสบ เป็นพระตำหนักก่ออิฐถือปูน ทาสีเขียว เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ เช่น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีและสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระมเหสีและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาประทับเมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดียังทรงพระเยาว์ 3. พระตำหนักใหม่ หรือ พระตำหนักสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ พระตำหนักใหม่หลังจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่วังสระปทุมเป็นการถาวร ดังนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดให้สร้างพระตำหนักแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระราชโอรส โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงให้หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากรซึ่งทรงเคยรู้จักเมื่อประทับอยู่ต่างประเทศเป็นสถาปนิก โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2467 รูปแบบของพระตำหนักมีลักษณะเป็นแบบอังกฤษ สร้างอย่างประณีตและอยู่สบาย ชาววังเรียกพระตำหนักแห่งนี้ว่า พระตำหนักใหม่ ใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2472 และใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตราบจนพระองค์สวรรคตในปี พ.ศ. 2538 4. เรือนข้าราชบริพาร การก่อสร้างเรือนสำหรับเป็นที่พักของข้าราชบริพารนั้น สามารถแบ่งออกเป็น2 ครั้ง โดยครั้งแรกสร้างขึ้นพร้อมกับพระตำหนักใหญ่ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ทาสีเขียว บริเวณขอบเชิงชายและช่องลมเป็นไม้ฉลุลาย เรือนที่สร้างในสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณท้ายวัง และริมสระด้านทิศะวันออกของพระตำหนักใหญ่ ส่วนครั้งที่2 เป็นเรือนก่ออิฐ2 ชั้น สร้างขึ้นพร้อมการสร้างพระตำหนักสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์","present":"วังสระปทุมเคยใช้เป็นสถานที่จัดงานอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมทั้งยังเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสระหว่างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ปัจจุบันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ"},{"id":"fad-5508","name":"วัดชัยมงคล","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"พระราม 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/257267416:exact","lat":13.74795,"lon":100.522801,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":406,"z":2934},"history":"วัดชัยมงคลตั้งอยู่เลขที่ 375 ถนนพระรามที่ 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดชัยมงคล หรือที่ชาวบ้านเรียกกันมาแต่เดิมว่า วัดช่างแสง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2390 สมัยรัชกาลที่ 3 แต่เดิมที่ทางด้านทิศเหนือของวัดเป็นหมู่บ้านของพวกช่างตีเหล็กเป็นส่วนมาก และได้เคยทำพระแสงถวายเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้พระราชทานนามชาวบ้านเหล่านี้ว่า ช่างสิบหมู่ ครั้งเมื่อได้สร้างวัดขึ้นมาแล้วจึงขนานนามวัดตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งวัดว่า วัดช่างแสง ต่อมาได้เปลี่ยนนามเป็น วัดชัยมงคล ตามที่ปรากฏในปัจจุบัน วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2404","artCulture":"1. อุโบสถ 2. เจดีย์ 3. หอระฆัง 4. ศาลาการเปรียญ","present":"เป็นวัดราษฎร์"},{"id":"fad-5509","name":"วัดชำนิหัตถการ","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"พระราม 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/832190065:exact","lat":13.748672,"lon":100.519518,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":52,"z":2853},"history":"วัดชำนิหัตถการ ตั้งอยู่เลขที่ 199 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดชำนิหัตถการ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดสามง่าม เดิมมีนามอีกนามหนึ่งว่า วัดพิกุลทองเป็นวัดเก่าแก่สร้างมานาน ครั้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2367 พระยาชำนิหัตถการได้มาทำการบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ แล้วขนานนามว่า วัดพระยาชำนิ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดพระราชทานนามให้ใหม่เป็น วัดชำนิหัตถการ เพื่อเป็นเกียรติอนุสรณ์แก่พระยาชำนิหัตถการผู้สร้างวัด วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2447","artCulture":"1. อุโบสถ 2. วิหารพระนอน 3. ศาลาการเปรียญ","present":"เป็นวัดราษฎร์"},{"id":"fad-108","name":"วัดบรมนิวาส","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"พระรามที่ 6 ซอย 15","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.751819,"lon":100.519939,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":97,"z":2503},"history":"ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้มีจิตศรัทธากลุ่มหนึ่งได้พร้อมใจกันน้อมเกล้าฯถวายวัดนอกเขตกำแพงเมืองที่บรรพบุรุษของตนสร้างไว้แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยในวัดนี้เป็นอย่างยิ่งจึงทรงปฏิสังขรณ์แล้วถวายเป็นพระอารามพลวงแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯเนื่องจากวัดนี้อยู่นอกเขตกำแพงเมืองคนทั่วไปจึงเรียกกันว่าวัดนอกเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่าวัดบรมนิวาสและโปรดฯให้ทำการปฏิสังขรณ์เป็นครั้งแรกทั่วทังพระอารามนอกจากนี้ยังมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันปฏิสังขรณ์เรื่อยมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชกาลปัจจุบัน","artCulture":"รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น - ปัจจุบัน 1.พระอุโบสถ เป็นอาคารยกฐานสูงแนวเสาอยู่ข้างอก หลังคาลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีลายปูนปั้น ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นปูนปั้นประดับกระจกซุ้มเสมา และใบเสมา มีพระประธาน เป็นพระพุทธรูปหล่อสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย นามว่า พระทศพลญาณ 2.พระเจดีย์ ตั้งอยู่หลังพระอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงกลม ฐานสี่เหลี่ยม ภายในทำเป็นห้องมีประตูทางเข้าตรงกับพระอุโบสถ 3.หอฉัน 4.มหาสีมา 5.ต้นพระศรีมหาโพธิ์ 6.พระระเบียงคด 7.พระวิหาร 8.ซุ้มประตูตรีมุข 9.หอกลอง 10.หอระฆัง 11.เจดีย์ราย 12.ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว 13.ศาลาการเปรียญ เป็นศาลาทรงไทยยกพื้น ชั้นล่างเทคอนกรีต ชั้นบนปูด้วยไม้เนื้อแข็ง เสาเป็นไม้กลม ผนังด้านในก่ออิฐถือปูน ด้านนอกทำด้วยหินล้าง มีหน้ามุขพร้อมช่อฟ้าใบระกา 2 มุข หน้ามุขมีไม้แกะสลักเป็นลายไทยลงรักติดกระจก 14.หอเขียว 15.หอธรรมวิจัย 16.ศาลา 17.หอฆราภิรมย์ 18.โรงเรียนปริยัติธรรม และสำนักงานวัดบรมนิวาส 19.กุฏิสงฆ์ โครงสร้างก่ออิฐถือปูน 51 หลัง สร้างด้วยไม้ 4 หลัง ทรงปั้นหยา 20.บ่อน้ำ","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-193","name":"สะพานเฉลิมหล้า 56","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"92","part":"61","date":"18/3/1975","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1232616670:exact","lat":13.749232,"lon":100.531232,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1317,"z":2791},"history":"สะพานเฉลิมหล้า 56 เป็นสะพานทอดข้ามคลองแสนแสบ สะพานนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากมีการตัดถนนพญาไท เมื่อ พ.ศ. 2451 จึงจำเป็นต้องสร้างสะพานข้ามคลองให้ถนนเชื่อมต่อกัน เพราะเส้นทางนี้ซึ่งมีระยะทางตั้งแต่ปลายถนนสี่พระยา จรดถนนเพชรบุรีมีคลองแสนแสบคั่นอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงทรงอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์พระราชทานให้กรมสุขาภิบาลสร้างสะพานตรงจุดนี้ โดยกำหนดให้เป็นสะพานเฉลิมหล้า 56 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 56 ปี เนื่องจากสะพานนี้มีรูปหัวช้างติดอยู่ตรงหัวสะพาน จึงนิยมเรียกกันทั่วไปว่าสะพานหัวช้าง ที่มา1. เอกสารสะพานเฉลิมหล้า 56 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, กลุ่มทะเบียนโบราณสถานและสารสนเทศ สำนักโบราณคดี. 2. ศิลปากร ,กรม กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ, 2525 ,จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี","artCulture":"เป็นสะพานขนาดใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นับเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งเริ่มนำมาใช้ในการก่อสร้างตอนช่วงปลายรัชกาลที่ 5ที่หัวสะพานทั้งสี่มุมมีรูปประดับเป็นช้างสี่ด้าน ลูกกรงปูนหล่อแบบลูกมะหวดฝรั่ง และที่กลางสะพานประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จปร. โครงสร้างเป็นคานคอนกรีตรูปโค้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานในวันที่ 5 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2452","present":"สะพานเฉลิมหล้า 56 ตั้งอยู่บนถนนพญาไทช่วงข้ามคลองบางกะปิหรือคลองแสนแสบสภาพโดยทั่วไปของตัวสะพานยังคงอยู่ในสภาพดี เพราะมีการบูรณะใหม่และขยายสะพานหลายครั้งปัจจุบันผิวจราจรแบบแอสฟัลต์มี 8 ช่องจราจรเหนือเกาะกลางถนน เป็นเส้นทางยกระดับของรถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สายสุขุมวิท (รถไฟฟ้าบีทีเอส) ตั้งแต่สี่แยกปทุมวัน ถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสภาพภูมิทัศน์บริเวณด้านล่างเชิงสะพานฟากที่อยู่ใกล้กับท่าเรือคลองแสนแสบมีชาวบ้านมาตั้งร้านค้าขายของและอาหาร ทำให้ตัวสะพานบางส่วนถูกบดบังไปบ้าง โครงสร้างสะพานที่ได้รับการบูรณะยังแข็งแรงดีระหว่างเดือนธันวาคม 2545 - ธันวาคม 2546มีการอนุรักษ์สะพานเฉลิมหล้า 56 (สะพานหัวช้าง) ในส่วนของงานซีเมนต์ประดับ งานปูนปั้น บริเวณรอบราวสะพาน สภาพปัจจุบันที่สำรวจบริเวณบันไดทางขึ้นฟากท่าเรือคลองแสนแสบมีการนำโครงเหล็กมารองรับบันไดไว้ ขั้นบันไดปูนหายไปเป็นสะพานเหล็กแทนพบรอยแตกร้าว ปูนกะเทาะหมดสภาพหลุดหายไปเป็นแผ่นใหญ่บริเวณพนักสะพาน และสีที่ทาสะพานเริ่มหลุดลอกออกในหลายจุด รอยแตกร้าวเล็กน้อยพบ โดยทั่วไปทั้งในส่วนของปูนปั้นรูปหัวช้างและเครื่องประดับราวลูกกรงสะพาน ถ้าเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่จะพบบริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างช่วงเสาของพนักราวสะพาน"},{"id":"fad-10607","name":"สะพานเฉลิมโลก 55","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"ราชดำริ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.749336,"lon":100.540982,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":2370,"z":2779},"history":"สะพานเฉลิมโลก 55 เป็นสะพานในชุดเฉลิม สะพานที่ 14 สร้างข้ามคลองบางกะปิหรือคลองแสนแสบ ที่ถนนราชดำริและถนนเพชรบุรี (บริเวณแยกประตูน้ำในปัจจุบัน) เพื่อเชื่อมทางระหว่างพระนครให้ต่อกันทั้งตอนเหนือและตอนใต้ โดยสะพานนี้เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแห่งแรกในประเทศไทย สะพานเฉลิมโลก 55 เป็นสะพานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 55 โดยมีพระราชดำริว่า สะพานข้ามคลองบางกะปิจะเป็นสะพานสำคัญที่จะเชื่อมพระนครทั้งตอนเหนือและตอนใต้ให้สัญจรไปมาได้โดยสะดวก สะพานเฉลิมโลก 55 เป็นสะพานข้ามคลองใหญ่ เรือค้าขายสัญจรไปมามาก การก่อสร้างแตกต่างจากสะพานเฉลิมแห่งอื่น ๆ ด้วยการก่อสร้างอย่างมั่นคงถาวรโดยใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก พนักราวสะพานทึบและมีลายประดับแบบเรขาคณิต มีชื่อสะพานทำเป็นอักษรกดลึกติดอยู่กับพนักสะพานด้านใน โดยใช้นายช่างชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ก่อสร้าง[1] จากรายงานคำกราบบังคมทูลบางส่วนของพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าพระยายมราช อธิบดีกรมสุขาภิบาลในพิธีเสด็จเปิดสะพาน ระบุถึงเหตุผลในการเลือกที่ตั้งและรายละเอียดบางประการเกี่ยวกับการก่อสร้างสะพ","artCulture":"สะพานเฉลิมโลก 55 เป็นสะพานข้ามคลองใหญ่ เรือค้าขายสัญจรไปมามาก การก่อสร้างแตกต่างจากสะพานเฉลิมแห่งอื่น ๆ ด้วยการก่อสร้างอย่างมั่นคงถาวรโดยใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก พนักราวสะพานทึบและมีลายประดับแบบเรขาคณิต มีชื่อสะพานทำเป็นอักษรกดลึกติดอยู่กับพนักสะพานด้านใน โดยใช้นายช่างชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ก่อสร้าง","present":"ปัจจุบันสะพานเฉลิมโลก 55 ยังคงปรากฏอยู่ แม้ว่าจะได้มีการขยายดัดแปลงไปบ้าง เมื่อมีการขยายถนนเพื่อความสะดวกในการคมนาคม"},{"id":"fad-5537","name":"บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (โรงเรียนสตรีจุลนาค)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"ถนนหลานหลวง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.75715,"lon":100.508324,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3178,"z":991},"history":"บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี(อนุบาลจุลนาค)ตั้งอยู่ริมถนนนครสวรรค์แขวงนางเลิ้งเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายพ.ศ. 2442พระยาศรีภูริปรีชา (กมลสาลักษณ)สร้างให้เป็นเรือนหอของนางสาวถวิล กับนายสนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี)บนพื้นที่ส่วนหน้าของบริเวณบ้านพระยาศรีภูริปรีชา พ.ศ. 2457บ้านหลังเดิมไม่แข็งแรงและมีขนาดเล็กเกินไปเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงให้สร้างต่อเติมโดยยังเหลือเค้าเดิมไว้","artCulture":"ตัวบ้านเป็นตึกครึ่งไม้ 2 ชั้นแบบตะวันตกผนังปนหลังคามุงแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมประตูหน้าต่างไม้ ยกเว้นหน้าต่างหอพระที่เป็นหน้าต่างกระจกทรงสูงโค้งแหลมแบบ Gothic เสาเฉลียงหลังทรงสี่เหลี่ยมสร้างเป็นซุ้มรูปโค้งมีลายประดับปูนปั้นประดับ","present":"ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี"},{"id":"fad-5529","name":"วัดคณิกาผล (วัดใหม่ยายแฟง)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"พลับพลาไชย","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/301157260:exact","lat":13.744425,"lon":100.510109,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3370,"z":2406},"history":"วัดคณิกาผลตั้งอยู่เลขที่ 416 ถนนพลับพลาไชย แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดราษฎร์ วัดคณิกาผลหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหม่ยายแฟง สร้างขึ้นประมาณปลายรัชกาลที่ 3 คุณยายแฟงเป็นผู้สร้าง โดยที่มีอักษรจารึกที่รูปหล่อของคุณยายแฟงว่า สร้างเมื่อ พ.ศ.2376 เมื่อสร้างขึ้นครั้งแรกมีนามว่า วัดอำแดงแฟง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้เปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดคณิกาผล ตามที่ใช้อยู่ปัจจุบัน วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2518 ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2525","artCulture":"1.อุโบสถ เป็นอุโบสถทรงไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงไทยซ้อน ๒ ชั้น ๓ ตับ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าภายในอุโบสถ พื้นปูหินขัด ผนังก่ออิฐถือปูน เพดานสูง ประดับด้วยดาวเพดานเต็มพื้นที่ ส่วนคานเขียนสีปิดทองเป็นลวดลายอย่างไทย ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน 2.ใบเสมาใบเสมาที่วัดคณิกาผล ทำจากหินไม่ทราบชนิด ขนาดไม่ใหญ่นักมีเชิง ปัจจุบันทาสีทองปิดทับทั้งแผ่น ลายที่ปรากฎลักษณะเป็นลายตื้นๆ ส่วนบนเสมาลายเลือนหายไปเยอะมองเห็นไม่ชัดเจน มีขอบ มีเส้นตรงกลางลงมาจรดรูปสามเหลี่ยมที่ท้องเสมา ยอดคล้ายเกี้ยวครอบ ตรงเอวเสมาเป็นลายกนก เป็นใบเสมาที่ทำขึ้นในสมัยรัตนสินทร์ 3.วิหารหลวงพ่อทองดำลักษณะเป็นวิหารทรงไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงไทยซ้อน ๒ ชั้น ๓ ตับ 4.ระเบียงคตระเบียงคตจึงทำเป็นโถงทางเดินอย่างเรียบง่าย มีหลังคาคลุม หน้าบันหลังคาประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ภายในระเบียงตั้งเป็นแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านล่างทำเป็นช่องบรรจุอัฐิ 5.เจดีย์ทรงปรางค์ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ย่อมุมไม้ยี่สิบตั้งอยู่บนฐานสูง ยอดเป็นปรางค์ทรงสูงชะลูด ทาสีขาวทั้งองค์ 6.ศาลาการเปรียญเป็นอาคารทรงไทยทำด้วยไม้สักทั้งหลัง","present":"สมัยพระสุนทรกิจโสภณเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ท่านก็ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ เสนาสนะต่างๆ ภายในวัดให้คงสภาพสมบูรณ์ และปรับปรุงให้ดีขึ้นในทุกทางสิ่งก่อสร้างหลักที่ยังคงเค้าเดิมอยู่คงจะได้แก่ อุโบสถ วิหาร ระเบียงคต เจดีย์ทรงปรางค์ และเจดีย์รายองค์เล็กบนกำแพงแก้วด้านติดกับโรงเรียนวัดคณิกาผลที่ยังคงมีอยู่"},{"id":"fad-5532","name":"วัดดิสานุการาม","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดเทพศิรินทร์","road":"วรจักร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333223516:exact","lat":13.749078,"lon":100.508385,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3184,"z":1888},"history":"วัดดิสานุการามตั้งอยู่เลขที่ 237 ถนนวรจักร แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดดิสานุการามเดิมเรียกกันว่า วัดจางวางดิษฐ์ เพราะผู้สร้างมีนามว่า นายดิษฐ์ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมมหาดเล็กมีตำแหน่งเป็น จางวาง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณ พ.ศ.2350 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดพระราชทานนามใหม่ วัดดิสานุการาม มาตราบเท่าทุกวันนี้ วัดดิสานุการามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2397","artCulture":"1. อุโบสถ 2. วิหาร 3. หอระฆัง","present":"เป็นวัดราษฎร์"},{"id":"fad-5526","name":"วัดพระพิเรนทร์ (วัดขำเขมการาม หรือ วัดขำโคราช)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"วรจักร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1010188117:exact","lat":13.74774,"lon":100.505934,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2920,"z":2037},"history":"วัดพระพิเรนทร์ตั้งอยู่เลขที่ 326 ถนนวรจักร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดพระพิเรนทร์เป็นวัดโบราณไม่ทราบนามวัดเดิม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายประมาณ พ.ศ.2300 หรือก่อนนั้นไม่ปรากฏนามและประวัติผู้สร้าง ต่อมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณ พ.ศ.2379 พระพิเรนทรเทพ (ขำ ณ ราชสีมา) เจ้ากรมพระตำรวจบัตรเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) ได้มาทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ เป็นจำนวนมาก วัดนี้จึงได้มีนามว่า วัดขำเขมการาม ครั้น พ.ศ.2411 รัชกาลที่ 4 ทรงแปลงนามวัดเป็น วัดขำโคราช ใช้มาจนกระทั่ง พ.ศ.2430 จึงได้มีนามใหม่ว่า วัดพระพิเรนทร์ ทั้งนี้คงเรียกและใช้กันตามนามบรรดาศักดิ์ของผู้ที่บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่นั่นเอง วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2430","artCulture":"1. อุโบสถ 2. วิหาร 3. เจดีย์","present":"วัดราษฎร์"},{"id":"fad-5531","name":"วัดมังกรกมลาวาส","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"ถนนเจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/301157259:exact","lat":13.743526,"lon":100.509577,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3313,"z":2505},"history":"วัดมังกรกมลาวาสตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุงเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายมีชื่อเดิมว่า วัดเล่งเน่ยยี่เมื่อ พ.ศ. 2414 พระอาจารย์จีนวังสสมธิวัตร (สกเห็ง) ครั้งเป็นพระอาจารย์สกเห็งแห่งวัดบำเพ็ญจีนพรตเป็นผู้เลือกชัยภูมิที่ตั้งเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามลัทธิมหายานและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดมังกรกมลาวาส","artCulture":"","present":"เป็นศาสนสถานใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามลัทธิมหายาน"},{"id":"fad-9","name":"วัดสระเกศ","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/88359228:exact","lat":13.75385,"lon":100.506694,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3002,"z":1358},"history":"วัดสระเกศเดิมชื่อ วัดสะแก สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปฏสังขรณ์ และเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดสระเกศ ตามตำนานกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เคยเสด็จมาสรงพระมูรธาภิเษกตามประเพณีที่วัดนี้ก่อนเสด็จเข้าพระนคร จึงพระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า วัดสระเกศ แต่บางตำนานก็เล่าสืบกันมาว่ารัชกาลที่ 1 เสด็จกลับจากเมืองเขมรเมื่อมาถึงวัดสะแกได้ประทับทำพิธีพระกระยาสนานเมื่อเสร็จพิธีแล้วต่อมาภายหลังได้โปรดฯ ให้ถมสระน้ำที่สรงนั้นเสียแล้วสร้างศาลาการเปรียญขึ้นตรงนั้น ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกุฏิหมู่ใหญ่ปัจจุบันนี้ แต่ในตำนานของวัดสระเกศได้กล่าวว่าเมื่อปีขาล พ.ศ.2325 เกิดจราจลขึ้นในกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะนั้นดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้เสด็จกลับจากสงครามกัมพูชา และได้ประทับสรงมูรธาภิเษกที่วัดสะแกก่อนเ มื่อวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล พ.ศ.2325 ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้ และโปรดฯ ให้สร้างพระบรมบรรพตหรือภูเขาทองขึ้น และรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างเจดีย์บนยอดภูเขาทองแต่ไม่สำเร็จ มาเสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ 5 ในรัชกาลนี้อุปราชแห่งประเทศอินเดียส่งพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพบที่เมืองกบิลพัสดุ์เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายจึงโปรดให้มีการสมโภช และอันเชิญไปประดิษฐานไว้ในเจดีย์บนยอดพระบรมบรรพต ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","artCulture":"1.พระอัฏฐารส 2.พระพุทธรูปปางมารวิชัย 3.พระพุทธรูปหล่อ 2 องค์ ในพระวิหาร 4.ภาพเขียนในพระอุโบสถ 5.พระพุทธรูปหล่อในพระระเบียงพระอุโบสถ 6.พระพุทธรูปหล่อ 3 องค์ ในซุ้มพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุบนภูเขาทอง รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1-5)1.พระอุโบสถหรือด้านหน้าพระอารามตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้วต่อเนื่องกับพระวิหารมีพระระเบียงล้อมรอบ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างพระอุโบสถมีลักษณะงดงามมากโดยเฉพาะหน้าบันแกะสลักปิดทองประดับกระจกภาพนารายณ์ทรงครุฑและซุ้มประตูหน้าต่างซึ่งมีบานเขียนลายรดน้ำทั้งหมดผนังภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมของเดิมวาดไว้ครั้งรัชกาลที่ 3 ต่อมาเมื่อปฎิสังขรณ์ใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ลบเขียนใหม่โดยแบ่ผนังด้านข้างออกเป็น 2 ส่วนตอนบนเขียนภาพเทพยดา ตอนล่างเขียนภาพทศชาติ ผนังด้านหน้าพระประธานเขียนภาพมารผจญผนังด้านหลังเขียนภาพไตรภูมิรอบพระอุโบสถมีซุ้มเสมาตั้งประจำทั้ง 8 ทิศซุ้มมีลักษณะแบบกูบช้างหรือซุ้มหน้านางประดับด้วยกระเบื้องใบเสมาเป็นเสมาคู่ สลักด้วยศิลาประดับกระจกสีซุ้มเสมาของวัดสระเกศนี้มีลักษณะงดงามและได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่างทางศิลปดังที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงสรรเสริญไว้ว่า ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศวิจิตรสวยงามมากควรถือเป็นแบบอย่างได้ 2.พระระเบียงคดตั้งอยู่รอบพระอุโบสถมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศภายในประดิษฐานพระพุทธรูป 163 องค์มีทั้งพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะและพระพุทธรูปปูนปั้นให้ได้ขนาดกันสันนิษฐานว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้นำมาประดิษฐานในคราวบูรณะครั้งใหญ่ในรัชกาล 3.พระวิหารสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 ขนาด 2 ห้องบานประตูหน้าต่างเป็นไม้แกะสลัก ห้องด้านตะวันออกประดิษฐานพระอัฎฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย หล่อด้วยสำริด มีขนาดใหญ่ หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากวัดวิหารทอง จังหวัดพิษณุโลกสันนิษฐานว่าอัญเชิญมาคราวเดียวกับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาไว้ที่วัดบวรนิเวศเมื่อพุทธศักราช 2372พระอัฎฐารสองค์นี้มีนามเต็มว่า พระอัฎฐารส ศรีสุคต ทศพลญาณบพิตรอีกห้องหนึ่ง มีฝากั้นก่ออิฐถือปูนมีประตูติดต่อถึงกันได้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อปิดทองปางมารวิชัยหันพระพักตร์ไปทางทิศใต้มีอักษรจารึกพระนามบนแผ่นหินอ่อนว่า หลวงพ่อดุสิต พระพุทธรูปองค์นี้เดิมเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดดุสิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างพระราชวังดุสิตนั้น เขตพระราชฐานรวมพื้นที่วัดไว้ด้วย 2 วัด คือวัดเบญจมบพิตรและวัดดุสิตทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดดุสิตมาที่วัดสระเกศและเมื่อสร้างพระราชวังแล้ว ได้โปรดให้สร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ขึ้นแทนวัดทั้งสองที่ถูกรื้อบนฐานชุกชีของหลวงพ่อดุสิต มีพระอัครสาวกประดิษฐานอยู่ข้างละ 1 องค์","present":"4. วิหารคต 5. ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว 6. บรมบรรพต พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง)สร้างตามกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ขณะเป็นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาเป็นแม่กองก่อสร้างกำหนดให้เป็นพระปรางค์มีฐานย่อมุมไม้สิบสอง แต่สร้างไม่สำเร็จในรัชกาล ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแบบจากเดิมเป็นภูเขา ก่อพระเจดีย์ไว้บนยอดโดยมีพระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นแม่กองเสด็จไปทรงวางศิลาฤกษ์ในเดือน 6 พุทธศักราช 2408 พระราชทานนามว่า บรมบรรพต 7. ต้นโพธิ์ลังกาอยู่ด้านนอกพระระเบียงคณะสมณฑูตไทยครั้งรัชกาลที่ 2 ได้มาจากเมืองอนุราธปุระเมื่อพุทธศักราช 2357 เป็นพันธุ์ของพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทรพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้นำไปปลูกที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ต้นหนึ่ง และปลูกที่วัดสระเกศนี้ต้นหนึ่ง 8. พระตำหนักรัชกาลที่ 1 พระตำหนักตั้งอยู่ใกล้กับหอไตรเป็นห้องโถงขนาด 7 ห้องมีฝากั้นเป็น 2 ส่วน ฝาที่กั้นมีลายแกะสลักอย่างงดงามเดิมเป็นกุฎิเจ้าอาวาส กล่าวกันว่าเป็นพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้สร้างขึ้น ณ ที่พลับพลาสรงมุรธาภิเษก 9. หอไตร ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสคณะ 10 ด้านใต้ของพระบรมบรรพต สร้างในรัชกาลที่ 1 เดิมอยู่กลางสระน้ำภายหลังได้ถมสระและเทปูนปูพื้นด้วยกระเบื้องซีเมนต์หอไตรสร้างด้วยไม้ มีเฉลียงรอบหลังคามุงกระเบื้องติดช่อฟ้าใบระกาบานประตูหน้าต่างแกะสลัก เคยได้รับการบูรณะในรัชกาลที่ 3 ครั้งหนึ่ง หอพระไตรปิฎกนี้เคยเป็นสิ่งก่อสร้างชิ้นเดียวในรัชกาลที่ 1 ที่ยังคงอยู่โดยไม่มีการบูรณะเพิ่มเติม 10. ศาลาการเปรียญ 11. ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช 12. บ่อน้ำ ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5534","name":"วัดเทวีวรญาติ (วัดจางวางพ่วง)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดเทพศิรินทร์","road":"มหาจักร ซอยเทวีวรญาติ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333223513:exact","lat":13.749444,"lon":100.509583,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3314,"z":1847},"history":"วัดเทวีวรญาติตั้งอยู่เลขที่ 1 ซอยเทวีวรญาติ ถนนวรจักร แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเทวีวรญาติเดิมมีนามว่า วัดจางวางพ่วง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณพ.ศ.2393 โดยท่านจางวางพ่วง บุตรของพระยาเทพอราชน (แสง) และท่านน้อย ราชินิกุลรัชกาลที่ 3 เป็นผู้สร้าง ต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามว่า วัดเทวีวรญาติ หมายความว่า เป็นวัดญาติของพระราชเทวี คือ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดเทวีวรญาติได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ.2450 ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2450","artCulture":"1. อุโบสถ 2. วิหาร","present":"เป็นวัดราษฎร์"},{"id":"fad-5545","name":"สะพานนริศดำรัส","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"จักรพรรดิพงษ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/784914707:exact","lat":13.754713,"lon":100.50942,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3296,"z":1262},"history":"เป็นสะพานข้ามคลองมหานาคที่ถนนจักรพรรดิพงษ์ หน้าวัดสระเกศเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย หรือเรียกว่า สะพานดำ สะพานนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2442 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า สะพานนริสดำรัส เพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และเสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพานในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 ทั้งนี้สะพานแห่งนี้สร้างใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2513 จึงทำให้ลักษณะของสะพานเปลี่ยนไปจากเดิม","artCulture":"สะพาน เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ มีทางเท้า 2 ข้าง ราวสะพานเป็นคอนกรีตแบบเรียบลูกกรงทำด้วยรางเหล็กรูปตัววีเรียงตั้งโดยหันด้านแหลมเข้าเข้าในสะพาน กลางราวสะพานทั้งสองข้างมีจารึกนามสะพานและปีที่สร้างใหม่ ปลายสะพานมีเสาไฟฟ้าโลหะด้านละ 1 เสา","present":"เป็นสะพานข้ามคลองมหานาคที่ถนนจักรพรรดิพงษ์ หน้าวัดสระเกศ"},{"id":"fad-110","name":"สะพานมหาดไทยอุทิศ","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"ถนนบริพัตร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ98ง","date":"22/9/2005","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1295255771:exact","lat":13.755498,"lon":100.506209,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2949,"z":1175},"history":"สะพานมหาดไทยอุทิศ เป็นสะพานข้ามคลองมหานาคไปยังวัดสระเกศราชวรมหาวิหารบรรจบกับถนนบริพัตรแขวงบ้านบาตรเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายเป็นสะพานข้ามปากคลองมหานาคที่ติดกับคลองรอบกรุงตรงข้ามป้อมมหากาฬซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างสะพานในบริเวณนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่การคมนาคมสัญจรแต่พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตไปก่อนที่จะได้สร้างสะพานแห่งนี้ตามประวัติที่กล่าวไว้ในหนังสือราชกิจจนุเบกษามีตอนหนึ่งว่าที่ต้นคลองมหานครตรงปลายแนวถนนบริพัตรนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชดำริมานานแล้วว่าจะสร้างสะพานให้มีทางสัญจรไปมาบรรจบกับตำบลอันเป็นเงื่อนที่รวมถนนหลายสายให้ติดต่อถึงกันแต่การนี้ยังมิได้ทันสำเร็จดังพระราชประสงค์พระองค์ก็ได้เสด็จสวรรคต... อย่างไรก็ตามกระแสพระราชดำริของพระองค์ยังคงอยู่และข้าราชการกระทรวงมหาดไทยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นประธานได้มีพระดำริและความเห็นร่วมกันว่าควรจะสร้างสะพานแห่งนี้สนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงให้สำเร็จจึงบริจาคเงินรวมกันได้ 41,241.61 บาทแล้วมอบให้กรมสุขาภิบาลเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างอุทิศถวาย ข้าราชการสังกัดกรมสุขาภิบาลได้ร่วมบริจาคเพิ่มอีก 15,811.68 บาทเป็นเหตุให้ค่าก่อสร้างสะพานไม่มีปัญหา กรมสุขาภิบาลได้ออกแบบพร้อมทั้งจำลองแบบสะพานที่จะสร้างนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรและมีพระบรมราชวินิจฉัยก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรแล้วโปรดเกล้าฯให้กรมสุขาภิบาลสร้างสะพานได้ตามแบบจำลองที่ทูลเกล้าฯถวายให้ทอดพระเนตรนั้นและได้พระราชทานนามว่าสะพานมหาดไทยอุทิศเพราะเหตุว่าสะพานแห่งนี้จะสร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลสนองพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แต่ชื่อทั่วไปที่ชาวบ้านเรียก คือ สะพานร้องไห้ ที่มาของชื่อน่าจะมาจากภาพปูนปั้นที่ประดับอยู่กลางสะพานซึ่งเป็นรูปชายหญิงและเด็กอยู่ในอากัปกิริยาที่แสดงความโศกเศร้าเสียใจ ที่มา1. ถาวร จารุกิตติชัย, สะพานในกรุงเทพมหานครและสะพานในรัชกาลที่ 5, กรุงเทพฯ คอมแพคท์พริ้นท์, 2542.2. ประพัฒน์ ตรีณรงค์. สะพานมหาดไทยอุทิศ วารสารไทย 14 55 (ก.ค. – ก.ย. 2537).3. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพ. พิมพ์ครั้งที่ 6.กรุงเทพฯ มติชน, 2546.","artCulture":"สะพานแห่งนี้ทำด้วยปูนผสมศิลาอย่างมีแกน คือ เป็นสะพาน แบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสะพานมีโครงสร้างรับสะพานด้านล่างแบบวงโค้ง3 วง ไม่ทำเป็นคานเหมือนสะพานอื่นๆ ราวสะพานโค้งทอดตามความยาวของคอสะพานทั้ง4 ด้าน ภายในบรรจุพวงหรีดปูนปั้นแบบฝรั่ง ลักษณะพวงหรีดตกแต่งเป็นลายดอกไม้บริเวณตรงกลางสะพานมีแผ่นจารึกนามสะพานและปีพุทธศักราช 2457 ซึ่งเป็นปีที่สร้างสะพานเสร็จ และประดับด้วยรูปวงจักรข้างละ1 วงสองข้างจารึกเป็นเสาซุ้ม ด้านขวาของซุ้มมีภาพประติมากรรมนูนต่ำรูปสตรีอุ้มเด็กอยู่ในกิริยาอาการเสียใจ ในมือเด็กมีช่อดอกซ่อนกลิ่น ด้านซ้ายเป็นภาพผู้ชายยืนจับบ่าเด็ก ประติมากรรมปูนปั้นที่ประดับสะพานนั้นเป็นฝีมือของ วิคโตริโอ(Vittorio Nori)ช่างปั้นชาวอิตาเลียนจะสังเกตได้ว่ารูปทั้งหมดจะแสดงอาการร้องไห้เศร้าโศกซึ่งมีนัยหมายถึง ความอาลัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สะพานมหาดไทยอุทิศนั้นนอกจากจะเป็นสะพานที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมแล้วยังเป็นเสมือนอนุสาวรีย์แห่งความ จงรักภักดีอย่างเปี่ยมล้นของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว","present":"สภาพปัจจุบันของสะพานมหาดไทยอุทิศเนื่องจากเป็นสะพานขนาดเล็กมีป้ายจราจรห้ามรถบรรทุกขนาด 1.5 ตันขึ้นไป และรถโดยสารที่มีคนเกิน 15 คนขึ้นไปผ่านเข้าไปยังสะพานแห่งนี้แต่ด้วยจำนวนรถที่ใช้สะพานแห่งนี้มีมากจึงก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนและส่งผลกระทบต่อตัวสะพาน คือ มีการทรุดตัวบริเวณคอสะพาน และบริเวณราวพนักสะพานเกิดการชำรุดแตกร้าว"},{"id":"fad-11","name":"สะพานมัฆวานรังสรรค์","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"ราชดำเนินนอก","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"139","part":"ตอนพิเศษ 188 ง","date":"16/8/2022","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.763597,"lon":100.509502,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3305,"z":274},"history":"สะพานมัฆวานรังสรรค์ คือ สะพานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน ร.ศ.119 (พ.ศ. 2443) เพื่อใช้ข้ามคลองผดุงกรุงเกษมเชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินนอกไปยังพระราชวังดุสิต หลังจากให้กรมสุขาภิบาลตัดถนนราชดำเนินนอกแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงโยธาธิการสร้างสะพานมัฆวานรังสรรค์ด้วยซึ่งชื่อเรียกสะพานมัฆวานรังสรรค์แห่งนี้นั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสะพานในบริเวณตำบลสามเสนให้คล้องจองกันรวม 6 สะพานแต่ละนามมีความหมายว่าเป็นสะพานที่เทพยดาทรงสร้างทั้งสิ้น คือ สะพานเทเวศร์นฤมิตรสะพานพิศณูปถัมป์สะพานมัฆวานรังสรรค์สะพานเทวกรรมรังรักษ์และสะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ตามธรรมเนียมที่มักจะตั้งชื่อสถานที่ที่สร้างในบริเวณและโอกาสเดียวให้คล้องจองกันไปสะพานมัฆวานรังสรรค์คำว่ามัฆวานหรือมัฆวาฬคือชื่อหนึ่งของพระอินทร์รังสรรค์แปลว่าสร้างเป็นสะพานที่มีเครื่องประดับตกแต่งที่งดงามกว่าสะพานอื่นเพราะทอดเชื่อมสะพานถนนราชดำเนินนอกอันเป็นถนนที่มีความสง่าที่สุดในสมัยนั้นจึงต้องตกแต่งให้งดงามรับกับความสง่าของถนนชื่อที่โปรดพระราชทานคือมัฆวาฬรังสรรค์ปัจจุบันเขียนใหม่ว่า มัฆวานรังสรรค์เมื่อถนนราชดำเนินนอก และสะพานมัฆวานรังสรรค์สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินผ่านเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 1พฤศจิกายนพ.ศ.2446 ที่มา1. กนกวลีชูชัยยะ. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย วัด วัง สะพาน ป้อม. กรุงเทพฯ ราชบัณฑิตยสถาน, 2544. 2. ถาวรจารุกิตติชัย. สะพานในกรุงเทพมหานครและสะพานในรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ ฐานการพิมพ์. 2541. 3. ศันสนีย์วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ .พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ มติชน, 2546.4. สมบัติพลายน้อย. สะพานมัฆวานรังสรรค์ ศิลปวัฒนธรรม. (ปีที่ 21 ฉบับที่ 6 , เม.ย.43), 89. 5. _______________.เล่าเรื่องบางกอก เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ สายธาร, 2544. 6. เอเลนาตามานโญ. มาริโอตามานโญ ยี่สิบห้าปีแห่งการเป็นสถาปนิกในราชสำนักสยาม (2443 – 2468) เมืองโบราณ. (ปีที่ 24,ฉบับที่ 2 เม.ย. -มิ.ย. 41) ,23 – 45.","artCulture":"สะพานมัฆวานรังสรรค์ตามประวัติการก่อสร้างพ.ศ.2443 - 2444ออกแบบโดยสถาปนิกมาริโอตามานโญ (Mario Tamagno)ร่วมกับวิศวกร 2 ท่านคือคาร์โลอัลเลกริ (CarloAllegri) และเอมีลิโอกอลโล (Emilio Gollo)ซึ่งทั้ง3ท่านนั้นเป็นนายช่างชาวอิตาเลียนที่เข้ามารับราชการในกระทรวงโยธาธิการตัวสะพานมีโครงสร้างเป็นคานเหล็กพื้นคอนกรีต ราวสะพานเป็นเหล็กหล่อมีดวงตรารูปช้างเอราวัณพระพาหนะของพระอินทร์ ที่กึ่งกลางสะพาน ซึ่งความหมายสอดคล้องกับชื่อสะพานลวดลายเหล็กหล่อที่ราวสะพานเป็นรูปใบไม้แบบหยักประดับอยู่ตามแนวเหล็กโค้งอ่อนช้อย เห็นได้ว่าราวสะพานเป็นเหล็กหล่อที่นำมาต่อกันดังบางจุดที่ยังคงเห็นรอยต่อนั้น และสิ่งที่เด่นที่สุดของสะพานแห่งนี้คือเสาหินอ่อนสี่มุมของสะพาน เป็นเสาหินอ่อนทรงสี่เหลี่ยมสอบขึ้นด้านบนตั้งอยู่บนฐานที่เชื่อมต่อกับส่วนของพนักเชิงลาดของราวสะพาน ลักษณะของเสามีการตกแต่งส่วนบนของเสาด้วยแผ่นสำริดรูปสี่เหลี่ยมภายในมีลายวงกลมและมีแนวเส้นห้อยลงมา3แนวที่ปลายของแนวเส้นนั้นเป็นรูปวงกลมและปลายสุดมีรูปทรงคล้ายหัวธนู ส่วนหัวเสาตกแต่งเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหน้าบัน pediment ภายในกรอบหน้าบันสามเหลี่ยมตรงกลางเป็นรูปวงกลมทั้งสองข้างเป็นลายดอกไม้และเครือเถาใต้กรอบสามเหลี่ยมเป็นลายรูปไข่สลับใบหอกแบบการตกแต่งอย่างสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกทั่วไปเหนือส่วน pediment ขึ้นไปมีแท่งสอบขึ้นและด้านข้างมีการสลักหินอ่อนเป็นรูปใบไม้ดอกไม้และผลไม้แท่งดังกล่าวรองรับโคมไฟสำริดที่ประดับอยู่ยอดบนสุด บริเวณโคนเสาด้านในมีแผ่นหินอ่อนที่เขียนชื่อสะพานติดอยู่ ส่วนผนังเชิงลาดสะพานทำด้วยหินอ่อนเช่นเดียวกันโดยมีรูปทรงโค้งรับกับแนวโค้งของลาดเชิงสะพาน","present":"สะพานมัฆวานรังสรรค์ปัจจุบันยังคงอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีแต่ที่ฐานพนักเชิงลานของสะพานบางจะมีการทรุดตัวแล้วเล็กน้อย ส่งผลให้ฐานหินอ่อนบางส่วนของพนักนั้นแตกร้าว และในปัจจุบันสะพานมัฆวานรังสรรค์ไม่พอแก่การสัญจรไปมาของยวดยานที่เพิ่มมากขึ้น ทางราชการจึงต้องเปิดช่องการจราจรเพิ่มเมื่อพ.ศ.2541 โดยการสร้างสะพานใหม่เลียนแบบสะพานมัฆวานรังสรรค์ ขนาบข้างสะพานของเดิมทั้ง 2 ด้านและที่มุมสะพานด้านเหนือทั้ง 2 ด้านมีน้ำพุตั้งอยู่ด้วย"},{"id":"fad-5381","name":"กรมแผนที่ทหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนกัลยาณไมตรี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ98ง","date":"22/9/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.7511,"lon":100.495334,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1775,"z":1663},"history":"แต่เดิมพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของกรมแผนที่ทหารในปัจจุบันนี้เป็นตึกดินเก่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดให้สร้างวังสราญรมย์จึงรื้อตึกดังกล่าวลงเสีย พื้นที่นั้นจึงว่างลงถึงพ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดให้ใช้พื้นที่ว่างนั้นตั้งเป็นโรงเรียนนายทหาร เรียกว่า โรงเรียนทหารสราญรมย์ สาเหตุของการกำเนิดกรมแผนที่ทหารนั้น เนื่องด้วยในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสมัยเริ่มแรกของการพัฒนาประเทศอย่างกว้างขวาง พระองค์ได้ทรงชักชวนนายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ มารับราชการเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ นายเฮนรี่ อลาบาสเตอร์ ได้กราบบังคมทูลถวายคำแนะนำวิชาการสำรวจและทำแผนที่ ซึ่งพระองค์ทรงเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทำแผนที่ทดลองขึ้นใน พ.ศ. 2418 และเนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องใช้แผนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงจัดตั้งโรงเรียนฝึกสอนชาวสยามให้ทำแผนที่ในระยะปลายปี พ.ศ. 2425 เมื่อมีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษามากจึงจัดตั้งหน่วยราชการขึ้นเป็น กรมแผนที่ ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2428 ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2425 กรมแผนที่ได้ขึ้นต่อกระทรวงกลาโหมและมีการเปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานหลายครั้งจากกรมทำแผนที่ กรมแผนที่ และกรมแผนที่ทหารบกตามลำดับ ต่อมาในปีพ.ศ. 2506 ได้โอนย้ายมาสังกัดในกองบัญชาการทหารสูงสุด และเปลี่ยนชื่อเป็นกรมแผนที่ทหารมาจนถึงปัจจุบัน","artCulture":"มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ 1. อาคารวิภาคภูวดล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นรูปแบบตะวันตกในสมัยเรอเนสซองส์และสมัยบาร็อคผสมกัน รูปแบบจะเน้นรูปด้านเฉพาะตอนหัวมุมถนน ตอนโถงทางเข้าด้านหน้าโถงทางเข้ารอง และโถงทางเข้าตอนปลายสุดของอาคารเป็นจุดเด่นเรียกว่า มงกุฎ ด้วยการยกเป็นมุข มีความสูงเท่ากับความสูงของหลังคาซึ่งค่อนข้างลาดชัน ทางเข้ามุขมีระเบียงรองรับด้วยเสากลมขนาดใหญ่ แต่งปูนเป็นชั้นๆ บางมุขเน้นด้วยเสากลมแบบเสาดอริก (Doric) 2.สระน้ำ บริเวณรอบสระน้ำจะประดับตกแต่งด้วยตุ๊กตาฝรั่ง 3. ศาลเจ้าแม่ทับทิม เป็นรูปแบบตะวันตกยุคโกธิค ภายในมีรูปประติมากรรมผู้หญิงครึ่งตัวมีการประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างสวยงาม","present":"สภาพโดยทั่วไปของโบราณสถานกรมแผนที่ทหารนั้นโดยเฉพาะอาคารวิภาคภูวดลที่ถึงมีจะมีการซ่อมแซมและปรับปรุงด้วยการทาสีใหม่ หากแต่ในบางส่วนสมารถมองเห็นร่องรอยของความชำรุดทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในบริเวณชั้นล่างบางจุดเกิดปัญหาความชื้นที่ขึ้นมาตามผนังของอาคารทำให้เนื้อปูนฉาบหลุดร่อนเปื่อยยุ่ย"},{"id":"fad-5684","name":"กระทรวงมหาดไทย","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"อัษฎางค์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/1307599:exact","lat":13.75072,"lon":100.497096,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1965,"z":1706},"history":"กำเนิดของกรมมหาดไทยเริ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1998สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้กำหนดตราข้าราชการเป็นฝ่ายต่างๆแล้วให้ฝ่ายพลเรือนเรียกว่า กรมมหาดไทยต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมมหาดไทยได้รับสถาปนาเป็น กระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ครั้งนั้นและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย ส่วนประวัติอาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทยพื้นที่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของวัง3วังคือ 1.วังริมสะพานช้างโรงสีวังใต้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงสร้างพระราชทานพระองค์เจ้าเนียม ต่อมาเป็นที่ประทับขององค์เจ้าสว่างพระองค์เจ้าอุทัยและพระองค์เจ้าแฉ่งพื้นที่ของวังนี้คือบริเวณที่ตั้งของศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน 2. วังถนนเฟื่องนคร วังเหนือเป็นวังของกรมขุนภูวนัยนฤเบนทราภิบาลพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่3เสด็จประทับจนสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่5หม่อมเจ้าในกรมอยู่ต่อมาจนสร้างเป็นศาลากระทรวงนครบาล 3.วังถนนเฟื่องนครวังใต้อยู่ต่อจากวังถนนเฟื่องนคร วังเหนือไปทางใต้ เป็นที่ประทับของกรมขุนเจริญผลพูนสวัสดิ์พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 3เมื่อกรมขุนเจริญผลพูนสวัสดิ์ สิ้นพระชนม์แล้ว จึงสร้างเป็นที่ว่าการกระทรวงโยธาธิการ ซึ่งเปลี่ยนนามเป็นกระทรวงคมนาคมในสมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบันคือ บริเวณที่ตั้งกรมการปกครอง ที่มา1.กองจดหมายเหตุแห่งชาติกรมศิลปากร, จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์200ปี. กรุงเทพฯ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหประชาพาณิชย์, 2525.2.มหาดไทย, กระทรวง(สมภพโรจนพันธบรรณาธิการ) 91 ปีมหาดไทย, (เนื่องในโอกาสที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย) กรุงเทพฯ โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์, 2526.3.แน่งน้อยศักดิ์ศรีและคณะ. พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ(พ.ศ. 2325 – 2525).กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2525.4.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่5กระทรวงมหาดไทย(เอกสาร ร. 5), พ.ศ. 2409 – 2457.","artCulture":"พื้นที่ของกระทรวงมหาดไทยมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูโดยทั้งสี่ด้านล้อมรอบด้วยถนนสายสำคัญได้แก่ด้านหน้าติดกับถนนอัษฎางค์และคลองคูเมืองเดิม ด้านหลังติดกับถนนเฟื่องนคร ด้านข้างติดกับถนนบำรุงเมือง และอีกด้านติดกับถนนราชบพิธและวัดราชบพิธ ภายในซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของวังเดิม 3 วังนั้นไม่ปรากฎอาคารที่สร้างร่วมสมัยกับวังทั้งสามเลย แต่มีอาคารเก่าเพียงหลังเดียว ได้แก่ อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนอาคารอื่นๆ เป็นอาคารสำนักงานของหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ภายในบริเวณกระทรวงมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่ 1.ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทยแผนผังอาคารเป็นลักษณะคล้ายการเชื่อมอาคาร4หลังเข้าด้วยกันให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2.แนวรั้วและซุ้มประตูพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย มีแนวรั้วซึ่งสร้างขึ้นโดยรอบโดยมีประตูด้านหน้า3 ประตู ประตูกลางมีขนาดเล็กกว่าชื่อประตูดำรงอีกสองประตูมีขนาดใหญ่กว่า ด้านขวาชื่อประตูสิงห์ ด้านซ้ายชื่อประตูพระยม หัวเสาก่อสูงขึ้นไปเป็นชั้นๆ ยอดสุดเป็นรูปดอกบัวตูม ตัวเสาและปีกประดับลายปูนปั้นรูปช่อผลไม้ ใบไม้อย่างสวยงามแนวรั้วมีฐานรูปบัวคว่ำมีเสาตั้งเป็นระยะๆโดยเสาไม่มีการประดับประดามากมายรั้วเหล็กดัดโปร่งลวดลายเรขาคณิตและดอกประจำยามแบบประดิษฐ์ 3.พระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชาภาพตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคารศาลว่าการกระทรวงมหาดไทย ลักษณะของพระอนุสาวรีย์เป็นพระรูปหล่อประทับนั่งบนเก้าอี้พระหัตถ์ซ้ายทรงถือไม้เท้า","present":"ภายในพื้นที่กระทรวงมหาดไทยมีการสร้างอาคารสำนักงานใหม่เพื่อสนองกับการขยายตัวของหน่วยงานและการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นอาคารเหล่านี้จึงมีขนาดค่อนข้างสูงใหญ่และตั้งอยู่ขนาบกับตัวโบราณสถานคืออาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย"},{"id":"fad-38","name":"คลองคูเมืองเดิม","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/178329985:exact","lat":13.756817,"lon":100.495122,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1752,"z":1028},"history":"เดิมเป็นคลองคูเมืองในสมัยพระเจ้าตากสิน เหตุที่ขุดขึ้นมาเพื่อเป็นการขยายอาณาเขตเมืองธนบุรีให้กว้างใหญ่ออกไปสมกับเป็นราชธานี และเพื่อประโยชน์ในด้านการคมนาคม พระเจ้าตากสินโปรดให้ขุดแล้วสร้างปราการพระนครทางฟากตะวันออก คือ แนวปากคลองตลาดสมัยนั้น คลองหลอดในสมัยนั้นจึงเรียกว่า คลองคูเมือง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างกรุงเทพฯ ใน พ.ศ.2326 จึงทรงโปรดให้รื้อแนวกำแพงเมืองธนบุรีฟากตะวันออกริมคลองหลอดเสียเพื่อขยายพระนครให้กว้างออกไปคลองคูเมืองจึงเป็นเขตกั้น มิให้ข้าศึกประชิดแนวกำแพงพระบรมมหาราชวัง แต่เดิมคลองนี้มิได้เรียกชื่อว่า คลองหลอด ทางด้านใต้ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า คลองตลาด เพราะที่ปากคลองมีตลาดใหญ่ทั้งทางบกและทางน้ำตั้งอยู่ (ปากคลองตลาดปัจจุบัน) ทางด้านเหนือเรียกว่า คลองโรงไหม เพราะมีโรงไหมหลวงตั้งอยู่ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสะพานพระปิ่นเกล้า) ส่วนคลองหลอดจริงๆ คือคลองที่โปรดให้ขุดขึ้น 2 คลอง ได้แก่ คลองวัดเทพธิดา และคลองวัดสุทัศน์ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนคลองหลอดเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2519","artCulture":"คลองคูเมืองเดิมเริ่มต้นจากทิศตะวันออกที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าช้างวังหน้าตรงสะพานพระปิ่นเกล้า แขวงพระบรมมหาราชวัง อ้อมไปจรดแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ที่ปากคลองตลาด ในแขวงและเขตเดียวกัน ขนาดกว้าง 14.00 เมตร ยาว 1,800 เมตร ลึก 2.50 เมตร","present":"สองข้างตลิ่งมีคันคลองก่อด้วยอิฐถือปูนลำคลองตื้นเขินมากมีสิ่งปฏิกูลและน้ำเน่าเสีย"},{"id":"fad-16","name":"คลองรอบกรุง","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"100","part":"30","date":"8/3/1983","topic":"เปลี่ยนชื่อคลองหลอดและคลองโอ่งอ่าง"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/25706975:exact","lat":13.742947,"lon":100.501946,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2489,"z":2570},"history":"คลองรอบกรุงขุดขึ้นใน พ.ศ. 2326 ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชประสงค์จะขยายเขตพระนครให้กว้างขวางขึ้น จึงโปรดให้เกณฑ์ชาวกัมพูชา 10,000 เข้ามาขุดคลองคูพระนครใหม่โดยขุดเชื่อมคลองบางลำภูและคลองโอ่งอ่างเข้าด้วยกัน พระราชทานชื่อคลองว่า คลองรอบกรุงต่อมาคลองรอบกรุงแบ่งระยะเรียกเป็น 2 ตอน คือ คลองบางลำภูและคลองโอ่งอ่างตามพระราชบัญญัติรักษาคลอง ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2489) และคณะรัฐมนตรีมีมติให้คลองรอบกรุงเป็นคลองอนุรักษ์เมื่อ พ.ศ. 2510 ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี รัฐบาลได้กำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ให้ใช้ชื่อที่ถูกต้องของคลองนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์สืบต่อไปว่า คลองรอบกรุง กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนคลองรอบกรุงตลอดแนวคลองเป็นโบราณสถานของชาติโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 93 ตอน ที่ 68วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2519 แต่ในประกาศนั้นใช้ว่า คลองโอ่งอ่าง","artCulture":"ลำคลองตลอดแนว คลองรอบกรุงเริ่มต้นตอนเหนือจากตำบลบางลำภูไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาทางใต้ที่บริเวณใกล้กับวัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) หรือเหนือวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) โดยขุดเชื่อมคลองบางลำภูและคลองโอ่งอ่างเข้าด้วยกัน แล้วสร้างกำแพง ประตูเมือง และป้อมบนกำแพงรายเป็นระยะไปตามแนวคลองด้านใน ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์กลายเป็นเหมือนเกาะ","present":"ตื้นเขิน น้ำเน่าเสีย"},{"id":"fad-10674","name":"คลองหลอดวัดราชนัดดา","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.756521,"lon":100.495448,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1787,"z":1061},"history":"คลองหลอด เป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นเมื่อพ.ศ. 2326 เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร เชื่อมคลองคูเมืองเดิมออกไปบรรจบกับคลองรอบกรุง มี 2 คลอง เรียกกันตามลักษณะของคลองว่า คลองหลอด “ลุศักราช 1147 ปีมะเส็ง สัปตศก เกณธ์หน้าที่ข้าราชการในกรุงฯ ทั้งพระราชวังหลวงวังหน้าวังหลังและหัวเมืองทั้งปวงขุดรากกำแพงพระนครทั้งด้านแม่น้ำและด้านในคลองบรรจบกันโดยรอบ แล้วขุดคลองคูเมืองเดิมสองคลองไปออกบรรจบคลองคูใหม่นอกเมือง” (พระราชพงศวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ฉบับที่2) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อปี2510 ให้เป็นคลองที่ต้องอนุรักษ์ไว้ ในสมัยต่อมาชื่อคลองหลอดถูกนำไปเรียกคลองคูเมืองเดิม เนื่องจากการประกาศของสุขาภิบาลร.ศ.127(พ.ศ.2451) ให้แบ่งเรียกชื่อคลองคูเมืองเป็น3ตอน ตอนกลางคือระยะจากปากคลองหลอดวัดราชนัดดา ถึงปากคลองหลอดวัดราชนัดดา ถึงปากคลองหลอดวัดสุทัศน์ให้เรียกว่า คลองหลอด แต่ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนของคนรุ่นต่อมา จึงเรียกคลองคูเมืองเดิมทั้งสายว่า คลองหลอด (ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ : ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย) ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200ปี รัฐ","artCulture":"คลองหลอดวัดราชนัดดา เริ่มจากคลองคูเมืองเดิมตรงระหว่างโรงแรมรัตนโกสินทร์กับวัดบุรณศิริมาตยาราม ผ่านถนนตะนาว วัดมหรรณพาราม ถนนดินสอ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร วัดราชนัดดาราม และถนนมหาไชย ไปบรรจบกับคลองรอบกรุงตรงบริเวณวัดราชนัดดาราม คลองนี้เดิมเรียกชื่อ &amp;quot;คลองหลอด&amp;quot; ไม่มีชื่อเฉพาะ แต่ต่อมาเรียกกันตามจุดที่ผ่าน เช่นเรียกว่า &amp;quot;คลองบุรณศิริฯ&amp;quot; &amp;quot;คลองวัดมหรรณพ์&amp;quot; &amp;quot;คลองวัดราชนัดดา&amp;quot; และ &amp;quot;คลองวัดเทพธิดา&amp;quot;","present":""},{"id":"fad-10673","name":"คลองหลอดวัดราชบพิธ","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.748445,"lon":100.496714,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1924,"z":1959},"history":"คลองหลอด เป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นเมื่อพ.ศ. 2326 เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร เชื่อมคลองคูเมืองเดิมออกไปบรรจบกับคลองรอบกรุง มี 2 คลอง เรียกกันตามลักษณะของคลองว่า &amp;amp;quot;คลองหลอด&amp;amp;quot; “ลุศักราช 1147 ปีมะเส็ง สัปตศก เกณธ์หน้าที่ข้าราชการในกรุงฯ ทั้งพระราชวังหลวงวังหน้าวังหลังและหัวเมืองทั้งปวงขุดรากกำแพงพระนครทั้งด้านแม่น้ำและด้านในคลองบรรจบกันโดยรอบ แล้วขุดคลองคูเมืองเดิมสองคลองไปออกบรรจบคลองคูใหม่นอกเมือง” (พระราชพงศวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ฉบับที่2)ในสมัยต่อมาชื่อคลองหลอดถูกนำไปเรียกคลองคูเมืองเดิม เนื่องจากการประกาศของสุขาภิบาลร.ศ.127(พ.ศ.2451) ให้แบ่งเรียกชื่อคลองคูเมืองเป็น3ตอน ตอนกลางคือระยะจากปากคลองหลอดวัดราชนัดดา ถึงปากคลองหลอดวัดราชนัดดา ถึงปากคลองหลอดวัดสุทัศน์ให้เรียกว่า คลองหลอด แต่ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนของคนรุ่นต่อมา จึงเรียกคลองคูเมืองเดิมทั้งสายว่า คลองหลอด (ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ : ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย) ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200ปี รัฐบาลมีมติปี 2525 ให้เรียกชื่อคลองทั","artCulture":"คลองหลอดวัดราชบพิธ เริ่มจากคลองคูเมืองเดิมตรงวัดราชบพิธ ผ่านถนนราชบพิธ ถนนดินสอ ถนนมหาไชย บรรจบคลองรอบกรุง ตอนเหนือสะพานดำรงสถิต คลองนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คลองสะพานถ่าน แต่เรียกเป็นทางการว่า คลองวัดราชบพิธ","present":""},{"id":"fad-25","name":"ซุ้มประตูแพร่งสรรพศาสตร์","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"ตะนาว","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"100","part":"36","date":"15/3/1983","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1238480297:exact","lat":13.75331,"lon":100.498362,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2102,"z":1418},"history":"สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานให้แก่กรมหลวงสรรพศาสตรศุภกิจ มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์ พระราชโอรสที่ 34 ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตันราชสกุล ทองแถม ณ อยุธยา) ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2462 ต่อมาวังนี้ได้ถูกรื้อเพื่อตัดถนนเชื่อมระหว่างถนนอัษฎางค์กับถนนตะนาว และทายาทไม่ประสงค์จะรักษาสภาพวังไว้ จึงขายให้แก่เอกชน สิ่งก่อสร้างในวังจึงถูกรื้อถอนไปจนหมด เหลือเพียงซุ้มประตูวังทางด้านตะวันออกริมถนนตะนาว ซึ่งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2510 เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบริเวณแพร่งสรรพศาสตร์ แต่ประตูวังแพร่งสรรพศาสตร์ยังคงอยู่","artCulture":"ซุ้มประตูวัง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ก่ออิฐฉาบปูน ไม่ใช้เหล็กเสริม ช่องประตูกว้างใหญ่ สูงขนาดตึก 2 ชั้น ซุ้มกรอบประตูรูปโค้งกลมประดับด้วยยแผ่นปูนปั้นที่กึ่งกลาง ภายในหน้าบันเจาะช่องวงกลมสองข้างกรุกระจกสีเป็นแฉกครึ่งวงกลม กึ่งกลางเป็นช่องโปร่งตั้งรูปหล่อเทพธิดากรีชชูโคมไฟรูปทรงเหมือนหม้อมีฝาครอบ กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการปรับปรุงประตูนี้เมื่อ พ.ศ.2519 โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักผังเมือง กรมศิลปากร สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม","present":"ได้รับการเสริมความมั่นคง และปรับปรุงบริเวณให้สวยงาม"},{"id":"fad-5604","name":"ตึกแถวถนนบำรุงเมือง(จากแยกสะพานช้างโรงสีถึงแยกมหาไชย)","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"ถนนบำรุงเมือง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.751445,"lon":100.496599,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1912,"z":1625},"history":"ถนนบำรุงเมือง เชื่อว่าเดิมเป็นถนนตั้งแต่เมื่อครั้งสร้างกรุง เรียกว่า ถนนรี ถนนขวาง จนเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระพรหมบริรักษ์เป็นนายงานจัดขยายถนนสร้างไปทางเสาชิงช้า วัดสระเกศ ไปจนถึงสะพายยสเส ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ขยายถนนบำรุงเมืองให้เป็นทางรถและสร้างตึกแถวริมถนน โดยสร้างแบบเดียวกันตั้งแต่ด้านตรงข้ามกระทรวงมหาดไทยจนถึงมุมถนนจรดถนนมหาไชย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตึกแถวนี้เป็นบริเวณศูนย์การค้าสำคัญ แหล่งสรรพสินค้าจากต่างประเทศ มีห้างร้านทั้งของชาวจีนและแขกฝรั่ง ปัจจุบันยังคงมีร้านค้าเอกชน โดยช่วงตั้งแต่สี่กั๊กเสาชิงช้าถึงถนนมหาไชยเป็นแหล่งขายสังฆภัณฑ์ และอาคารบางช่วงถูกรื้อแล้วสร้างตึกแถวแบบใหม่สูงหลายชั้นแทน","artCulture":"ตึกแถวถนนบำรุงเมือง (จากแยกสะพานช้างโรงสีถึงแยกมหาไชย) เป็นตึกแถวสูง 2 ชั้น หลังคาคลุม บางคูหามุงกระเบื้องว่าว บางคูหามุงกระเบื้องไทย ช่องหน้าต่างแคบ มีกันสาดเชิงชายไม้ฉลุ ช่องลมเหนือประตูเป็นกรอบโค้งมน ปัจจุบันตึกแถวหลายห้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามความต้องการของผู้ครอบครอง","present":"อาคารบางช่วงถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นตึกแถวแบบใหม่"},{"id":"fad-5561","name":"ตึกแถวริมถนนพระสุเมรุช่วงปลาย (ใกล้ร้านบ้านผ่านฟ้า)","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.758148,"lon":100.504075,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2719,"z":880},"history":"ถนนพระสุเมรุ เป็นนามที่ได้มาจากการที่ถนนตัดผ่านบริเวณหน้าป้อมพระสุเมรุ ป้อมปราการโบราณทึ่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถนนพระสุเมรุช่วงปลายนี้ เริ่มต้นตั้งแต่หัวมุมเชิงสะพานวันชาติ ไปจรดถึงสะพานผ่านฟ้า","artCulture":"ตึกแถว 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว ชั้นบนเจาะบานหน้าต่าง ช่องแสงเหนือบานหน้าต่างมีทั้งแบบเป็นซี่กรง และแบบที่ใช้อิฐบล็อกเจาะช่อง ใต้บานหน้าต่างมีการประลวดลายวงกลมและเส้นคดโค้งคลี่ออกไปสองข้าง ไม่ปรากฏเสาติดผนัง","present":""},{"id":"fad-5557","name":"ตึกแถวริมถนนราชดำเนินกลาง","district":"พระนคร","subDistrict":"ตลาดยอด","road":"ถนนราชดำเนินกลาง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.758079,"lon":100.496696,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1922,"z":888},"history":"พ.ศ. 2480 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีคำสั่งให้ก่อสร้างอาคาร 15 หลัง บริเวณริมถนนราชดำเนินกลางซึ่งดำเนินไปพร้อมกับการปรับปรุงภูมิทัศน์ ด้วยการตัดต้นมะฮอกกานีออก ทำเกาะกลางถนนแบ่งถนนออกเป็นสองฝั่ง และสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบริเวณกลางถนนราชดำเนินกลาง ในขณะนั้นนายจิตรเสน หรือ หมิว อภัยวงศ์ สถาปนิกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นผู้ออกแบบอาคารสร้างขึ้นขนาบสองข้างของถนนราชดำเนินกลางให้มีความคล้ายคลึงกับ Champs Elysees ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากโรงเรียนสอนสถาปัตยกรรม Ecole des Beaux Arts ประเทศฝรั่งเศส","artCulture":"อาคารริมถนนราชดำเนินกลางมีการออกแบบผังบริเวณให้อาคารวางด้านยาวขนานไปกับแนวถนน รูปทรงอาคารเป็นแบบผสมสถาปัตยกรรมตะวันตก ใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างการนำรูปสี่เหลี่ยมและวงกลมมาประกอบกันอย่างกลมกลืน รูปลักษณ์ภายนอกอาคารออกแบบให้แกนสมดุลอยู่กึ่งกลางอาคาร โดยให้ส่วนตรงกลางอาคารเป็นทางเข้าอาคาร มีแนวคอนกรีตเสริมเหล็กทางตั้งระหว่างหน้าต่างและกันสาดยื่นออกจากแนวผนังเพื่อเน้นทางเข้า สำหรับส่วนของหน้าต่างมีเพียงกันสาดด้านบน และปูนปั้นขอบล่างหน้าต่าง เพื่อสอดรับกับแนวคอนกรีตเสริมเหล็กที่ออกแบบไว้ ส่วนการตกแต่งภายนอก ผนังของอาคารก่ออิฐฉาบปูนทำผิวไม่เรียบ (Texture) และเซาะร่องเลียนแบบการเรียงหิน ซึ่งเป็นการเน้นแนวขอบครีบคอนกรีตเสริมเหล็ก และขอบปูนปั้นกรอบหน้าต่างให้เด่นชัดยิ่งขึ้น หลังคาของดาดฟ้าของอาคารทั้งสองด้านเป็นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กยกขอบสูงเพื่อบังส่วนกลางอาคารระหว่างโค้ง ซึ่งทำเป็นหลังคาจั่วโครงไม้มุงกระเบื้อง","present":"อาคารยังอยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5594","name":"บ้านหมอหวาน","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"บำรุงเมือง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1004865076:exact","lat":13.751446,"lon":100.499893,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2267,"z":1625},"history":"บำรุงชาติสาสนายาไทย หรือ บ้านหมอหวาน อาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียล ย่านเสาชิงช้า เป็นมรดกจาก นายหวาน รอดม่วง แพทย์แผนโบราณ บ้านหลังนี้ได้ตกทอดสู่ทายาทรุ่นเหลน และยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งบ้านและสถานที่ปรุง ยาแผนโบราณ ของ หมอหวาน สืบต่อกันมากว่า 4 ชั่วอายุคน โดยภายในตัวอาคารยังคงเต็มไปด้วยโบราณวัตถุนานาชนิด ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีต ตลอดจน ยาหอมโบราณ กว่าร้อยปีทั้ง 4 ตำรับของ หมอหวาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต ก็ยังคงได้รับการถ่ายทอดทั้งกรรมวิธีและกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมด้วยเครื่องมือโบราณที่ใช้ในการปรุงยาขายให้กับลูกค้าเก่าแก่มากว่า 100 ปี อาคารหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี พ.ศ.2557 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์","artCulture":"บ้านหมอหวาน อาคารสไตล์โคโลเนียล อาคารก่ออิฐถือปูน แบ่งเป็นสองส่วน คือ อาคารชั้นเดียวหลังคาตัดเรียบเป็นส่วนของเฉลียง และอาคารสองชั้นหลังคาคลุม ตกแต่งอาคารด้วยลวดลายปูนปั้นบริเวณหน้าบันทางเข้าอาคาร บริเวณขอบบนของผนังอาคาร และมีการทำกันสาดเหนือบานหน้าต่าง","present":"ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี"},{"id":"fad-65","name":"ป้อมพระสุเมรุ","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"พระอาทิตย์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/107936513:exact","lat":13.763999,"lon":100.495753,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1820,"z":229},"history":"ป้อมพระสุเมรุสร้างขึ้น เนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. 2325 ได้ทรงโปรดให้มีการขุดคูก่อสร้างกำแพงพระนคร พระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ในปีพ.ศ. 2326 ซึ่งในการก่อสร้างกำแพงพระบรมมหาราชวังนั้นได้สร้างป้อมสำหรับป้องกันพระนครเป็นระยะๆ รอบพระนครจำนวน 14 ป้อม ได้แก่ ป้อมพระสุเมรุ,ป้อมยุคนธร,ป้อมมหาปราบ,ป้อมมหากาฬ,ป้อมหมู่หลวง,ป้อมเสือทยาน,ป้อมมหาไชย,ป้อมจักรเพชร,ป้อมผีเสื้อ,ป้อมมหาฤกษ์,ป้อมมหายักษ์,ป้อมพระจันทร์,ป้อมพระอาทิตย์และป้อมอิสินธรป้อมทั้งหมดนี้ต่างเรียงรายไปตามแนวคลองรอบกรุงและแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทรงขอแรงราษฎรให้ทำอิฐขึ้นใหม่บ้าง และให้ไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยามาบ้าง อีกทั้งยังเกณฑ์ลาวเมืองเวียงจันทน์ 5,000 คน และมีตราให้ผู้ว่าราชการหัวเมือง ตลอดหัวเมืองลาวริมแม่น้ำโขงฝั่งตะวันตกมาพร้อมกัน โดยแบ่งหน้าที่กันคุมไพร่พลขุดรากก่อกำแพงรอบพระนครและสร้างป้อมไว้เป็นระยะรอบพระนคร ปัจจุบันป้อมเหล่านี้ถูกรื้อลงเกือบหมดแล้ว นับแต่พ้นสมัยรัชกาลที่ 1 ป้อมเหล่านี้ถูกรื้อลงไปเพื่อนำพื้นที่ไปใช้ในราชการอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามเข้าสู่ช่วงปรับปรุงประเทศอย่างเร่งด่วน ส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศคือ การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม โดยมากรสร้างสะพาน ตัดถนน และอาคารต่างๆ อย่างมากมาย จึงจำเป็นจะต้องรื้อป้อมหลายๆ ป้อมลงเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการก่อสร้าง คงเหลือเพียง 2 ป้อม คือ ป้อมมหากาฬ และป้อมพระสุเมรุ ที่มา1. จรรยาประชิตโรมรัน, พลตรี. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช.กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2539. 2. ศิลปากร ,กรม กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ, 2525 ,จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี .3. ศิลปากร , กรม. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 4. กรุงเทพฯ กองโบราณคดี กรมศิลปากร , 2535.","artCulture":"ป้อมพระสุเมรุ เป็นป้อมก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่บนฐานสูง 2 ชั้น หันหน้าเข้าสู่คลองบางลำพูบน ลักษณะเป็นปราการ 2 ชั้น ฐานล่างมีบันไดขึ้นจากป้อมด้านหน้ากำแพง 3 บันได แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ 2 บันได เพราะบันไดอีกด้านหนึ่งอยู่ติดริมถนนมากเกินไปจึงถูกทุบออกเสามุมบันไดเป็นเสาปูน มีหัวเสาเป็นรูปหัวเม็ดทรงมันที่เหนือบันได บันไดละ 1 เสา หากมองจากด้านบนของป้อมจะเห็นว่าป้อมชั้นล่างแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยมีกำแพงใบเสมาแบบปลายแหลมกั้นระหว่างผนัง ป้อมชั้นล่างและชั้นบน มีประตูทางออกไปสู่ด้านหน้าของป้อมด้านหน้าป้อมชั้นล่าง มีกำแพงใบเสมาแบบสี่เหลี่ยมปลายตัดขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐาน 3 ชั้น แต่ละใบเสมาเจาะช่องตีนกาหรือกากบาทเล็กๆ หลายช่อง ระหว่างใบเสมาเป็นที่วางปืนใหญ่ เช่นเดียวกับกำแพงป้อมชั้นที่ 2 แต่กำแพงป้อมชั้นที่ 2 มีใบเสมาชนิดปลายแหลม ในทุกๆ ด้านของป้อม พื้นป้อมชั้นนี้ทำด้วยไม้ ประตูและหน้าต่างเจาะช่องสี่เหลี่ยม หลังคาป้อมมีลักษณะเป็นรูปโดม เป็นโครงไม้ฉาบปูนเช่นเดียวกับป้อมมหากาฬ ส่วนหอรบเป็นรูปเจ็ดเหลี่ยม มีทั้งประตู 2 ประตู และหน้าต่าง 4 บาน ภายในห้องชั้นล่างเป็นโถงล่าง จากด้านนอกของส่วนนี้มีบันไดขึ้นจากด้านหลังสู่ส่วนที่ 2 ของป้อม พื้นป้อมชั้นนี้ทำด้วยไม้ ประตูและหน้าต่างเจาะช่องสี่เหลี่ยม หลังคาป้อมมีลักษณะเป็นรูปโดม เป็นโครงไม้ฉาบปูนเช่นเดียวกับป้อมมหากาฬ","present":"จากการบูรณะป้อมพระสุเมรุเมื่อ พ.ศ. 2524 ฐานป้อมเป็นรูปแปดเหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน 3 ชั้น ใบเสมาชั้นฐานป้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยมตัดปลาย ตั้งอยู่บนฐาน 3 ชั้นจากกำแพง ภายในใบเสมาเจาะช่องตีนกาหรือกากบาทเล็กๆ ใบละ 2 ช่อง โดยมีบันไดจากพื้นขึ้นสู่ป้อม 2 ข้าง หอรบของป้อมมีลักษณะ 7 เหลี่ยมเช่นกัน กำแพงหอรบแบ่งออกเป็น 2 ชั้น โดยในแต่ละด้านของชั้นแรกมีช่องเปิดซี่ลูกกรง ซึ่งเปิดไว้ให้ดูชั้นดินด้านล่างของป้อม เหนือช่องเปิดซี่ลูกกรงนี้มีการเจาะช่องตีนกา 3 ช่อง แต่ละด้านของหอรบชั้นที่ 2 มีการเจาะช่องเปิดตีนกาอีก 6 ช่อง ช่องเปิดทั้งหมดในหอรบนี้ปิดไว้ด้วยกระจกสีชา ส่วนหลังคาของหอรบเป็นทรงฮิปแหลม (คล้ายงอบ) โครงสร้างไม้ มุงด้วยกระเบื้องเกล็ดปลา ปี พ.ศ. 2542 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 6 รอบ รัฐบาลได้มีโครงการบูรณะป้อมพระสุเมรุและปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ เริ่มจากรอบฐานกำแพงป้อมชั้นแรก ได้จัดทำป้ายประวัติและประวัติการบูรณะป้อม รวมทั้งข้อมูลจากการขุดค้นทางโบราณคดี รวมทั้งยังเปิดฐานและกำแพงป้อมเดิมให้ชม"},{"id":"fad-72","name":"พระราชวังสราญรมย์ (กระทรวงการต่างประเทศเดิม)","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"สนามไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"125","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/16017576:exact","lat":13.750279,"lon":100.494697,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1706,"z":1755},"history":"พระราชวังสราญรมย์เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า จะทรงมอบเวนราชสมบัติพระราชทานแก่พระเจ้าลูกเธอ กรมขุนพินิตประชานารถ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) หลังจากที่พระเจ้าลูกยาเธอทรงผนวชแล้ว โดยพระองค์จะประดับเป็นพระเจ้าหลวงช่วยแนะข้อราชการแผ่นดิน ดังนั้นในปี พ.ศ.2409 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบุรุษ รัตนราชพัลลภ (เพ็ง เพ็ญกุล ต่อมาเป็นเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรง) เป็นนายงานก่อสร้าง และนาย Egon Muller เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบพระราชวัง โดยสร้างในบริเวณซึ่งเคยเป็นตึกดิน สนามไชย และพระราชทานนามว่า วังสราญรมย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2411 ก่อนที่พระราชวังจะแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ จึงโปรดให้สร้างต่อจนแล้วเสร็จ และพระราชทานให้เป็นที่ประทับของเจ้านายหลายพระองค์ ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ เมื่อแรกเสด็จออกวัง และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์น้อย คือ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ตามลำดับ ต่อมาเมื่อทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นเทวะวงศ์วโรประการ เป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอพระราชทานพระราชวังสราญรมย์เป็นที่ทำการเฉพาะสำหรับกระทรวงการต่างประเทศ พระราชวังสราญรมย์ยังได้ใช้เป็นที่รับรองเจ้านายจากต่างประเทศอีกหลายพระองค์ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธฯ เสด็จกลับจากศึกษาต่อก็ได้ประทับทีวังนี้ เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติจึงทรงพระราชทานวังสราญรมย์ให้เป็นที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศตามเดิม","artCulture":"สิ่งก่อสร้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันมีเพียงหลังเดียว คือ พระตำหนักที่ประทับ (ซึ่งบางส่วนถูกรื้อถอนออกไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เพื่อก่อสร้างเป็นที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศ) เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 4 ชั้น พระตำหนักเดิมน่าจะเป็นอาคาร 2 หลัง มีที่ว่างตรงกลางและเชื่อมด้วยมุขกระสัน ทำให้เกิดพื้นที่ว่างตรงกลางใช้ทำเป็นสวน พระตำหนักสร้างขึ้นตามแบบอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอ-คลาสสิค เป็นอาคารฉาบปูนสูง 2 ชั้น วางตัวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนานกับถนนสนามไชย ที่หน้าบันของมุขกลางประดับปูนปั้นตรงมงกุฎประกอบฉัตร ตอนล่างเป็นรูปช้างสามเศียร ราชสีห์ และคชสีห์ อันเป็นตราประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนหน้าบันของมุขทิศเหนือและใต้ประดับด้วยตราพระเกี้ยว สัญลักษณ์ประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำหรับการตกแต่งภายในมีความงดงามมาก เนื่องจากใช้เป็นที่สถานที่สำหรับพิธีการของกระทรวงการต่างประเทศและรองรับแขกต่างประเทศ ห้องสำคัญได้แก่ ห้องเทวะวงษ์วโรประการ และห้องไตรทศประพันธ์","present":"กำลังดำเนินการบูรณะ"},{"id":"fad-5565","name":"ร้านอาหาร ณ บางกอก (บ้านผ่านฟ้าเดิม)","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.757357,"lon":100.504694,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2786,"z":968},"history":"บ้านผ่านฟ้า (สยามเฮาส์) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ใดไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารเด่นชัด ทายาทเจ้าของบ้านกล่าวว่าหากจะนับอายุของบ้านหลังนี้ก็น่าจะประมาณ 150 ปีมาแล้ว ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5บ้านผ่านฟ้ากลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงทายาทคุณหญิงเผื่อน อนุกูลสยามกิจ ต่อมาได้ให้ผู้อื่นเช่าและเคยเปิดเป็นสถานที่แสดงผลงานทางศิลปะ (หอศิลป์)ชื่อว่าร้านอาหารบ้านบางกอกแกเลอรี่ ริมถนนพระสุเมรุซึ่งไม่ไกลจากหอศิลป์สมเด็จพระราชินีนาถหรือหอศิลป์ธนาคารกรุงเทพฯ ที่เชิงสะพานผ่านฟ้า ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนร้านอาหาร (ชั้น 1) และส่วนหอศิลปะ (ชั้น 2) บ้านบางกอกแกลอรี่ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยคุณกิตตินันท์ เกิดมี คุณประวิทย์ ธีรานนท์ และคุณเจษฎา ไทยานนท์ ทั้ง 3 มีความตั้งใจที่จะก่อตั้งร้านอาหารที่มีพื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้มีโอกาสในการแสดงผลงานของตนเอง ประจวบเหมาะกับการได้พื้นที่เป็นบ้าน จึงได้แยกพื้นที่ดังกล่าวออกเป็นสองส่วน ผู้จัดการร้านคือคุณฐิติกร บุณยะเกียรติ เมื่อเลิกจัดเป็นหอศิลป์แล้วต่อมาจึงได้ปรับปรุงอาคารเป็นร้านอาหารและเป็นสถานที่ให้เช่าจัดงานเลี้ยงงานแต่งงาน (Pub Restaurant - Weddings place) เรียกชื่อว่า สยามเฮาส์ ผู้ดูแลปัจจุบันคือ คุณปิยะพงษ์ จันทรวงศ์ และร้านอร่อยเด็ด พ.ศ. 2510 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวซึ่งเป็นร้านที่เคยเปิดที่สี่แยกคอกวัว ที่มา1. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. ชีวิตและงานกงสุลไทยของพระยาอนุกูลสยามกิจ อุปนิกษิตสยามรัฐ (ตันกิมเจ๋ง) กงสุลเยเนราลไทยคนแรก ณ เมืองสิงคโปร์. กรุงเทพฯ รุ่งเรืองสาส์นการพิมพ์, 2525.2. นัยนา แย้มสาขา. สืบสานสายใยไทย-สิงคโปร์. ศิลปากร ปีที่ 48 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม-มิถุนายน 2548) หน้า 68-85.3.แผ่นประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบ้านผ่านฟ้าและตำนานบ้านคุณหญิงเผื่อน อนุกูลสยามกิจ4. ศิลปากร, กรม. สายสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ (Ode to Friendship Celebrating Thailand - Singapore Relations). จัดพิมพ์เป็นที่ระลึก เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-สิงคโปร์. กรุงเทพฯ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2548. 5. สัมภาษณ์คุณปิยะพงษ์ จันทรวงศ์ ผู้จัดการสยามเฮาส์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2551","artCulture":"โครงสร้างช่วงบน หลังคามุงกระเบื้องว่าวคลุมตลอดตัวอาคารที่ปีกด้านทิศเหนือ-ใต้หลังคาตกแต่งหน้าจั่วปูนปั้นรูปสามเหลี่ยมประดับลายปูนปั้น ภายในเจาะช่องลมไม้เป็นรูปวงกลมเชิงชายประดับครีบลายไม้ฉลุแบบเรือนมะนิลา ขอบหลังคามีรางน้ำสำหรับระบายน้ำฝน ฝ้าใต้หลังคาเป็นไม้ ใต้หลังคาลงมาชิดกับผนังมีค้ำยันไม้เนื้อแข็งฉลุลาย-ส่วนอาคาร ลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้นเพื่อพักอาศัย ก่ออิฐถือปูน แผนผังของอาคาร วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่คลองรอบกรุง การออกแบบทางสถาปัตยกรรม จัดให้มีองค์ประกอบ 2 ข้างสมมาตร (Symmetrical Balance) ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีปีกอาคารยื่นออกมาทางทิศเหนือและใต้ ตรงกลางบ้านมีระเบียงด้านหน้าและห้องโถงกลาง นอกจากนี้ยังมีมุขระเบียงยื่นออกจากหลังบ้านทางด้านทิศตะวันตกสู่ถนนพระสุเมรุ ศาลพระภูมิตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้าน มีรั้วกั้นทางทิศใต้และมีบริเวณติดกับอาคารหลังข้างเคียงทางด้านทิศเหนือ เดิมทางเข้า-ออกหลัก คือ ด้านริมคลองเพราะเป็นเส้นทางสัญจรในอดีต เมื่อมีการตัดถนนพระสุเมรุจึงเปลี่ยนมาใช้ทางเข้าประตูด้านมุขหลังบ้านแทนเพราะสะดวกมากกว่า","present":"ปัจจุบันบ้านผ่านฟ้า (สยามเฮาส์) เป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินของเอกชน ได้รับการดูแลโดยทายาท คือคุณปิยะพงษ์ จันทรวงศ์ ซึ่งเป็นผู้จัดการสยามเฮาส์ จากการสำรวจโบราณสถานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2551 นั้น พบว่า ในปัจจุบันยังคงมีการใช้งานภายในอาคารและรอบนอกอาคารอยู่ กล่าวคือ ภายในอาคารบางส่วนใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงเนื่องจากบ้านผ่านฟ้าถูกปรับปรุงเป็นสถานที่จัดเลี้ยงสำหรับงานแต่งงาน ชั้นบนเป็นห้องสำหรับพิธีสงฆ์ เลี้ยงพระ และรดน้ำแต่งงาน ส่วนชั้นล่างเป็นส่วนต้อนรับและจัดโต๊ะรับประทานอาคารสำหรับแขกที่มาร่วมพิธี พื้นที่บางจุดปรับเป็นห้องน้ำ ได้แก่ห้องทางด้านปีกซ้ายของตัวอาคารก่อนขึ้นบันไดทางทิศเหนือ และห้องซึ่งอยู่ถัดไปเป็นสถานที่เก็บของ มีการปรับปรุงพื้นที่รอบนอกอาคารให้เป็นห้องจัดเตรียมอาหารและลานพื้นที่จัดพิธีกลางแจ้ง ส่วนโครงสร้างโดยรวมของอาคารยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิมอยู่มาก มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุเนื่องจากชำรุดหรือเสื่อมสภาพและประโยชน์การใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การติดกระจกภายในอาคารเพื่อติดตั้งเครื่องปรับ อากาศ สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวอาคาร จากการสำรวจพบว่า สภาพปูนปั้นบริเวณระเบียงโดยรอบเสื่อมสภาพและหลุดร่วงเนื่องจากความชื้น เช่นเดียวกับที่ฝ้าและเพดานไม้ภายในอาคารบางจุดและบริเวณใต้หลังคา พบว่าสีอาคารลอกหลุดร่อน, นอกจากนี้ยังมีสำนักงานสยามเฮาส์ที่ต่อเติมขึ้นใหม่ ร้านและร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยเด็ดที่ตกแต่งกลมกลืนไปกับตัวอาคาร"},{"id":"fad-5566","name":"ร้านอาหารนิวออร์ลีนส์","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.757337,"lon":100.504031,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2714,"z":970},"history":"","artCulture":"ร้านอาหารนิวออลีน มีลักษณะเป็นอาคาร","present":""},{"id":"fad-42","name":"วังบ้านหม้อ","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"อัษฎางค์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"106","part":"26","date":"14/2/1989","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1372588615:exact","lat":13.746017,"lon":100.496865,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1940,"z":2228},"history":"ในปีพ.ศ.2374 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด้7พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เกิดไฟไหม้วังกรมหมื่นสุนทรธิบดีตลอดไปจนถึงบ้านหม้อทำให้เกิดพื้นที่ว่างในที่ซึ่งไฟไหม้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (พระองค์เจ้ากุญชรในรัชกาลที่ 2) จึงทรงย้ายวังจากริมถนนพระพิพิธฟากเหนือตรงข้ามวัดพระเชตุพนฯมาสร้างใหม่ตรงพื้นที่ว่างนั้นได้เสด็จประทับที่วังนี้มาจนสิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่4 พระโอรสองค์ใหญ่คือหม่อมเจ้าชายสิงหนาทซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดำรงค์ฤทธิ์ในรัชกาลที่ 5 และหม่อมเจ้าในกรมได้ประทับต่อมาเมื่อพระองค์เจ้าสิงหนาทฯสิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ.2423 แล้วเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) บุตรพระองค์เจ้าสิงหนาทฯได้อยู่ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาเทเวศร์ฯถึงแก่อนิจกรรมพระยาศรีกฤดากร (ม.ล.วราห์ กุญชร) บุตรเจ้าพระยาเทเวศร์ฯซึ่งต่อมาได้เป็นพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้ครอบครองต่อมาจนปัจจุบันวังบ้านหม้อตกอยู่ในความครอบครองของม.ล.แฉล้ม กุญชร ธิดาคนที่27 ของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ที่มาแน่งน้อยศักดิ์ศรี,หม่อมราชวงศ์ และคณะ. พระราชวังและวังในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2325-2525. กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2525.","artCulture":"1.ท้องพระโรงเป็นท้องพระโรงหลังคาชั้นเดียวแบบไทยหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องไทย ช่อฟ้า นาคลำยอง หางหงส์ อ่อนช้อยงดงาม มีหน้ากระดานคอสองคั่นระหว่างหลังคากับลาดหลังคา ท้องพระโรงยกพื้นสูง ใต้ถุนก่อปูนทึบ เจาะช่องลมรูปรีตามแนวดิ่ง ด้านสกัดของท้องพระโรง ด้านที่หันออกถนนอัษฎางค์มีเกยหินอ่อน เพราะท่านเจ้าของวังเคยว่ากรมช้างม้า ด้านหน้าท้องพระโรงหันสู่ทิศเหนือ มีเฉลียงประกอบด้วยราวลูกกรงยาวตลอด ท้องพระโรงมีประตูหน้าต่าง แต่งไม้สลักลาย กรอบหน้าต่างแต่งกรอบในตัดมุมมนน้อยๆ กรอบนอกหักมุมฉาก สลักกรอบเป็นร่องยาว กรอบล่างแต่งไม้ฉลุลายเถาดอกพุดตานภายในท้องพระโรง เป็นโถงยาว เฉพาะตอนในกั้นเป็นห้องในสำหรับพักก่อนออกท้องพระโรง ขอบฝาห้องตอนล่างแต่งไม้สลักลายบานประตูสู่ห้องในและบานประตูใหญ่สู่เฉลียงหลัง เขียนสีรูปม่านสองไขมีพวงมาลัยห้อยกรอบบนสลักลายเถาพุดตานปิดทองล่องชาด กรอบประตูสลักเป็นรูปเกลียวเชือกชั้นหนึ่งและแกะสลักลายอีกชั้นหนึ่ง กรอบล่างประตูหน้าต่างด้านในสลักลายเถาไม้ดอกเช่นกัน ภายในท้องพระโรงตั้งที่บูชา พระเสลี่ยง ตั่ง ของเดิมล้วนสร้างด้วยไม้สลักลายปิดทองประดับกระจกผนังด้านที่กั้นท้องพระโรงกับเฉลียงหลังติดรูปเจ้าของวังตั้งแต่พระองค์แรก จนถึงพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ห้องในเก็บพระอัฐิของบรรพบุรุษของราชสกุลกุญชรตั้งแต่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ในอดีตเจ้าของวังใช้ท้องพระโรงออกบัญชาข้อราชการและเป็นที่ซ้อมละคร ปัจจุบันปิดรักษาไว้ ใช้อยู่อาศัยเฉพาะที่เฉลียงหลัง 2.ศาลาหน้าท้องพระโรงตั้งอยู่เยื้องมาทางถนนอัษฎางค์ เป็นศาลาไทย หลังคามุงระเบื้องไทย ประกอบด้วยหน้ากระดานคอสองค่อนข้างสูง เชิงชายหลังคาและลาดหลังคาประดับไม้ฉลุลาย 3.เก๋งด้านหลังท้องพระโรงปัจจุบันเหลืออยู่เพียงหลังเดียว รื้อลงไปหลังหนึ่ง เพราะชำรุดผุพังมากเกินกว่าจะปฏิสังขรณ์ได้ เป็นตึกยาวใต้ถุนสูง หลังคามุงกระเบื้องแบบจีน ผนังแต่งเสาอิงทรงสี่เหลี่ยม มีหัวเสาสี่เหลี่ยมแบบเรียบ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย","present":"ได้รับการดูแลรักษาให้คงสภาพดี"},{"id":"fad-10","name":"วัดชนะสงคราม","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"ถนนจักรพงษ์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/178329976:exact","lat":13.76083,"lon":100.495078,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1747,"z":582},"history":"วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร วัดชนะสงครามเป็นวัดที่สร้างมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกว่า วัดกลางนาตามสภาพภูมิประเทศโดยรอบวัดครั้งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงบูรณะปฎิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอารามเมื่อพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระราชาคณะฝ่ายรามัญสำหรับพระนครตามประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยา 3 องค์ได้โปรดให้พระสงฆ์ฝ่ายรามัญมาอยู่ ณ วัดชนะสงครามแล้วโปรดให้พระมหาสุเมธาจารย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในระยะนี้เรียกนามวัดว่า วัดตองปุสันนิษฐานว่าเป็นการเรียกขานตามความว่า เป็นวัดพระสงฆ์รามัญเลียนแบบวัดตองปุสมัยอยุธยาแต่ไม่ใช่นามบัญญัติขึ้นเป็นทางการต่อมาจึงได้พระราชทานนามพระอารามนี้ว่า วัดชนะสงครามเมื่อทรงมีชัยชนะต่อข้าศึก ในรัชกาลที่ 2หลังจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงรับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแล้วได้เสด็จไปประทับ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล โปรดให้ซ่อมแซมพระราชมณเฑียรบางส่วนที่ทรุดโทรมในโอกาศนี้โปรดให้รื้อพระพิมานดุสิตานำตัวไม้ส่วนที่ใช้ได้ไปสร้างไว้ในกลุ่มกุฎิหลังพระอุโบสถพระพิมานดุสิตานี้อยู่มาจนถึงสมัยสงครามเอเชียบูรพาได้ถูกระเบิดทำลายเสียหาย ในรัชกาลที่ 5พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตกแต่งพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสเป็นเมรุพิมานในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นอัฐิของเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งเก็บไว้ในเก๋งด้านตะวันตกของพระอุโบสถหรือที่เรียกว่าหอมณเฑียรธรรมนั้นไม่มีระเบียบและขาดการดูแลเอาใจใส่ให้สมพระเกียรติจึงทรงพระราชปรารภจะสร้างที่บรรจุไว้สำหรับเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลแต่ยังไม่ได้สร้างที่ใดจนกระทั่งสิ้นรัชกาล ถึงรัชกาลที่ 6สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้ทรงพระราชอุทิศพระราชทรัพย์ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ก่อสร้างที่บรรจุพระอัฐิที่เฉลียงท้ายพระอุโบสถโดยกั้นผนังระหว่างเสาท้ายพระอุโบสถเป็นห้อง ทำเป็นคูหา 5 ช่อง คูหาหนึ่งเจาะเป็นช่องเล็กๆ สำหรับบรรจุอัฐิเจ้านายตามรัชกาล การก่อสร้างสำเร็จในรัชกาลที่ 7 ได้มีพิธีอัญเชิญพระอัฐิจากพระราชวังบวรสถานมงคลไปประดิษฐานในพุทธศักราช 2470 ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","artCulture":"1.พระอุโบสถเป็นอาคารทรงโรงก่ออิฐถือปูนมีระเบียงด้านหน้าและหลังหน้าบันลงรักปิดทองประดับกระจกเป็นภาพพระนารายณ์ทรงครุฑท่ามกลางกนกเปลวประตูหน้าต่างมีซุ้มเรือนแก้วปูนปั้นบานภายนอกเขียนลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ภายในเขียนสีเป็นภาพเทพทวารบาลพระอุโบสถนี้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงสถาปนา ภายในพระอุโบสถมีฐานชุกชีใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานและมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย 15 องค์ประดิษฐานอยู่รายรอบพระประธาน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก 5 องค์ ทิศตะวันตก 4 องค์ ทิศเหนือและใต้ทิศละ 3 องค์พระพุทธรูปทั้ง 15 องค์และพระประธาน รวมเป็น 16 องค์สันนิษฐานว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงนำแบบอย่างมาจากวัดชุมลนิกายาราม อำเภอบางปะอินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยในพระอุโบสถของพระอารามนั้น มีพระพุทธรูปรวม 7 องค์แต่ละองค์มีพระนามจารึก เป็นนามพระพุทธเจ้านับจากพระสมณโคดมย้อนขึ้นไปตามบทสวดอาฎานาฎิยปริต ดังนั้นพระพุทธรูปที่วัดชนะสงครามก็คงสร้างในคติเดียวกันเพียงแต่ไม่จารึกพระนามไว้ให้ปรากฎต่อมาพระธรรมทัศนาธร (ทองสุก สุทสฺโส) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวันชนะสงครามได้ประพันธ์พุทธมงฺคลกถา ผูกตามพระนามพระพุทธเจ้าทั้ง 16 พระองค์ ใช้สำหรับพระภิกษุสามเณรสวดสรภัญญะท้ายทำวัตรทุกวัน นับตั้งแต่พุทธศักราช 2492 เป็นต้นมาอนึ่งพระพุทธเจ้าทั้ง 16 พระองค์นี้ ตามคตินิยมโบราณนับถือกันมากว่าทรงพระคุณในการประสิทธิ์ประสาทชัยชนะเหมือนศัตรู ถึงกับบัญญัติอักขระย่อขึ้นมาแทนพระนาม เรียกว่าหัวใจคือ นะมะนะอะ นอ กอ นะ กะ กอ ออ นอ อะ นะอะกะอังและผูกเป็นยันต์เรียกว่า ยันต์พระเจ้า 16 พระองค์ฉะนั้นการสร้างพระพุทธรูป 16 องค์ไว้ในพระอารามนี้ อาจมีความสัมพันธ์กับความหมายของนาม วัดชนะสงคราม ก็ได้ 2.เจดีย์เหลี่ยมย่อไม้ยี่สิทรงจอมแห 2 องค์ ตั้งอยู่ทางด้านหน้าของพระอุโบสถเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนฐานกว้างด้านละ 9 เมตรสูง 15 เมตร 3.เจดีย์กลมมีจำนวน 2 องค์อยู่ทางด้านหลังพระอุโบสถขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เมตรสูงประมาณ 8 เมตร นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เช่น ศาลาติดกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถกุฎิเสนาสนะบางหลัง และหอไตร 2 หลัง เป็นต้นถาวรวัตถุชิ้นสำคัญได้แก่บานประตูพระพิมานดุสิตาซึ่งเหลือจากภัยสงครามมีลายรดน้ำฝีมือช่างครั้งรัชกาลที่ 1ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในกุฎิเจ้าอาวาส 4. ศาลาราย 5. เกย 6. หอไตร 7. บ่อน้ำ 8. ที่สรงน้ำ 9. กุฏิสงฆ์","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-47","name":"วัดตรีทศเทพวรวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"บ้านพานถม","road":"ประชาธิปไตย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/202933331:exact","lat":13.762118,"lon":100.503145,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2618,"z":439},"history":"วัดตรีทศเทพวรวิหารมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นวิษณุนาคนิภาธรพระราชโอรสในพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.2403 เพื่ออุทิศแต่เจ้าจอมมารดาน้อยซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาองค์แรกในรัชกาลที่4 หลังจากเริ่มสร้างได้ไม่นานก็สิ้นพระชนม์ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ (พระเชษฐาร่วมมารดาเดี่ยวกับกรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร) อำนวยการสร้างต่อแต่ยังไม่แล้วเสร็จก็สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2410 ต่อมาในปีเดียวกันพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสงครามเป็นแม่กองงานดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2410 แล้วพระราชทานนามว่า วัดตรีทศเทพ ซึ่งหมายถึงเทพสามองค์เป็นผู้สร้าง ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธร และพระองค์เอง (ความหมายตามรูปศัพท์ไม่ได้ เพราะถ้าแปลว่า เทพสามองค์ ควรจะเป็น วัดตรีเทพ ไม่ใช่ ตรีทศ ซึ่งควรแปลว่า สิบสาม คำแปลนี้ทางวัดเองก็น่าจะเข้าใจผิด) ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2422 และจากหลักฐานนี้ได้ระบุว่าในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ.2448 (ร.ศ.123) พระครูธรรมาภินันท์เจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพในขณะนั้นเห็นว่าพระวิหารชำรุดทรุดโทรมลงมากต้องการที่จะซ่อมแซมจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตปฏิสังขรณ์ตามรูปเดิมเพียงแต่เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาเป็นกระเบื้องปูนแผ่นใหญ่เพื่อความคงทนถาวรดังปรากฎให้เห็นในปัจจุบัน ที่มา1. กรมศิลปากร. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์, 2525.2. กรมศิลปากร. ฝ่ายทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและช่างอนุรักษ์. รายงานการสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถาน, พ.ศ. 2539","artCulture":"1. พระวิหาร ทรงไทยก่ออิฐถือปูน หลังคาสองชั้นสามตับมุงกระเบื้องว่าวหางหงส์เป็นปูนปั้นรูปนกเขา ส่วนที่เป็นใบระกาเป็นใบเทศหน้าบันเป็นปูนปั้นลวดลายพระมหามงกุฏบนฐานพานแว่นฟ้าขนาบด้วยฉัตรอันเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4 ซุ้มประตู-หน้าต่างเป็นปูนปั้นลวดลายพระมหามงกุฏบนพานและลายดอกพุดตานที่หัวเสา ผนังระเบียงประดับด้วยกระเบื้องปรุฐานปัทม์มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากเสามุมกำแพงแก้วพระอุโบสถตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระอุโบสถหลังปัจจุบันลักษณะเป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมก่ออิฐถือปูน 2. เจดีย์ย่อไม้สิบสอง 3. ปรางค์เจดีย์ย่อไม้สิบสอง","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5585","name":"วัดทิพย์วารีวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"ถนนตรีเพชร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:node/12526550268:fuzzy","lat":13.746229,"lon":100.49864,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2132,"z":2205},"history":"วัดทิพยวารีวิหาร เดิมชื่อวัดกัมโลยี่ เล่าสืบกันมาว่า เดิมเป็นวัดญวน สร้างปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อมากลายเป็นวัดร้าง ราวรัชกาลที่ 4 พระภิกษุไฮซัน ชาวมณฑลฮูนาน ได้มาพัก ณ วัดร้างแห่งหนึ่งที่ตำบลบ้านหม้อ คือวัดทิพยวารรีวิหารนี้ ท่านได้ชักชวนสัปบุรุษทายกทายิกาให้ช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ จึงนับเป็นวัดฝ่ายจีนนิกายที่มีพระสงฆ์จีนจำพรรษาแต่นั้นมา พ.ศ. 2494 หลวงจีนคณาณัติจีนพรต (เย็นบุญ) ขณะทรงสมณศักดิ์เป็นหลวงจีนธรรมรสจีนศาสน์ เจ้าอาวาสวัดทิพยวารีได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะและถาวรวัตถุทั้งวัด เพราะของเดิมเป็นไม้ชำรุดทรุดโทรมมาเป็นเวลาช้านาน กับทั้งประสบอัคคีภัย ทั้งนี้อยู่ในอุปการะของพระมหาคณาจารย์จีนธรรมมาธิวัตร (โพธิ์แจ้ง) สมัยดำรงตำแหน่งเป็นหลวงจีนคณาณัติจีนพรต ปลัดขวา ผู้เป็นอาจารย์","artCulture":"1. พระอุโบสถ มีลักษณะเหมือนศาลเจ้าจีน ตอนในสุดประดิษฐานพระพุทธรูปทองแบบจีนขนาดใหญ่ 3 องค์บนแท่นหินอ่อน แท่นประดิษฐานพระประธานอยู่ภายในซุ้มสูงจรดเพดาน เป็นไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง เพดานประดับด้วยโคมระย้าแบบตะวันตกสลับกับโคมผ้าแบบจีน2. พระวิหาร ด้านข้างของอุโบสถทั้งสองข้างมีวิหารประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ ยมทูตแบบจีน","present":"เป็นวัดฝ่ายจีนนิกายที่มีพระสงฆ์จีนจำพรรษา"},{"id":"fad-41","name":"วัดบวรนิเวศวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"ถนนพระสุเมรุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"106","part":"27","date":"16/2/1989","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/233810865:rank-suffix","lat":13.759755,"lon":100.500614,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2345,"z":701},"history":"วัดบวรนิเวศ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารเป็นพระอารามฝ่ายธรรมยุต สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงสร้างขึ้นในระหว่างพุทธศักราช 2367 – 2375 ในรัชกาลที่ 3 ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาสที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ทรงสร้างเรียกนามขณะนั้นว่า วัดใหม่ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งผนวชจำพรรษาอยู่ที่วัดราชาธิวาส ขึ้นเสมอเจ้าคณะรอง และเชิญเสด็จมาครองวัดนี้ในพุทธศักราช 2379 โดยจัดขบวนแห่เหมือนอย่างพระมหาอุปราช แล้วจึงได้พระราชทานนามวัดว่า วัดบวรนิเวศวิหาร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า วัดรังษีสุทธาวาสซึ่งอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศมีสภาพทรุดโทรมมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมเข้าเป็นวัดเดียวกับวัดบวรนิเวศวิหาร เรียกว่า คณะรังษี และหลังจากถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสรีรังคารมาบรรจุไว้ ณ ใต้บัลลังก์พระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศ ได้แบ่งเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสต่างหากกัน เช่นเดียวกับพระอารามอื่น ๆ เขตพุทธาวาสอยู่ทางทิศตะวันตกของพระอาราม ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","artCulture":"1. พระอุโบสถเป็นอาคารตรีมุขหันหน้าไปทางทิศเหนือ หลังคามุงกระเบื้องเคลือบแบบจีน หน้าบันประดับลวดลายด้วยกระเบื้องเคลือบ ตรงกลางเป็นตราพระมหามงกุฎและพระขรรค์ประดิษฐานเหนือพานแว่นฟ้าผนังภายนอกบุด้วยหินอ่อน หัวเสาสลักเป็นลายใบผักกาดเทศ ที่ผนังด้านหน้ามีใบเสมาศิลาติดอยู่ที่ผนังซุ้มประตูหน้าต่างเป็นปูนปั้นปิดทอง บานประตูหน้าต่างด้านนอกแกะสลัก ผนังภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝีมือขรัวอินโข่งผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 2 ตอนตอนบนเหนือหน้าต่างเป็นภาพฝรั่งแสดงปริศนาธรรมตอนล่างระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมทางพุทธศาสนาที่ต้นเสาระบายพื้นเป็นสีต่าง ๆ เขียนลวดลาย และภาพปริศนาธรรมฉฬาภิชาติ ภาพเหล่านี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริให้เขียนขึ้น ตั้งแต่ยังทรงผนวชและครองพระอารามนี้ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานอยู่หลายองค์ อาทิ1.1พระสุวรรณเขต หรือเรียกว่า หลวงพ่อโต หรือ หลวงพ่อเพชร คือพระประธานองค์ใหญ่ ตั้งอยู่ด้านในสุดสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรีเป็นพระพุทธรูปโลหะ ลงรักปิดทองปางมารวิชัยพระยาชำนิดหัตถการ ได้เลาะเม็ดพระศกเดิมประดับพระศกใหม่ด้วยดินเผาให้ขนาดเล็กลงแล้วลงรักปิดทองด้านข้างพระพุทธรูปองค์นี้มีรูปพระอัครสาวกปูนปั้นข้างละ 1 องค์1.2พระพุทธชินสีห์ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระสุวรรณเขต เป็นพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพอัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกเมื่อพุทธศักราช 2374 เดิมประดิษฐานอยู่มุขหลังของพระอุโบสถต่อมาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ย้ายพระพุทธชินสีห์มาไว้หน้าพระประธานดังปัจจุบันนี้เมื่อพุทธศักราช 2380 ได้ติดทองกะไหล่พระรัศมีฝังพระเนตรและพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แผ่แผ่นทองคำลงยาราชาวดีประดับพระรัศมีเดิมถวายฉัตรตาด 9 ชั้น ถวายผ้าทรงสพักตาด ต้นไม้เงินทองและหล่อฐานสำริดปิดทองใหม่สองข้างพระพุทธชินสีห์มีรูปพระอัครสาวกคู่หนึ่ง1.3พระอัฎฐารสประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกของพระอุโบสถมุขละ 1 องค์เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้างสมุทร มีพระสาวกองค์ละ 1 คู่ หล่อขึ้นในรัชกาลที่ 3บนฐานชุกชีเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์มีพระรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้าประดิษฐานอยู่ 3 องค์องค์กลางคือพระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ หล่อเมื่อพุทธศักราช 2459 ในรัชกาลที่ 6 องค์ซ้ายคือ พระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส หล่อเมื่อพุทธศักราช 2462 องค์ขวาคือ พระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมหลวงวชิรณาณวงศ์ หล่อเมื่อพุทธศักราช 2507พระอุโบสถวัดบวรนิเวศนี้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงสร้าง แต่ยังนับว่าไม่บริบูรณ์เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาครองพระอารามนี้ขณะดำรงสมณเพศในรัชกาลที่ 3 ได้ทรงบูรณะเพิ่มเติม เช่น เขียนภาพจิตรกรรมภายใน ทำซุ้มสาหร่ายมีตรามงกุฎเบื้องหน้าพระพุทธชินสีห์ เป็นต้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วได้ทรงบูรณะอีก สังเกตได้จากลายพระมหามงกุฎ และพระแสงขรรค์ที่หน้าบันพระอุโบสถแห่งนี้เดิมผูกพัทธสีมาเพียงมุขหน้า ต่อมาสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังครองพระอาราม ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 3ผูกพัทธสีมาใหม่ทั้ง 3 มุขต่อมาพุทธศักราช 2390 ได้ทรงขยายพัทธสีมาออกไปอีกโดยกำหนดนิมิต 6 แห่งด้านหน้ากำหนดดวยรุกขนิมิต คือต้นจันทน์ 2 ต้นด้านข้างกำหนดด้วยอุทกนิมิต คือบ่อน้ำ 2 แห่ง ด้านหลังกำหนดด้วยปาสาณนิมิต คือหลักศิลา 2 แห่งรอบพระอุโบสถล้อมด้วยกำแพงแก้วกรุกระเบื้องปรุ 2. เจดีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงสร้างในพุทธศักราช 2374เริ่มสร้างได้เพียงเล็กน้อยก็สิ้นพระชนม์เสียก่อนพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างต่อในรัชกาลที่ 3 และในรัชกาลของพระองค์ทรงบูรณะเพิ่มเติม เช่นพุทธศักราช 2409 โปรดให้บูรณะแก้ไขพระเจดีย์ที่ทรุดเอียงให้ตรงและให้หล่อรูป สิงห์ ม้า ช้าง และนกอินทรีด้วยสำริดตั้งบนหลังซุ้มพระเจดีย์เป็นต้น ในรัชกาลที่ 6 มีการโบกปูนใหม่ในพุทธศักราช 2455 และติดสายล่อฟ้าถึงรัชกาลปัจจุบันได้มีการบูรณะปิดกระเบื้องสีทองที่องค์พระเจดีย์ในพุทธศักราช 2506ลักษณะพระเจดีย์เป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ มีฐานทักษิณสี่เหลี่ยม 2 ชั้นที่องค์เจดีย์มีซุ้ม 4 ซุ้มเป็นทางเข้าภายใน 1 ซุ้มที่ฐานทักษิณชั้นบนมีซุ้มยอดปรางค์ 4 มุม ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนซุ้มด้านหน้าประดิษฐานพระบรมรูปหล่อของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้านเหนือมีเก๋งประดิษฐานพระไพรีพินาศฐานทักษิณชั้นล่างมีทิมคด หลังคาเก๋ง 4 มุมมีกำแพงล้อมมีประตูด้านตะวันออกและตะวันตกด้านละ 2 ช่องคูหาภายในพระเจดีย์ประดิษฐานพระเจดีย์กะไหล่ทองบรรจุพระบรมธาตุ มีฐานศิลาสลักเรื่องปฐมสมโพธิและพุทธวจนะหน้าพระเจดีย์ทองนี้ มีพระเจดีย์ศิลาบรรจุพระพุทธวจนะ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้น 1 องค์เรียกว่า พระไพรีพินาศเจดีย์ ในการบูรณะพระเจดีย์ระหว่างพุทธศักราช 2507 – 2508 ทางวัดได้ขอให้กรมศิลปากรสร้างเทวรูป 6 องค์มาประดิษฐานที่ฐานทักษิณชั้นล่างของพระเจดีย์เป็นเทวรูปปั้นทาสีคล้ายศิลาทิศเหนือ ประดิษฐานรูปพระพรหม และพระวิสสุกรรม ทิศใต้ประดิษฐานรูปพระศิวะ และพระนารายณ์ทิศตะวันตก ประดิษฐานพระปัญจสิงขร และพระปรนคนธรรพ 3. วิหารพระศาสดา 4. พระตำหนักปั้นหยา 5. ตึกมนุษยนาคมานพ 6. ศาลาท่าน้ำ 7. ประตูเซี่ยวกาง 8. ซุ้มปรางค์พระพุทธรูป 9. ศาลาราย (อยู่รอบเจดีย์)","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-21","name":"วัดบูรณศิริมาตยาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"ถนนอัษฎางค์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1000481576:fuzzy","lat":13.755561,"lon":100.495995,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1846,"z":1167},"history":"วัดบูรณศิริมาตยารามมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี)ขณะดำรงตำหแน่งพระยาพิพัฒน์โกษาได้สร้างวัดขึ้นในสถานที่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดศิริอำมาตยาราม ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบุญศิริมาตยาราม ต่อมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชกาลปัจจุบันเรียกว่า วัดบูรณศิริมาตยาราม แต่ไม่ปรากฎหลักฐานหรือเหตุผลของการเรียกดังกล่าวบางท่านกล่าวว่าเป็นมาโดยพระมหาสมณนิยมในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเมื่อครั้งยังดำรงพระยศกรมหมื่น นับตั้งแต่สร้างพระอารามเป็นต้นมาได้มีการบูรณะและสร้างสิ่งต่าง ๆ ไว้ในพระอารามหลายครั้งโดยผู้มีจิตศรัทธาและพระสงฆ์ ถึงสมัยพระเนกขัมมุนี (เสน) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจึงมีการบูรณะและปรับปรุงสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อาทิ พระอุโบสถ พระเจดีย์กุฎิเสนาสนะตลอดจนถนนภายในพระอาราม ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","artCulture":"1. พระอุโบสถเป็นอาคารทรงโรงก่ออิฐถือปูนมีพาไลหน้าหลังสองด้านหลังคามุงกระเบื้องมีช่อฟ้า ใบระกาหางหงส์หน้าบันประดับกระจกสีเป็นลวดลาย บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ เพดานและขื่อมีลายทองภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก บริเวณพระอุโบสถมีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีมุมกำแพงตอนหน้าพระอุโบสถ มีซุ้มสี่เหลี่ยมเล็ก ๆมีคูหา 3 ด้าน ข้างละ 1 ซุ้ม หน้าพระอุโบสถมีศาลาเก๋งปลูกขวางอยู่ 1 หลังพุทธศักราช 2451 พระอุโบสถได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหลัง คือเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาทั้งหมด เปลี่ยนกระเบื้องพื้นพระอุโบสถจากกระเบื้องหน้าวัวเป็นกระเบื้องซีเมนต์มีลาย เขียนลายทองที่เสาพระอุโบสถทุกเสา ทำบานกระจกนอกบานหน้าต่าง ปิดทองพระพุทธรูปทุกพระองค์และพระประธาน ตลอดจนโต๊ะเตียงเครื่องบูชาและธรรมาสน์ 2.พระเจดีย์พระเจดีย์ใหญ่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นเจดีย์ย่อไม้สิบสองก่ออิฐถือปูนพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าก่อสร้างรวม 80 ชั่ง ต่อมาปลียอดพระเจดีย์ถูกพายุพัดหักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ ได้ประทานเงินเป็นค่าบูรณะในพุทธศักราช 2451 คือ ทำปลียอดขึ้นใหม่แทนของเดิม และติดสายล่อฟ้าเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-8","name":"วัดปรินายก","district":"พระนคร","subDistrict":"บ้านพานถม","road":"ถนนปรินายก","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.75815,"lon":100.50588,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2914,"z":880},"history":"วัดปรินายกเดิมชื่อวัดพรหมสุรินทรตามนามผู้สร้างคือเจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)เมื่อครั้งยังเป็นพระพรหมสุรินทร์อยู่ในรัชกาลที่1ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3ทรงพระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายกสมัยรัชกาลที่5พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏสังขรณ์และพระราชทานวิสุงคามสีมา","artCulture":"1.พระสุรภีพุทธพิมพ์และโบราณสถานภายในบริเวณวัด 2.พระอุโบสถ เสมาและซุ้มเสมา 3.หอระฆัง 4.ศาลาการเปรียญ 5.กุฏิสงฆ์ รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-71","name":"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.744778,"lon":100.496302,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1880,"z":2366},"history":"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวังย่านท่าเตียน บนพื้นที่ราบลุ่มใกล้ชายฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เดิมชื่อ วัดโพธาราม ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า วัดโพธิ์ เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเพียงวัดราษฎร์เล็ก ๆ ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง มีพระราชาคณะปกครอง และเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ได้โปรดฯ ให้สถาปนาเป็น วัดวังหลวง และจัดการก่อสร้างใหม่หมดทั้งพระอารามตามแบบแปลนแผนผังที่เป็นระเบียบโดยแยกเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสออกจากกันเป็นสัดส่วน และได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาสมีความสำคัญตามทำเนียบพระอาคารหลวงเนื่องจากเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาและปฏิสังขรณ์ขึ้นพร้อมๆกับกรสร้างพระบรมมหาราชวัง การสถาปนาพระอารามในครั้งนี้โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ จำนวนกว่า1,000 องค์","artCulture":"สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สิ่งสำคัญภายในพระอารามมีดังต่อไปนี้ 1.พระอุโบสถ เสาภายในทุกต้นมีลายเขียนสี และมีภาพจิตรกรรมที่ฝาผนัง ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นซุ้มมงกุฎ บานประตูด้านนอกประดับมุกเป็นภาพรามเกียรติ์ ด้านในเขียนลายรดน้ำเป็นภาพพัดพระราชาคณะฐานุกรมเปรียญฝ่ายอรัญวาสี คามวาสี ทั้งในกรุงและหัวเมือง บานหน้าต่างด้านนอกแกะสลักปิดทองประดับกระจกภายในเขียนลายรดน้ำ เป็นตราเจ้าคณะสงฆ์กำแพงระเบียงพระอุโบสถเป็นหินอ่อนมีภาพสลักรามเกียรติ์อันมีชื่อ 2.กำแพงแก้ว ซุ้มประตู และซุ้มเสมา กำแพงและซุ้มประตูรอบพระอาราม มีซุ้มประตู16 ซุ้ม เป็นซุ้มปูนปั้นทรงมงกุฎประดับด้วยกระเบื้องถ้วยสีต่าง ๆ เดิมมี13 ประตู ในรัชกาลที่3 รื้อสร้างใหม่และทำเพิ่มอีก3 ประกำแพงคั่นกลางวัดและซุ้มประตู เดิมในรัชกาลที่1 ทำซุ้มประตูเป็นซุ้มยอด ต่อมาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาธิบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ซ่อมแปลงเป็นซุ้มทรงฝรั่ง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ กำแพงเชื่อมศาลารอบพระมณฑปหรือวิหารยอด สร้างในรัชกาลที่3 เมื่อสร้างพระมณฑปนั้น ได้สร้างศาลาล้อม4 หลัง มีกำแพงเชื่อมระหว่างศาลา และมีซุ้มประตูยอดประดับกระเบ","present":"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพดีมาโดยตลอดเนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมสภาพโบราณสถานค่อนข้างสมบูรณ์เนื่องจากมีการบูรณะซ่อมแซมตลอดเวลา"},{"id":"fad-64","name":"วัดมกุฏกษัตริยาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"บางขุนพรหม","road":"ถนนกรุงเกษม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/203053775:exact","lat":13.764001,"lon":100.506514,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2982,"z":229},"history":"วัดมกุฏษัตริยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังจากขุดคลองผดุงกรุงเกษมเป็นคูพระนครชั้นนอกและสร้างวัดโสมนัสวิหารเพื่ออุทิศพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีแล้วมีพระราชดำริว่าสมัยอยุธยามีการสร้างวัดเรียงรายตามคูเมืองเช่นสมเด็จพระบรมราชาที่3 (พระเจ้าบรมโกศ) ทรงสร้างวัดกุฏีดาวริมคูเมืองตรงข้ามกับวัดสมณโกฏิของพระมเหสีดังนั้นจึงมีพระราชประสงค์จะสร้างวัดส่วนพระองค์คู่กับวัดโสมนัสวิหาร ณ ริมคลองผดุงกรุงเกษมทางเหนือ ใกล้กับป้อมหักกำลังดัษกรโปรดให้ซื้อที่สวนของราษฎรติดต่อกับเขตวัดโสมนัสวิหารเป็นที่สร้างพระอารามทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยาบรมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุญนาค) เป็นแม่กองสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนราขสีหวิกรมเป็นนายช่างพระยามหานุภาพเป็นนายงานไม่ปรากฎหลักฐานว่าเริ่มการก่อสร้างเมื่อไรเมื่อปรับพื้นที่ก่อฐานรากพระอุโบสถพระวิหารพระวิหารคดและพระเจดีย์แล้วก่ออิฐได้เพียงถึงผนังเท่านั้นการก่อสร้างก็ชะงักมาเป็นเวลานานต่อมาได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ใน พ.ศ.2410 และทรงเร่งรัดให้ก่อสร้างกุฏิเสนาสนะให้เสด็จทันเปิดก่อนวัดเข้าพรรษาในพ.ศ.2411 ปรากฎว่าเสนาสนะเสร็จทันพระราชประสงค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดในวันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรงพ.ศ.2411 โปรดให้นิมนต์พระจันทรโคจรคุณ (จนทรสียิ้ม) และพระภิกษุอีก20 รูปจากวัดบวรนิเวศวิหารมาประจำในพระอารามพระราชทานนามว่า วัดมกุฏกษัตริยาราม แต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียก วัดนามบัญญัติ ไปพลางก่อนจนกว่าจะสิ้นรัชกาลจึงค่อยเรียกนามพระราชทาน ตjอมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นทรงบัญชาการให้มีการบูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้เรียกนามวัดว่า วัดมกุฎกษัตริยาราม ตามที่ได้พระราชทานในรัชกาลที่4 เมื่อวันที่18 มกราคม2453 ที่มาวัดมกุฎกษัตริยาราม ประวัติวัดมกุฎกษัตริยารามราชวรวิหาร .พิมพ์เป็นที่ระลึกงานฉลองครบ รอบ100 ปี กรุงเทพฯ โรงพิมพ์การศาสนา , 2511.","artCulture":"การวางผังของวัดมกุฏกษัตริยาราม แบบแปลนแผนผังของวัดมกุฏกษัตริยารามนั้นคล้ายกับวัดโสมนัสวิหารกล่าวคือ มีคูน้ำในพื้นที่วัดแยกจากคลองผดุงกรุงเกษมเข้าไป กำหนดสร้างกำแพงรอบวัดขึ้นภายในคูคลองและมีกำแพงแยกพื้นที่ออกเป็น3 ส่วนคือตอนกลางเป็นส่วนพุทธาวาสสองข้างเป็นส่วนสังฆาวาสมีประตูซุ้มสำหรับผ่านเข้าเขตพุทธาวาสข้างละ2 ประตูทะลุถึงกันทั้งตอนหน้าวัดและตอนหลังวัด ภายในมีสิ่งสำคัญประกอบด้วย 1.พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังมีระเบียงคตล้อมรอบ 2.พระวิหาร ตั้งอยู่ด้านหน้าเขตพุทธาวาส ลักษณะเป็นอาคารทรงไทยขนาด7 ห้อง 3.พระอุโบสถ ตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาสตอนหลัง วัดผนังภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรม 4.พระระเบียงคต 5.อาคารลำดวน 1 6.วิหารราย เดิมเป็นศาลา โถงเดิน2 หลัง แต่ภายหลังได้บูรณะรื้อสร้างใหม่เป็นอาคารไทยชั้นเดียวก่ออิฐถือปูน 7.อาคารสุวรรณทัต 8.คณะหน้า 9.คณะกลาง 10.คณะท้าย 11.อาคารเชนยะวณิช 12.อาคารอรทัย 13.สำนักงานดวงจันทร์ 14.ศาลาเอนกวณิช 15.อาคารเอนกวณิช 16.อาคารเมตตา 17.อาคารนายแช่ม ภูดิโยธิน 18.ซุ้มประตู-กำแพง","present":"อาคารภายในวัดมกุฏกษัตริยารามส่วนใหญ่มีสภาพค่อนข้างดีแต่บางหลังทรุดโทรมตามกาลเวลาปัจจุบันพระอุโบสถกำลังดำเนินการบูรณะซ่อมแซมใหม่ทั้งหลัง"},{"id":"fad-40","name":"วัดมหรรณพาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"106","part":"27","date":"16/2/1989","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/118171998:exact","lat":13.754735,"lon":100.499378,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2212,"z":1259},"history":"วัดมหรรณพารามเป็นวัดที่พระองค์เจ้าอรรรพหรือกรมหมื่นอุดมรัตนราษีพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2393การก่อสร้างวัดเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์โปรดฯให้สร้างพระเจดีย์3องค์ขึ้นไว้ทางด้านหลังพระอุโบสถแล้วทรงพระราชทานนามวัดนี้ด้วยตามพระนามของผู้สร้างวัดว่าวัดมหรรณพารามในบริเวณวัดนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดมหรรณ์ซึ่งเป็นโรงเรียนหลวงแห่งแรกของไทย","artCulture":"1. พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีระเบียงรอบ ระหว่างเสาระเบียง มีกำแพงกรุกระเบื้องเคลือบปรุ หลังคามุขลด 2 ชั้น ปั้นลมและหน้าบันเป็นปูนปั้น มีตุ๊กตาหินจีนตั้งประดับที่ประตูพระอุโบสถด้านหน้าและด้านหลังรวม 8 ตัว พระอุโบสถนี้มีกำแพงแก้วล้อมรอบ และมีเสมาซึ่งสลักจากแท่งหินสี่เหลี่ยมตั้งอยู่เหนือกำแพงแก้วประจำในทิศทั้งแปด หลังคาของเดิมมุงด้วยกระเบื้องไทย เมื่อบูรณะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องเคลือบ2. พระวิหาร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคามุขลด 2 ชั้น เติมมุงด้วยกระเบื้องไทย ปั้นลมและหน้าบันเป็นปูนปั้นประดับด้วยกระเบื้องถ้วยจาน ที่เสามุขด้านหน้าและหลังวิหารมีตุ๊กตาหินจีนตั้งอยู่ด้านละ 4 ตัว3. พระเจดีย์ มี 3 องค์ ตั้งอยู่ด้านหลังกำแพงแก้วที่ล้อมพระอุโบสถและพระวิหาร เป็นเจดีย์ทรงกลมองค์ใหญ่ตรงกลาง พระเจดีย์ด้านซ้ายและขวาของพระเจดีย์ใหญ่ เป็นพระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ขนาดเท่ากันทั้งสององค์","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-62","name":"วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนหน้าพระธาตุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/178329987:exact","lat":13.75477,"lon":100.490798,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1285,"z":1255},"history":"วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์วรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหารเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเดิมชื่อว่าวัดสลักตั้งอยู่ที่ตำบลบางกอกทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีวัดสลักอยู่ด้านตรงข้ามแม่น้ำกับพระนครมีฐานะเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่พำนักของพระราชาคณะตลอดสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1 ขึ้นครองราชย์ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมมหาราชวังและพระบวรมหาราชวัง(พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า)ขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาวัดสลักจึงมีเนื้อที่อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ประมาณพุทธศักราช 2326สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้โปรดให้บูรณะวัดสลักขึ้นใหม่แล้วพระราชทานนามใหม่ว่าวัดนิพพานาราม พุทธศักราช 2331พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วัดนิพพานารามเป็นที่สถานที่สังคายนาไตรปิฎก จึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระศรีสรรเพชญ พุทธศักราช 2346พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานนามให้แก่พระอารามแห่งนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็น วัดมหาธาตุ ตามนามพระอารามซึ่งเคยมีครั้งกรุงศรีอยุธยา อันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในรัชกาลที่ 3 วัดมหาธาตุได้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงสมณเพศ ระหว่างพุทธศักราช 2368 – 2372ต่อมาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดมหาธาตุเป็นการใหญ่ทั้งพระอารามการบูรณะวัดมหาธาตุดำเนินการเสร็จสิ้นลงในรัชกาลที่ 4 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พื้นที่ของวัดมหาธาตุ เป็นสถานที่สร้างเมรุพระราชทานเพลิงพระศพพระราชวงศ์ชั้นสูงเป็นครั้งแรกด้วยแต่เดิมวัดมหาธาตุเป็นสถานที่พระราชทานเพลิงพระบุพโพพระราชวงศ์ชั้นสูงมาทุกรัชกาล การสร้างพระเมรุที่เริ่มในรัชกาลนี้ใช้สนามนอกพระระเบียงหน้าวัดเป็นที่ตั้งพระเมรุ ส่วนโรงมหรสพ สนามมวย และดอกไม้เพลิงนั้น ตั้งในบริเวณท้องสนามหลวง เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช 2420 เป็นต้นมา ในปลายปีพุทธศักราช 2432โปรดให้ย้ายการบอกพระปริยัติธรรมมาจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามจัดตั้งเป็นบาลีวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุ เรียกว่า มหาธาตุวิทยาลัย ในระหว่างพุทธศักราช 2436 – 2438 วัดมหาธาตุได้เป็นที่ตั้งของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดชั่วคราว ภายหลังจึงย้ายไปที่ตั้งศิริราชพยาบาล พุทธศักราช 2437ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารถาวรวัตถุซึ่งเรียกว่า สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย ขึ้นทางมุมด้านใต้ของพระอาราม ทอดยาวไปจรดพระระเบียงด้านเหนือ โดยมีพระราชดำริจะใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หลังจากนั้นจะทรงอุทิศถวายแก่มหาธาตุวิทยาลัยเพื่อเป็นที่เรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง ซึ่งได้พระราชทานนามว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่อาคารหลังนี้มาสร้างเสร็จในรัชกาลที่ 6 ส่วนงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ นั้นทรงย้ายไปจัดที่พระเมรุพิมาน วัดบวรสถานสุธาวาส พุทธศักราช 2439 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร 1,000 ชั่ง อุทิศเป็นค่าใช้จ่ายในการบูรณะวัดมหาธาตุครั้งยิ่งใหญ่ แล้วได้พระราชทานสร้อยนามพระอารามเพิ่มเติมว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ในรัชกาลที่ 6 ทรงใช้อาคารถาวรวัตถุเป็นที่ตั้งของหอพระสมุดสำหรับพระนคร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 6 มกราคม พุทธศักราช 2459 ส่วนการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามนั้น กระทำในส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมโดยทั่วไป ถึงรัชกาลที่ 7 ได้มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง และได้มีการบูรณะซ่อมแซมในรัชกาลปัจจุบัน ที่มา1. กรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.2. ฝ่ายทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และช่างอนุรักษ์, กรมศิลปากร. วัดมหาธาตุยุวราชสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร, 2543.","artCulture":"เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 1.พระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงโรง ยกฐานสูง ก่อผนังปิดทั้งสี่ด้านฐานอาคารเป็นฐานสิงห์หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีชายคาปีกนกลดหลั่น 3 ชั้น โดยรอบอาคาร รองรับด้วยคันทวยแบบพิเศษมีลายกนกพันรอบคันทวยแบบเดียวกับคันทวยที่วัดชนะสงคราม หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี เครื่องบนเป็นแบบรวยระกาหน้าบันจำหลักไม้ปิดทองประดับกระจก ลายประธานเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาคล้อมรอบด้วยเทวดากำลังเหาะด้านละ 3 องค์ ด้านบนเป็นรูปเทพพนม พื้นลายทั่วไปเป็นลายใบเทศก้านต่อดอก ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที 1 ผนังด้านสกัดเจาะช่องหน้าต่าง 8 ช่อง ด้านยาวเจาะช่องหน้าต่าง 14 ช่อง และประตู 2 ช่อง บริเวณช่วงหน้าและหลังอาคาร ซุ้มประตู หน้าต่าง เป็นภาพจิตรกรรมรูปทวารบาล สลักดานเป็นรูปเทพพนม ใบเสมาสลักเป็นภาพครุฑยุคนาค และมีลายปูนปั้นคล้ายใบเสมาเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑบนผนังด้านในอาคารทั้ง 4ด้าน ภายในพระอุโบสถทำเป็นเสาสี่เหลี่ยมรอบอาคารไม่มีบัวหัวเสา รอบรับโครงหลังคาจั่ว โครงสร้างหลังคาเป็นแบบเครื่องประดุหมู่พระประธานประกอบด้วย พระประธานก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทองปางมารวิชัย 2. พระวิหารผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง ด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นมุขโถง ชายคามุขรองรับด้วยเสาลอยสี่เหลี่ยม 6 ต้น รับคานอิฐ ไม่มีบัวหัวเสา เป็นแบบที่นิยมในสมัยรัชกาชที่ 3 ระหว่างเสาเป็นราวกันตก กรุด้วยกระเบื้องปรุสีเขียว ผนังอาคารด้านยาวเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 12 ช่อง ผนังด้านสกัดเจาะช่องหน้าต่างด้านละ 4 ช่อง และมีประตูตรงกลางด้านละ 1 ประตูซุ้มประตู – หน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลง แบบเดียวกับพระอุโบสถหลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีชายคาปีกนกลดหลั่น 3 ชั้นรอบอาคาร รองรับด้วยคันทวยแบบเดียวกับพระอุโบสถ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี เครื่องบนแบบรวยระกา หน้าบันจำหลักไม้ลงรักปิดทองประดับกระจกลายประธานเป็นตราพระราชลัญจกรในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ล้อมรอบด้วยภาพเทพพนมกำลังเหาะด้านละ 3 องค์พื้นลายทั่วไปเป็นลายดอกลายใบเทศ ภายในพระวิหารมีเสาร่วมใน 2 แถว แถวละ 11 ต้นพระประธานก่ออิฐปั้นปูนลงรักปิดทองปางมารวิชัย 3.พระมณฑป ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นอาคารก่อิฐถือปูนทรงโรง ยกฐานสูง ฐานอาคารเป็นฐานสิงห์ก่อผนังรอบทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านประกอบด้วยซุ้มประตูยอดมณฑปตรงกลาง 1 ประตูขนาบด้วยหน้าต่างบันแถลง 4 บานหน้าบันซุ้มหน้าต่างลายเครือเถา บานประตูหน้าต่างไม่มีลวดลาย หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มีชายคาปีกนกลดหลั่น 2 ชั้น รอบอาคาร เครื่องบนเป็นแบบรวยระกา หน้าบันจำหลักไม้ปิดทองประดับกระจก ตรงกลางเป็นภาพพระรามทรงหนุมานยืนบนแท่นล้อมรอบด้วยลายกนกใบเทศผสมด้วยภาพเทวดาเหาะ ฝ้าชายคาปีกนกปิดทองเป็นลายดาวเพดาน บนพื้นสีแดงชาด ภายในเป็นพระมณฑปทองยอดปราสาท เป็นที่ประดิษฐานของพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระเจดีย์ทองเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ฐานสิงห์ องค์ระฆังทรงเครื่องปล้องไฉนเป็นบัวกุล่มมีปลียอด เม็ดน้ำค้าง ระหว่างชั้นฐานมีสิงห์นั่งและครุฑแบก ศิลปะแบบรัชกาลที่ 1 รอบพระมณฑปด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป 4 ปางประกอบด้วย ปางประสูติตรัสรู้ปฐมนิเทศ และปรินิพพานบริเวณผนังด้านในทั้ง 4 ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัยและอยุธยา 4. พระระเบียงคดพระระเบียงคดสร้างล้อมเขตพุทธาวาส เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อผนังด้านนอกด้านเดียว ด้านในเป็นเสารายเดิมเป็นเสาเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง และมีบัวหัวเสาเหมือนเสารายพระระเบียงคดวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำการซ่อมเปลี่ยนแปลงเป็นเสาสี่เหลี่ยม หัวเสาลายดอกไม้ด้านละ 3 ดอกเรียงกันตรงกลางแต่ละด้านทำเป็นซุ้มประตูจตุรมุขซ้อนกัน 2 ชั้นหลังคาทรงจั่วลดชั้น เครื่องบนแบบนาคสะดุ้ง หน้าบันจำหลักไม้ปิดทองลายใบเทศศิลปะรัชกาลที่ 3ภายในระเบียงคดกว้างประมาณ 8 เมตรเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปซึ่งอัญเชิญมาจากที่ต่าง ๆ รวม 112 องค์ (เดิมคงมี 108 องค์สันนิษฐานว่าองค์ที่อยู่บริเวณมุมทั้งสี่ สร้างขึ้นภายหลัง)ทั้งหมดได้รับการบูรณะโดยการจัดทำบัลลังก์และปิดทองใหม่ในปี พ.ศ. 2467 5.เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง มี 4 องค์ 6. ปรางค์เจดีย์ย่อมุมไม้ 20 มี 2 องค์ 7. ปรางค์เจดีย์ย่อมมุมไม้สิบหก บนฐานย่อมุมไม้สิบสอง 8. ปรางค์เจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ บนฐานย่อมุมไม้สิบสอง 9. วิหารโพธิ์ลังกา เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทยผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังคาทรงจั่วซ้อนกัน 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบเครื่องบนแบบนาคสะดุ้งหน้าบันลายพรรณพฤกษาลายประธานเป็นรูปมหามงกุฎมีพานรองรับรายรอบด้วยลายกนกเปลว ซุ้มประตูหน้าต่างลงรักปิดทอง ประดับกระจก ลายดอกพุดตาน บานประตู หน้าต่างเป็นลายรดน้ำลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ เสาติดผนังเป็นเสาเหลี่ยม มีบัวหัวเสาภายในวิหารปูพื้นด้วยหินอ่อน ในสมัยสมเด็จพระวันรัต (เขมจารี) เป็นเจ้าอาวาสเมื่อประมาณ พ.ศ. 2475พระประธานภายในวิหารเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่เรียกว่า พระนาค 10. ศาลาการเปรียญ การวางผังวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (สู่สนามหลวง) เขตพุทธาวาสถูกล้อมรอบด้วยพระระเบียงคดสร้างในสมัยรัชกาลที่1 โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท(กรมพระวังบวรสถานมงคล)การวางผังภายในเขตพุทธาวาสนั้นวางพระมณฑปเป็นหลักประธานตั้งอยู่หน้าพระวิหารและพระอุโบสถที่วางคู่กันทางด้านหลังข้างพระอุโบสถและพระวิหารด้านติดกับระเบียงคดเป็นที่ตั้งของเจดีย์รายเรียงตรงแนวกันด้านละ3 องค์ประกอบด้วยปรางค์1องค์อยู่ตรงกลางขนาบด้วยพระเจดีย์2 องค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่2 สร้างพระปรางค์เพิ่มขึ้น2 องค์ตั้องยู่บริเวณมุมระเบียงคดทิศตะวันออกด้านหน้าของเขตพุทธาวาส 11.พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช สร้างขึ้นหลังจากสร้างวัดมหาธาตุ มีตำหนักสมเด็จพระสังฆราช อยู่ 2 หมู่ คือ หมู่ตะวันตกซึ่งเป็นตำหนักตึกขนาด 11 ห้อง 2 หลัง เป็นตำหนักไม้มีช่อฟ้าใบระกา ตรงการเป็นหอสวดมนต์ โดยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้สร้างเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ศุข ญาณสังวร) 12. กุฏิเสนาสนะ เป็นกุฏิฝากระดาน สร้างเป็นตึกก่ออิฐถือปูนหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง 13.มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นสถานศึกษาขั้นอุดมศึกษาของพระสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า มหาธาตุวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ.2439 มีพระราชโองการให้เปลี่ยนนามเป็น มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย","present":"สภาพโดยรวมค่อนข้างดีอาคารบางหลังทรุดโทรมลงอาจเกิดจากขาดการดูแลรักษาพื้นที่วัดถูกนำไปใช้งานสาธารณะอื่นๆเช่นที่จอดรถมีการดัดแปลงทำเป็นที่อยู่อาศัย ร้านค้า และโรงครัวประกอบอาคารวัดกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนจรมีการต่อเติมอาคารถาวรหลายจุด"},{"id":"fad-39","name":"วัดราชนัดดาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"ถนนมหาชัย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"106","part":"27","date":"16/2/1989","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/103022363:exact","lat":13.754837,"lon":100.504254,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2738,"z":1248},"history":"วัดราชนัดดารามวรวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามชั้นตรี ชนิดวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) อธิบดีกรมนครบาล จัดหาสถานที่สร้างพระอาราม เพื่อพระราชทานเป็นเกียรติแก่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิง โสมนัสวัฒนาวดี (คือ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในรัชกาลที่ 4) เจ้าพระยายมราชเลือกได้ที่สวนผลไม้ริมกำแพงพระนคร ทางตะวันออกของพระบรมมหาราชวัง เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่เศษ เขตติดต่อกับบ้านพระกฤษณุรักษ์ พระรามวิไชย และนางจันทร์ภรรยาหลวงอภัยพิทักษ์ (อยู่) จึงทำแผนที่ขึ้นทูลเกล้าฯถวายปรากฎว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัย และได้มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยายมราชทำแบบแปลนสิ่งก่อสร้างในพระอารามขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง สิ่งก่อสร้างที่มีพระราชกำหนดครั้งนั้น ได้แก่ พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ โลหะปราสาท และกุฎิสงฆ์ พระอุโบสถ อยู่กลางระหว่างพระวิหารและศาลาการเปรียญ ตั้งขวางตะวันจากเหนือไปใต้ พระวิหาร อยู่ใต้พระอุโบสถ ตั้งตามตะวัน คือจากตะวันออกไปตะวันตก ศาลาการเปรียญ อยู่ทางเหนือของพระอุโบสถ ตั้งยาวตามตะวันเช่นเดียวกับพระวิหารโลหะปราสาท อยู่ข้างพระอุโบสถ ถัดไปทางตะวันตก กุฎิสงฆ์ อยู่ทางตะวันตก ถัดโลหะปราสาทเข้าไป นอกจากนี้ได้แสดงกำแพงและเขื่อนรอบวัด โดยกำหนดให้วัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงอิญ 3 ด้าน ทำเขื่อนไม้ที่เขตด้านใต้ติดกับคลองลัด และที่นอกกำแพงหน้าวัดด้านตะวันออก กำหนดให้ลงเขื่อนไม้ตลอดเขตของวัดตามคันคลองรอบกำแพงพระนคร จากเหนือไปจรดเขื่อนคันคลองเล็กด้านใต้ ตลอดจนตัดถนนผ่านกำแพงพระนครลงคูรอบพระนครด้วย พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยในแบบแปลนนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชกำกับการสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร และศาลาการเปรียญ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ กำกับการสร้างโลหะปราสาท และ พระยามหาโยธา กำกับการสร้างกุฎิเสนาสนะ กำแพง เขื่อนรอบวัด ตลอดจนตัดถนนทะลุกำแพงพระนครลงน้ำด้วย ขณะดำเนินการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถในพุทธศักราช 2389 ต่อมาเมื่อเจ้าพระยายมราชทำพื้นพระอุโบสถและก่อฐานชุกชีเรียบร้อยแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชักลากพระพุทธรูปจากพระบรมมหาราชวังไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ในวันศุกร์ แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม พุทธศักราช 2389 การชักลากพระครั้งนี้เกิดอุบัติเหตุสำคัญที่น่าสลดใจคือ เจ้าพระยายมราชซึ่งขึ้นไปบัญชางานบนตะเฆ่พลัดตกลงมาถูกตะเฆ่ทับถึงแก่อนิจกรรม ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตในวันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ.2394 ขณะทรงพระประชวรได้ทรงอนุโมทนาพระราชกุศลในส่วนที่สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม งานก่อสร้างส่วนใหญ่ยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ จึงทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยพระอารามที่ยังค้าง โดยเฉพาะพระอารามที่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต อย่างไรก็ตาม สิ่งก่อสร้างที่จำเป็นในการปฏิบัติกิจของสงฆ์ เป็นอาคารหลักของวัด เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ คงจะได้รับการดูแลซ่อมแซมบูรณะให้คงสภาพเพื่อใช้ปฏิบัติภารกิจต่างๆในการพระศาสนาตามยุคสมัยของผู้ปกครองวัด เว้นแต่โลหะปราสาท ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ประยุกต์มาจากงานสถาปัตยกรรมของลังกาเท่านั้น ที่มิได้รับการก่อสร้างแสริมแต่งเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ต่อเนื่องอย่างจริงจังเป็นเวลานาน ตลอดทั้งยังมิได้นำมาใช้ประโยชน์อีกด้วย จนถึงปี พ.ศ.2506 จึงได้เริ่มฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์สำเร็จสมบูรณ์ ปรากฏงามสง่าสมเป็นโลหะปราสาทที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก เมื่อ พ.ศ.2515","artCulture":"1. พระอุโบสถ สร้างด้วยอิฐฉาบปูน หลังคามุงกระเบื้องลดหลั่น 3 ชั้น ประดับช้อฟ้า ใบระกา ลักษณะทางสถาปัตยกรรมแสดงเอกลักษณ์ของศิลปกรรมสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มักจะสร้างพระอุโบสถและพระวิหารให้มีขนาดใหญ่ ลักษณะโดยทั่วไปเป็นแบบไทยประเพณี หรือประเพณีนิยม ผังพระอุโบสถเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 28.48 เมตร ยาว 35.24 เมตร อาคารเป็นทรงโรงก่อฝารอบทั้ง 4 ด้าน ส่วนฐานพระอุโบสถยกพื้น 2 ชั้น จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ เป็นแบบไทยประเพณี ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระเสฐตมมุนี ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย ศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ 2. พระวิหารเป็นอาคารทรงโรงสูงใหญ่ขนาดใกล้เคียงกับพระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูน ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 12.80 เมตร ยาว 23.70 เมตร ยกพื้นสูงขึ้นเล็กน้อย ฐานยกพื้น 2 ชั้น ลักษณะของพระวิหารเป็นอาคารขนาด 3 ห้อง ซุ้มประตู-หน้าต่างปั้นปูนลงรักปิดทองประดับกระจก เรียกว่า ซุ้มแบบฝรั่ง หรือซุ้มแบบตะวันตก ผนังด้านในพระอุโบสถ เขียนลายจิตรกรรมรูปดอกพุดตานในองค์ประกอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์บนพื้นผนังสีดำ ภายในพระวิหารประดิษฐาน พระชุติธรรมนราสพ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นพระประธาน 3. ศาลาการเปรียญมีลักษณะเป็นอาคาร 3 ห้อง เช่นเดียวกับพระวิหาร ก่ออิฐถือปูน ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง 12.80 เมตร ยาว 23.70 เมตร ยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย ซุ้มประตู-หน้าต่างปั้นปูนลงรักปิดทองประดับกระจก เรียกว่า ซุ้มแบบฝรั่ง หรือซุ้มแบบตะวันตก ภายในศาลาการเปรียญ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นลายดอกพุดตานก้านแย่งเกี่ยวกันพันเป็นลานต่อเนื่องกันบนพื้นสีส้ม ภายในประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 4. โลหะปราสาทมีศิลปกรรมแบบไทยประเพณี ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานกว้างด้านละ 23 วา (46 เมตร) เป็นอาคาร 7 ชั้น ลดหลั่นกัน อาคารชั้นที่ 3 และชั้นที่ 5 จะเป็นคูหาและระเบียงรอบ ในชั้นที่ 2 ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 6 ทำเป็นคูหาจตุรมุขมียอดเป็นบุษบกชั้นละ 12 ยอด และชั้นที่ 7 เป็นยอดปราสาทจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพระบรมธาตุ รวมเป็น 37 ยอด การขึ้นสู่โลหะปราสาทแต่ละชั้น มีบันไดวน 67 ขั้น ตั้งอยู่ตรงกลางของอาคาร 5. กำแพงแก้วอยู่ถัดจากกำแพงวัดเข้าไปประมาณ 20 เมตร ผังสี่เหลี่ยม มีศาลารายคร่อมอยู่ที่กำแพงแก้ว 6 หลัง (รวมศาลาซุ้มประตู เป็น 8 หลัง) ตัวกำแพงก่ออิฐถือปูน ประดับไปด้วยเสาผังสี่เหลี่ยมตลอดแนวกำแพง 6. ศาลารายศาลาราย มี 6 หลัง ตั้งอยู่บริเวณมุมกำแพงแก้ว 4 หลัง และตามแนวกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกอีก 2 หลัง ลักษณะของศาลา เป็นศาลาก่ออิฐถือปูนคร่อมกำแพงแก้ว 7. ซุ้มประตู (กำแพงแก้ว) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ซุ้มประตูกำแพงแก้วแบบประเพณี และแบบตะวันตก7/1 ซุ้มประตูทรงพลับพลา ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูน ฐานเป็นฐานบัวลูกฟัก โครงสร้างหลังคาเป็นโครงสร้างแบบจันทัน หลังคาเป็นแบบไทยประกอบด้วยหน้าบันและเครื่องลำยอง 7/2 ซุ้มประตูทรงยอดแหลมแบบมงกุฎ ซุ้มประตูลักษณะนี้ มี 3 ซุ้ม มีลักษณะเป็นซุ้มประตูทรงยอดแหลมแบบยอดมงกุฎ ซุ้มประตูลักษณะนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยกับตะวันตก7/3 ซุ้มประตูแบบตะวันตก ซุ้มประตูแบบตะวันตก มีลักษณะก่ออิฐถือปูน ด้านบนเป็นซุ้มโค้ง เหนือขึ้นไปเป็นหลังคาปูนปั้นเหลี่ยม เอนลาดเป็นแนวโค้งเข้าสู่ศูนย์กลาง ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ซุ้มประตูลักษณะนี้มีอยู่ 4 ซุ้ม 8. กำแพงแบบปราการกำแพงแบบปราการ คือ กำแพงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกำแพงเมือง โดยเป็นกำแพงค่อนข้างหนา มีเสมาเหลี่ยม (หรือลูกป้อม) อยู่ด้านบน บนเสมาเหลี่ยมมีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปจักรประดับอยู่ 9. ซุ้มประตู (กำแพงวัด)9/1 ซุ้มประตูแบบตะวันตกผสมศิลปะไทยและจีน ซุ้มประตูมีลักษณะเป็นซุ้มทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจมหรือยอดเกี้ยว (แบบจีน) หลังคาปูนปั้นเหลี่ยมคล้ายลอนกระเบื้องหลังคา ยอดซุ้มเป็นปูนปั้นรูปดอกบัวตูม สองข้างของซุ้มประตูทำเป็นอาคารหลอก (ก่ออิฐถือปูนตัน) โดยลักษณะเป็นอาคารผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีเสารองรับหน้าจั่วที่เป็นหลังคา หน้าจั่วประดับและหน้าบันประดับลวดลายพรรณพฤกษา 9/2 ซุ้มประตูแบบตะวันตก ลักษณะคล้ายคลึงกับซุ้มประตูแบบตะวันตกของกำแพงแก้ว แต่มีลักษณะการประดับตกแต่งยอดซุ้มที่แตกต่างกันออกไป มีลักษณะก่ออิฐถือปูน ด้านบนเป็นซุ้มโค้ง เหนือขึ้นไปเป็นหลังคาปูนปั้นเหลี่ยม ลักษณะโดยรวมเป็นทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม 9/3 ซุ้มประตูแบบปราการ ซุ้มประตูลักษณะนี้ พบอยู่ 3 ซุ้มมีลักษณะเป็นช่องประตูสี่เหลี่ยม ประดับเสมาเหลี่ยมหรือลูกป้อม ประดับปูนปั้นลายกงจักร 10. ศาลายกศาลายก 2 หลัง ตั้งอยู่บนกำแพงหน้าวัด (ด้านทิศตะวันออก) มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทย เป็นศาลาโถง ใต้ถุนสูง ก่อเป็นช่องวงโค้งระบายอากาศ ส่วนชั้นบนเป็นชานระเบียงเดินได้โดยรอบ 11. หอระฆังอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน กรอบประตูหน้าต่างทำเป็นกรอบโค้ง ช่างทำเป็นห้องทึบ ชั้นบนเป็นหอระฆัง มีทางเดินโดยรอบ ส่วนตัวหอระฆังประดับปูนปั้นลวดลายดอกไม้และพรรณพฤกษาคล้ายศิลปกรรมแบบจีน 12. หอไตรเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทย 2 ชั้น ตัวห้องหอไตรมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศเหนือ ฐานอาคารเป็นชุดฐานสิงห์ ซุ้มประตูหน้าต่าง ลักษณะปั้นปูนปิดทอง (ทาสีทอง) เป็นซุ้มแบบฝรั่งลวดลายดอกไม้แบบจีน 13.วิหารเก๋ง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สถาปัตยกรรมเลียนแบบมาจากสถาปัตยกรรมจีน ชั้นล่างเป็นอาคารทึบ กำแพงหนา ประตูเป็นวงโค้ง ภายในมีบันไดขึ้นสู่ชั้น 2 ที่มีลักษณะเป็นเก๋งจีน ก่ออิฐถือปูน มีชายคา 14. เขาพระพุทธฉายมีลักษณะเป็นปูนปั้นนูนสูงและทาสี ทำเป็นรูปพระพุทธองค์และพระสาวก โดยด้านหลังพระพุทธฉายเป็นเขามอ ส่วนด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของพระพุทธฉาย ทำเป็นยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดทางขึ้นด้านซ้ายและขวา บนยกพื้นยังมีสิ่งก่อสร้างอีก 2 หลัง คือ อาคารทรงสูงที่อยู่ทางด้านหน้าสุด ของยกพื้นที่ โดยอาคารหลังนี้เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านบนประดิษฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงเครื่องย่อมุม ระหว่างพระพุทธฉายและเจดีย์ทรงปราสาท มีเจดีย์อีก 1 องค์ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ก่ออิฐถือปูน โดยฐานมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง 15.เจดีย์เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของโลหะปราสาท นอกกำแพงแก้ว มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งอยู่บนฐานบัวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 16.บ่อน้ำ บ่อน้ำมีอยู่ 2 บ่อ บ่อมีลักษณะเป็นบ่อน้ำรูปวงรี ผนังบ่อด้านบนก่ออิฐฉาบปูน ส่วนผนังบ่อด้านล่างเป็นผนังก่ออิฐ ไม่ได้ฉาบปูน รอบปากบ่อน้ำมีกำแพงหรือรั้วเตี้ยๆ ก่ออิฐถือปูน 17. กุฏิคณะ 1ภายในคณะ 1 นอกจากจะมีหอไตรและหอสวดมนต์แล้ว ยังมีอาคารกุฏิอีก 5 หลัง 18. หอสวดมนต์หอสวดมนต์ ลักษณะอาคารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูงเล็กน้อย ยกพื้นชั้นล่างก่อเป็นผนังทึบ ภายในหอสวดมนต์มีตู้พระไตรปิฎก ลงรักปิดทอง 2 หลัง 19. กุฏิคณะ 2ภายในคณะ 2 อาจใช้ทางเดินตรงกลางภายในคณะแบ่งอาคารออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ กุฏิฝั่งทิศตะวันออกและฝั่งทิศตะวันตก กุฏิฝั่งทิศตะวันออก ประกอบไปด้วยอาคารยาว 2 หลัง กุฏิฝั่งทิศตะวันตก เป็นอาคารหมู่ 4 หลัง อาคารตรงกลางของกุฏิฝั่งตะวันตก มีลักษณะเป็นอาคารยกพื้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูนทึบ เจาะช่องระบายอากาศ ตัวอาคารเป็นศาลาโถง พื้นไม้ เสาก่ออิฐถือปูน 20. กุฏิคณะ 3หมู่กุฏิคณะ 3 อาจใช้ทางเดินตรงกลางภายในคณะแบ่งอาคารออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ กุฏิฝั่งทิศตะวันออกและฝั่งทิศตะวันตก กุฏิฝั่งทิศตะวันออก ประกอบไปด้วยอาคารยาว 2 หลัง แบ่งออกจากกันโดยช่องประตูของคณะ อาคารทั้ง 2 หลัง ส่วนกุฏิฝั่งทิศตะวันตก ประกอบไปด้วยอาคาร 4 หลัง 21. กุฏิคณะ 4ภายในคณะ 4 อาจใช้ทางเดินตรงกลางภายในคณะแบ่งอาคารออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ กุฏิฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับกุฏิคณะ 3 กุฏิฝั่งทิศตะวันออก ประกอบไปด้วยอาคารยาว 2 หลัง ส่วนกุฏิฝั่งทิศตะวันตก ประกอบไปด้วยอาคาร 4 หลัง อาคารตรงกลางของกุฏิฝั่งตะวันตก มีลักษณะเป็นอาคารยกพื้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูนทึบ เจาะช่องระบายอากาศ ตัวอาคารก่อผนังทึบ 22. กุฏิคณะ 5กุฏิคณะ 5 ประกอบไปด้วยอาคาร 5 หลัง โดยเป็นอาคารกุฏิ 4 หลัง และอาคารห้องสมุดอีก 1 หลัง อาคารกุฏิ 3 หลัง แบ่งเป็นกุฏิหลังด้านทิศเหนือ 1 หลัง กุฏิหลังด้านทิศตะวันตก 1 หลัง และกุฏิหลังด้านทิศใต้ 1 หลัง (ในอดีตแบ่งออกเป็น 2 หลัง แต่ปัจจุบันได้มีการต่อเติมอาคาร และรวมกุฏิ 2 หลังเข้าด้วยกัน) ลักษณะอาคารกุฏิโดยทั่วไปเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว ยกพื้นสูง ชั้นล่างก่อผนังทึบ ตัวอาคารก่อผนังทึบเช่นเดียวกัน อาคารทุกหลังมีระเบียงด้านหน้า เสาสี่เหลี่ยมบริเวณระเบียงรองรับชายคา หลังคาเป็นหลังคาจั่วปีกนก มีปูนปั้นประดับที่มุมชายคาและชายจั่ว 23. ห้องสมุดอาคารห้องสมุดอยู่ภายในคณะ 5 มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ชั้นล่างมีประตูทางเข้า 2 ช่อง ที่ด้านหน้าฝั่งซ้ายและขวา มีการเจาะช่องหน้าต่างทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้า ชั้นบนของอาคารห้องสมุด ผนังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ผนังส่วนล่าง ก่ออิฐถือปูนกรุด้วยกระเปื้องปรุเคลือบเขียวแบบจีน ส่วนผนังด้านบนใส่บานหน้าต่างไม้และกระจกทุกด้าน 24. กุฏิคณะ 8 กุฏิคณะ 8 หรือกุฏิเฉลิมพระเกียรติ ประกอบไปด้วยอาคาร 3 หลัง เรียงเป็นระนาบตามทิศเหนือ-ใต้ อาคารหลังกลางเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะศาลาโถง ยกพื้นเล็กน้อย หลังคาจั่วปีกนก มุงกระเบื้องลอน ส่วนอาคารหลังด้านทิศเหนือและใต้เป็นอาคาร ค.ส.ล. 2 ชั้น ทรงไทยประยุกต์ มีระเบียงทั้งชั้น 1 และชั้น 2","present":"ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัดราชนัดดารามวรวิหาร ทั้งในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส มีสภาพค่อนข้างแข็งแรงสมบูรณ์ดี เนื่องจากมีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่สม่ำเสมอจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ก็พบว่ามีอาคารโบราณสถานบางส่วน เสื่อมสภาพจากสิ่งแวดล้อม เช่น จิตรกรรมฝาผนังภายในศาลาการเปรียญ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำฝนและความชื้น เป็นต้น นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของวัด เป็นพื้นที่ค้าขายสิ่งของทางศาสนา รวมทั้งร้านเช่าวัตถุมงคล ที่มีสภาพแออัดและพลุกพล่าน ทำให้ทัศนวิสัยบริเวณนี้ไม่ดี และส่งผลกระทบต่อโบราณสถานบางแห่งที่อยู่ใกล้เคียงโดยเฉพาะเขาพระพุทธฉาย นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานบางแห่งที่แม้ว่ามีโครงสร้างแข็งแรง แต่ก็เริ่มได้รับการรุกล้ำและต่อเติม เช่น กุฏิ และบ่อน้ำ"},{"id":"fad-7","name":"วัดราชบพิธ","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"ถนนอัษฎางค์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:node/7856869159:exact","lat":13.749138,"lon":100.497319,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1989,"z":1881},"history":"วัดราชบพิธเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลการก่อสร้างวัดดำเนินการโดยพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจและเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี(ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล)เป็นลำดับลักษณะผังวัดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างตามแบบอย่างประเพณีโบราณคือมีพระมหาเจดีย์เป็นหลักของวัดล้อมรอบด้วยพระระเบียงอุโบสถวิหารและวิหารทิศเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสมีกำแพงกั้นเป็นสัดส่วนแยกจากกันต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าควรงดการสร้างวัดประจำรัชกาลเสียเพราะมีพระอารามหลวงเป็นจำนวนมากแล้วจึงโปรดให้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธแทนการสร้างวัดใหม่","artCulture":"พระอุโบสถ มีมุขเด็จด้านหน้า รูปทรงภายนอกเป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย หลังคาลด 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี ติดช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประตูหน้าต่างมีซุ้มปูนปั้นลงรักปิดทองยอดมณฑป-พระวิหารอยู่ทางด้านใต้พระเจดีย์ใหญ่ ลักษณะรูปทรงเช่นเดียวกับพระอุโบสถทั้งภายนอกและภายใน -พระเจดีย์ อยู่ท่ามกลางวงล้อมของพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารทิศ และพรวิหารคด เป็นพระเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานทักษิณ สูงระดับแนวหลังคาพระระเบียง ประดับด้วยเครื่องเคลือบเบญจรงค์โดยตลอด มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 14 ซุ้ม เหนือซุ้มพระพุทธรูปเหล่านี้ มีชานและกำแพงแก้วสำหรับเดินรอบพระเจดีย์ มีบันไดขึ้นจากด้านในองค์พระเจดีย์ กลางองค์พระเจดีย์มีชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปตามผนังด้านในองค์พระเจดีย์ มีช่องขนาดย่อมสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปอีก 6 ช่อง ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ-พระวิหารทิศ มี 2 หลัง อยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นทางเข้าสู่ลานรอบพระเจดีย์ ลักษณะรูปทรงคล้ายพระวิหารแต่ขนาดย่อมกว่า หลังคาลด 2 ชั้น มีมุขด้านหน้าทั้ง 2 หลัง ซุ้มประตูทางเข้าเป็นซุ้มยอดมณฑปบานประตูเขียนสี-พระวิหารคดหรือพระระเบียง เป็นระเบียงเชื่อมระหว่างพระอุโบสถ พระวิหารทิศทั้งสองหลัง และพระวิหาร มีผนังประดับกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ ด้านนอกมีทางเดินปูด้วยหินอ่อน และมีเสาหินกลมรับเชิงชายด้านในเป็นพื้นสองชั้น มีเสากลม บัวหัวเสาลงรักปิดทองประดับกระจก รองรับเครื่องบนและเชิงชาย-เกยและพลับพลาเปลื้องเครื่อง อยู่ทางมุมกำแพงวัดด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวพลับพลาก่ออิฐถือปูน หลังคาลด 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ด้านหน้าพลับพลาเป็นเกยก่ออิฐถือปูน-กำแพงและสีมา ได้แก่กำแพงรอบวัด เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน มีซุ้มเสมาโปร่งอยู่เหนือกำแพงโดยรอบ มีเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปสีมาธรรมจักรติดเนื่องกับตัวกำแพง เรียกว่า มหาสีมา ระหว่างเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส มีกำแพงเสมาโปร่งกั้นบริเวณอีกแนวหนึ่ง-ซุ้มประตูกำแพงวัด มีทั้งหมด 12 ซุ้ม คือที่กำแพงรอบวัดด้านละ 2 ซุ้ม รวม 8 ซุ้ม และที่กำแพงกั้นเขตพุทธาวาสกับสังฆาวาสอีก 4 ซุ้ม ซุ้มประตูเหล่านี้มีลักษณะเหมือนกันหมด คือเป็ฯซุ้มจระนำย่อเหลี่ยม หน้าบันประดับลายปูนปั้นพระเกี้ยว ที่บานประตูของซุ้มประตูแกะสลักเป็นภาพทหาร ซึ่งแต่ละซุ้มแต่งกายต่างกัน 2. เขตสังฆาวาส มีกำแพงกั้นเขตแยกต่างหากจากเขตพุทธาวาส โดยมีประตูทางเข้าออก 5 ประตู ในเขตนี้แบ่งกลุ่มอาคารออกเป็น 3 คณะ คือ คณะนอก คณะใน คณะกลาง-หอระฆัง อยู่ในเขตคณะนอกใกล้กับศาลาทำบุญ เป็ฯอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็ฯซุ้มโปร่งย่อมุมไม้สิบสอง ยอดทรงพระเกี้ยว ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์-หอกลอง อยู่ใกล้ศาลาทำบุญคณะใน มีลักษณะเช่นเดียวกับหอระฆัง แต่กรุกระจกสีที่ประตูซุ้ม 3 ด้าน-ตำหนักอรุณ เป็นตำหนักขนาด 5 ห้อง มี 3 ชั้นระเบียงรอบ หันหลังให้กับหน้าพระวิหาร หันหร้าประจันกับตำหนักเก๋งหรือพระที่นั่งสีตลาภิรมย์ มีบันไดขึ้นด้านหน้าตำหนักทั้งสอง ซึ่งสามารถเข้าตำหนักอรุณชั้นกลาง ชั้นบน และตำหนักเก๋งชั้นบนได้ เพราะมีชานแล่นถึงกัน ส่วนตำหนักเก๋งยังมีบันไดเวียนขึ้นข้างหน้าอีกทางหนึ่ง-พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ เป็นพระที่นั่งเย็นในพระราชฐานชั้นใน อยู่ในบริเวณตำหนักสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ใกล้ประตูสนามราชกิจ เป็นตึกแบบจีนสูง 3 ชั้น-สุสานหลวง อยู่ทางิศตะวันตกของของวัด มีถนนภายใน ต้นไม้ และอนุสาวรีย์ต่าง ๆ สร้างไว้อย่างเป็นระเบียบงดงาม อนุสาวรีย์เหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลแก่พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา ตลอดจนพระราชโอรสธิดา บางส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้างสมัยหลัง อนุสาวรีย์เหล่านี้มีรูปทรงต่าง ๆ กัน คือทำเป็นรูปเจดีย์ปรางค์ อาคารแบบศิลปะยุโรป และอื่น ๆ","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-6","name":"วัดราชประดิษฐสถิตย์มหาสีมาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนราชินี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342337807:fuzzy","lat":13.749539,"lon":100.495618,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1806,"z":1837},"history":"วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างอุทิศถวายแก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายเพื่อให้ต้องตามราชประเพณีโบราณที่ต้องมีวัดสำคัญประจำราชธานี 3 วัดได้แก่ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์การก่อสร้างใช้เวลาประมาณ 9 เดือนเศษเดิมพระราชทานนามไว้ก่อนสร้างวัดว่า วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม นับว่าเป็นวัดแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุต ที่ได้สร้างขึ้นมาโดยมิได้ดัดแปลงมาจากวัดของคณะสงฆ์มหานิกายเมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงเปลี่ยนเป็น วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่5 ทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามและแบ่งพระบรมอัฐิรัชกาลี่4 บรรจุในพระพุทธอาสน์พระประธานในพระวิหารหลวงต่อมาในสมัยรัชกาลที่6 ทรงบูรณะอีกครั้งหนึ่งและโปรดฯให้สร้างหอไตรขึ้นใหม่ด้วย","artCulture":"รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ 1. พระวิหารหลวง หรือ พระอุโบสถ ตั้งอยู่บนฐานสูง มีสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแบบทรงไทย ตัวพระวิหารมีมุขด้านหน้าและหลัง มีเสาหานรองรับชายคาระเบียงโดยรอบ ผนังภายนอกประดับด้วยหินอ่อน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาซึ่งลงรักปิดทองประดับกระจก หน้าบันหน้าหลังเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงรักปิดทองผนังด้านหลังพระวิหารมีซุ้มศิลาจารึกประกาศในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการสร้างวัดถวายพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย ฉบับล่างประกาศผูกพัทธสีมาวัด พ.ศ. 2408 ภายในพระวิหาร มีบุษบก 3 ยอด อยู่เหนือฐานชุกชี บุษบกองค์กลางประดิษฐาน พระพุทธสิหังคปฏิมากร เหนือบานประตูหน้าต่างด้านในพระวิหาร มีแผ่นหินอ่อนจารึกพุทธภาษิต 2. ปาสาณเจดีย์มีสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูน เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม ประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ ด้านหน้าเจดีย์มีรูปหล่อโลหะของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) ขนาดเท่าองค์จริง ในท่านั่งแสดงพระธรรมเทศนา ประดิษฐานภายในซุ้ม 3.ปรางค์ขอม เป็นปราสาทยอดปรางค์ทรงขอม อยู่บนฐานไพทีด้านหลังพระวิหาร ถัดจากพระเจดีย์ออกไป เป็นปราสาทก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยมภายในบรรจุพระอังคารของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) สรีรังคารของพระศาสนโสภณ (อ่อน อหิโก)และสรีรังคารของพระพรหมมุนี (แย้ม อุปวิกาโส) 4. หอไตร ตั้งอยู่บนฐานไพทีด้านตะวันออกของพระวิหารหลวง ลักษณะเป็นปราสาทยอดปรางค์แบบขอม ตัวปราสาทก่ออิฐถือปูน หน้าบันซุ้มประดับด้วยลายปูนปั้นภาพพุทธประวัติปางประสูติและปรินิพพาน ปราสาทหลังเดิมสร้างพร้อมกับวัด ต่อมาเครื่องบนซึ่งเป็นไม้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้รื้อสร้างใหม่ ภายในเป็นที่เก็บพระไตรปิฎก 5. ศาลาการเปรียญ อยู่ทางตะวันตกของพระวิหารเป็นอาคารคอนกรีตสูงชั้นเดียว ลักษณะแบบโบสถ์เล็ก ๆ ของกรีกโบราณ เพดานประดับด้วยดวงตราประจำรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันใช้เป็นห้องสมุดวัด 6. หอพระจอม ตั้งอยู่บนฐานไพทีด้านตะวันตกของพระวิหาร มีลักษณะและสัดส่วนเช่นเดียวกับหอไตร แต่ยอดปรางค์เป็นรูปพรหมสี่หน้า หน้าบันมีซุ้มลายปูนปั้น ภายในปรางค์ประดิษฐานพระบรมรูปยืนเต็มพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 6. หอระฆัง สร้างด้วยคอนกรีตเป็นทรงมณฑปจตุรมุขยอดมงกุฎ มีลวดลายปูนปั้นประดับกระจก และกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ทั้งหลัง ภายในแขวนระฆัง 2 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ 1 ใบ เล็ก 1 ใบ 7. ต้นนิโครธ เป็นต้นไทรซึ่งอยู่ในเขตสังฆาวาส อยู่ติดกำแพงเสมา 8. แท่นศิลา 9. มหาสีมา มีการกำหนดเขตสีมากว้างใหญ่ โดยมีเสาหินปักแสดงแนวเขตไว้ เป็นมหาเสมาที่ทำเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวละเลียดขึ้นไปตามแนวความสูงของ กำแพง ส่วนปลายสลักด้วยหินแกรนิตเป็นรูปแท่งสี่เหลี่ยม บริเวณตัวแท่งนั้นสลักจารึกการประดิษฐานและตำแหน่งของทิศ (การสร้างมหาเสมาโดยแบบที่ไม่ปรากฏขัณฑเสมาและสีมันตริก เป็นเพียงมหาเสมาเพียงอย่างเดียว พบที่วัดราชประดิษฐ์ฯ เท่านั้น) 10. ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว ซุ้มประตูและหน้าต่างประดับด้วยรูปมงกุฏปูนปั้น ตัวบานประตูและหน้าต่างทำด้วยไม้สักแกะสลักเป็นลายก้านแย่งซ้อนกันสองชั้น ลงรักปิดทองติดกระจกสีหมดทุกรายการ 11. พระที่นั่งทรงธรรม 12. พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (สา) ตั้งเยื้องกับหอระฆัง ภายในมีภาพสีน้ำมัน เป็นรูปพระเจดีย์จุฬามณี เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่ง 13. กุฏิสงฆ์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงไทยผสมจีน โครงสร้างก่ออิฐถือปูน พื้นไม้สัก หลังคามุงกระเบื้อง","present":"3. พระระเบียง สร้างในรัชกาลที่ 3 ล้อมรอบพระวิหารศรีศากยมุนี ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง รวม 156 องค์ กึ่งกลางพระระเบียงแต่ละด้านมีประตูเข้าออก 1 บาน บานประตูด้านนอกเขียนลายรดน้ำ ด้านในเขียนภาพทวารบาล ผนังด้านในเขียนสีเป็นลายดอกไม้ร่วงสลับกับนกบิน 4. ซุ้มประตูระเบียงคต 5. ศาลาโถง 6. กำแพงแก้วพระวิหาร 7. ศาลาลอย อยู่ชิดแนวกำแพงด้านทิศเหนือ หน้าพระวิหารรวม 4 หลัง สร้างในรัชกาลที่ 4 สร้างในรัชกาลที่ 4 เคยใช้เป็นสถานที่ประทับทอดพระเนตรการโล้ชิงช้าของพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ และใช้เป็นพลับพลาเปลื้องเครื่อง ต่อมาเมื่อเลิกพิธีโล้ชิงช้าแล้ว ใช้เป็นสถานที่ศึกษาภาษาบาลีของพระภิกษุสามเณร 8. เกย 9. ซุ้มประตูกำแพงแก้วพระอุโบสถ 10. ศาลารายด้านทิศใต้พระอุโบสถ มี 4 หลัง ภายในมีแผ่นศิลาสีดำสลักภาพชาดกต่าง ๆ และมีสุภาษิตอธิบายชาดกนั้น ๆ ด้วย ปัจจุบันทางวัดใช้ศาลาทั้ง 4 หลังเป็นสถานที่ศึกษา เขตสังฆาวาส ประกอบด้วยกุฎิเสนาสนะ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และศาลาราย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 ทั้งสิ้น กุฎิเสนาสนีลักษณะเป็นตึกหลังคาทรงไทย วางผังแบ่งเป็นคณะ ๆ ที่สำคัญคือตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) 11. สัตตมหาสถาน หมายถึงสถานที่สำคัญ 7 แห่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าประทับหลังจากตรัสรู้แล้ว คือ พระศรีมหาโพธิ์ อนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ อชปาลนิโครธ มุจลินท์ และราชายนตนะ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างจำลองสัตตมหาสถานในบริเวณทิศตะวันออกของพระวิหาร (ด้านถนนอุณากรรณ) ในรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ใช้บริเวณสัตตมหาสถานนี้เป็นถานที่เวียนเทียนในวันวิสาขบูชา มีการตกแต่งสถานที่ด้วยพระพุทธรูป ประทีป ธงทิวต่าง ๆ มีโต๊ะหมู่ของพระราชาคณะฐานาเปรียญทั้งหลายตั้งเป็นพุทธบูชา ตลอดจนรับเสด็จพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนอุณากรรณทางวัดได้สร้างกำแพงดินติดกับบริเวณสัตตมหาสถานมาก พิธีเวียนเทียนจึงต้องย้ายไปจัดในบริเวณรอบพระวิหาร 12. ศาลาเปลื้องเครื่อง 13. ซุ้มประตูกำแพงวัด 14. เครื่องศิลา 15. เสาศิลา 16. ซุ้มประตูทางเข้าสังฆวาส 17. หอระฆัง อยู่ระหว่างศาลารายทางทิศตะวันออกของศาลาการเปรียญ เป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยมก่ออิฐถือปูน หลังคาเหมือนป้อมแบบยุโรป ภายในมีบันไดเวียนขึ้นข้างบน ผนังตอนบนเจาะเป็นซุ้มโปร่งทุกด้านเพื่อให้มองเห็นระฆัง 18. ศาลาการเปรียญ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตสังฆาวาส สร้างเมื่อพุทธศักราช 2387 เป็นอาคารทรงไทยที่มีลักษณะงดงาม โดยเฉพาะลวดลายปูนปั้นที่หน้าบันและปั้นลม พระพุทธรูปประธานในศาลาการเปรียญคือ “พระพุทธเสรฎฐมุนี” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อด้วยทองเหลืองกลักผิ่นที่จับมาทำลายเมื่อพุทธศักราช 2382 ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก 1 คืบ 1 นิ้ว รอบศาลาการเปรียญมีศาลารายล้อมรอบ 6 หลัง 19. ศาลารายรอบศาลาการเปรียญ 20. ซุ้มประตูทางเข้าศาลาการเปรียญ 21. หอไตร 22. ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช อยู่ในบริเวณกุฎิคณะที่ 6 อันประกอบด้วยกุฎิหลายหลัง แต่ส่วนที่เป็นตำหนักสมเด็จพระสังฆราชน้น มีอาคารสำคัญเพียง 2 หลัง คืออาคารด้านทิศเหนือและอาคารที่เรียกว่าหอไตร พระตำหนักที่ประทับ เป็นตึกชั้นเดียว ปัจจุบันใช้เก็บสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) เช่น เตียง ตาลปัตร บาตร ย่าม โต๊ะหมู่ เครื่องลายคราม เครื่องแก้วเจียระไน และสิ่งที่ได้รับพระราชทาน เป็นต้น อาคารหอไตร เป็นตึก 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เรียกว่าห้องใต้ตำหนัก ชั้นที่ 2 ใช้เก็บสิ่งของมีค่า เช่นตู้ไม้สลักปิดทอง และเครื่องลายคราม เป็นต้น ชั้นที่ 3 หน้ามุขเก็บสิ่งของของสมเด็จพระวนรัต (แดง) อุปัชฌาจารย์ของสมเด็จพระสังฆราช ห้องทางทิศหนือเก็บพระพุทธรูปสำคัญและเครื่องแก้วเจียระไน พระพุทธรูปสำคัญคือ “หลวงพ่อดำ” เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงได้มาจากวัดไตรมิตรวิทยาราม 23. บ่อน้ำ 24. กุฏิสงฆ์ 25. หอกรรมฐาน 26. เขามอ ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5597","name":"วัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"พระอาทิตย์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.764439,"lon":100.497412,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1999,"z":181},"history":"วัดสังเวชวิศยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 110 แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพมหานครอาณาเขต ทางด้านหน้าวัดติดกับคลองบางลำพู และมีกำแพงล้อมรอบวัด มีประตูเข้าออกที่สร้างสมัยสมเด็จพระวันรัตเป็นเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เป็นวัดโบราณสร้างมานานก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อว่า วัดสามจีน สัณนิษฐานว่าจีน 3 คนเป็นผู้สร้าง และมีอีกชื่อหนึ่งว่า วัดบางลำภู เพราะตั้งอยู่ที่ตำบลบางลำภูการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวงบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ปรับปรุงอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ไว้เป็นจำนวนมาก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ได้ทำการปฏิสังขรณ์กำแพงแก้วพระอุโบสถ พระอุโบสถและพระวิหารเพิ่มเติมด้วยครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ได้ปฏิสังขรณ์พระประธานในพระอุโบสถ โดยนายสุขปลัดกรมช่างหล่อ เมื่อสำเร็จแล้วโปรดพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดสังเวชวิศยารามครั้น พ.ศ. 2412 ได้เกิดเพลิงไหม้โรงทำขนมจีนถนน 13 ห้าง ลุกลามไปไหม้วัดสังเวชวิศยาราม อาคารเสนาสนะต่าง ๆ ถูกไฟไหม้เสียหายมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดให้กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราบาล จัดการปฏิสังขรณ์ปรับปรุงอาคารต่างๆให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งต่อมาประชาชนก็ได้ช่วยกันสร้างและปฏิสังขรณ์วัดสังเวชวิศยาราม ให้รุ่งเรืองเป็นลำดับตราบเท่าทุกวันนี้","artCulture":"1. พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาด 5 ห้อง มีพาไลด้านหน้าและหลัง หลังคาามุงกระเบื้องไทย ช่อฟ้า ใบระกาเป็นปูนปั้น หน้าบันประดับลวดลาย พัทธสีมาในซุ้มก่ออิฐถือปูนรูปมณฑป กำแพงแก้วก่ออิฐถือปูน ด้านตะวันตกมาบรรจบกับพระวิหาร 2. พระปรางค์ใหญ่ อยู่ทางด้านหลังพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วซึ่งมีพระปรางค์องค์เล็ก ๆ 7 องค์อยู่ข้างบน ด้านเหนือเจาะเป็นช่องประตู 3. พระวิหาร ตั้งขวางสกัดบรรจบกำแพงแก้วพระอุโบสถ หันหน้าไปทางทิศใต้ เป็ฯอาคารก่ออิฐถือปูนขนาด 5 ห้อง มีพาไลหน้าหลังเช่นเดียวกับพระอุโบสถ หลังคามุงด้วยกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้ลงรักปิดทอง 4. หอระฆัง 5. หอไตร","present":"พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร"},{"id":"fad-5598","name":"วัดสามพระยา","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/202933329:exact","lat":13.76592,"lon":100.499029,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2174,"z":16},"history":"วัดสามพระยาเดิมชื่อว่า วัดบางขุนพรหม เป็นอีกวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตนี้วัดสามพระยาแต่เดิมเป็นวัดโบราณที่มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า วัดสัก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และ อยู่ใกล้กับวัดวัดอินทรวรวิหาร และ วัดใหม่อมตรสซึ่งตั้งอยู่คนละฟากถนนกันวัดแห่งนี้เดิมเป็นวัดราษฎร์สร้างขึ้นในต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโดยหลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) ขุนนางเชื้อสายมอญเป็นผู้สร้าง โดยท่านได้ยกที่ดินพร้อมทั้งบ้านเรือนของขุนพรหม (สารท) ผู้เป็นน้องชาย ถวายสร้างเป็นวัดขึ้นที่บริเวณบ้านลานอยู่เหนือปากคลองบางลำพูเพื่อเป็นอนุสรณ์แลผลบุญติดตามขุนพรหม (สารท)เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วได้เรียกชื่อว่า วัดบางขุนพรหม เป็นเหตุให้นามของตำบลหมู่บ้านบริเวณวัด ซึ่งเดิมเรียกว่า บ้านลาน กลับกลายเรียกกันว่าตำบลบางขุนพรมตามไปด้วย ครั้นต่อมา พระยาราชสุภาวดี (ขุนทอง) พระยาราชนิกุล (ทองคำ)และพระยาเทพวรชุน (ทองห่อ) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่านขุนพรหม (สารท) พร้อมใจกันบริจาคทรัพย์ปฏิสังขรณ์วัดบางขุนพรมทั้งวัด ครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพระยาทั้งสามจึงพร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2366 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรแล้ว ทรงรับวัดบางขุนพรหมไว้เป็นพระอารามหลวง พร้อมทั้งพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสามพระยา ซึ่งใช้เป็นชื่อเรียกมาถึงทุกวันนี้ ปี พ.ศ. 2485ได้มีประกาศเรื่องการจัดระเบียบพระอารามหลวงขึ้นทางราชการได้พิจารณาถึงสภาพฐานะแล้วจัดอันดับพระอารามหลวงใหม่ทำให้วัดสามพระยาเป็นอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญจนตราบทุกวันนี้ พ.ศ. 2458 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฐานะของวัดสามพระยาวรวิหารได้เปลี่ยนจากพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตามประกาศกระทรวงธรรมกาล แผนกกรมสังฆการี เรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2458 มีนามว่า วัดสามพระยา มาจนถึงปัจจุบัน","artCulture":"รายละเอียดของสิ่งก่อสร้างและถาวรวัตถุภายในวัด 1.พระอุโบสถอาคารก่ออิฐถือปูนมีระเบียงยกพื้นล้อมรอบ แบ่งเป็น 7 ห้อง ห้องที่ 1 และ 7 เป็นระเบียงรอบ ห้องที่ 2-6 เป็นตัวพระอุโบสถเสาระเบียงทรงสี่เหลี่ยมตอนบนปลายสอบเข้า ลูกกรงระเบียงประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีฉลุลายในกรอบสี่เหลี่ยม หลังคา 2 ชั้นซ้อน 2 ตับ มุงกระเบื้องบอนเคลือบสีแบบจีน หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ กรอบหน้าบันฝังกระเบื้องเคลือบเป็นระยะ ลวดลายกลางหน้าบันเป็นรูปแจกันดอกไม้ พานผลไม้ ประดับด้วยจานกระเบื้อง เบญจรงค์และลายคราม บันไดหินอ่อนทางขึ้นด้านหน้ายาวเกือบตลอดส่วนกว้างของพระอุโบสถและ มีบันไดทางขึ้นเล็กๆ บริเวณมุมทั้งสี่ เชิงราวบันไดตั้งตุ๊กตาหินรูปสิงโตแบบจีน คอสองของหลังคาเขียนภาพจิตรกรรมแบบจีน ตอนบนประดับลายปูนปั้นติดถ้วยกระเบื้องเคลือบ เชิงชายลาดหลังคาฝังถ้วยเบญจรงค์สลับกับถ้วยลายคราม ไขราชั้นลาดหลังคาเขียนลายช่อดอกไม้และผีเสื้อ บางแห่งลบเลือนไปมาก ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่างประดับลายปูนปั้นช่อดอกพุดตานใต้กรอบล่างของหน้าต่างทำเป็นฐานสิงห์ บานประตู ด้านนอกเขียนลายรดน้ำลายพรรณพฤกษาแบบจีนด้านในเขียนลายรูปเซี่ยวกาง ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ประทับบนรัตนบัลลังก์เพดานด้านบนแบ่งเป็น 5 ช่อง ลงสีชาดเขียนลายทองเป็นช่อดอกเบญจมาศ ดอกพุดตาน และนก ขื่อลงรักเขียนลายทองแบบเดียวกัน ผนังตอนบนสุดเขียนลายทองรูปหงส์และมังกร ถัดลงมาจนถึงระดับขอบบนของหน้าต่างเขียนลายแบบเดียวกันผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนลายโต๊ะเครื่องบูชา ผนังส่วนที่หักมุมน้อยๆ เป็นกรอบหน้าต่างเขียนสีรูปดอกบัวและใบบัว บนหน้าต่างด้านละ 5 ช่องนั้น สองช่องแรกที่อยู่ใกล้พระประธานเขียนภาพสีลายดอกพุดตานและผีเสื้อ ช่องกลางเขียนลายดอกพุดตานและค้างคาว และสองช่องสุดท้ายเขียนลายนก ดอกไม้และมังกร 2. พระวิหาร อาคารก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ด้านขวาของพระอุโบสถแบ่งเป็น 7 ห้อง มีระเบียงล้อมรอบเสาระเบียงทรงสี่เหลี่ยมปลายสอบขึ้น ลูกกรงระเบียงหล่อเป็นแท่งกลมหลังคาซ้อน 2 ตับมุงกระเบื้องไทย หน้าบันทรงจีนเป็นลายปูนปั้นเถาไม้ดอกและนก ประดับด้วยถ้วยจานกระเบื้อง คอสองส่วนที่เป็นท้องไม้และเชิงชายทำเป็นรูปฐานบัวหงาย ลาดหลังคาติดถ้วยเบญจรงค์และถ้วยลายครามสลับเรียงกันไปตลอด ปั้นลมท้ายหน้าบันประดับลายปูนปั้นช่อดอกพุดตาน ไขราชั้นหลังคาเขียนลายดาวสีทองบนพื้นชาด ซุ้มประตูซุ้มหน้าต่างพระวิหารเหมือนของพระอุโบสถ กล่าวคือ ประดับลายปูนปั้นช่อดอกพุดตานใต้กรอบล่างของหน้าต่างทำเป็นฐานสิงห์ บานประตู ด้านนอกเขียนลายรดน้ำลายพรรณพฤกษาแบบจีน แต่ผูกลายต่างกันเล็กน้อยพระวิหารหลังนี้ไม่มีประตูหลังมีบันไดทางลงจากระเบียงที่แต่ละมุมของมุขหน้าและมุขหลัง ภายในพระวิหาร ประดิษฐานพระประธาน ปางมารวิชัยขนาบข้างด้วยพระสาวก ปางห้ามสมุทร ซึ่งสร้างเลียนแบบเทวรูปขอมประทับอยู่บนฐานชุกชีปิดทองล่องชาด ผนังด้านหลังพระประธานก่อเป็นฐานตั้งพระพุทธรูปยืนทรงจีวรแพรลาย มี ฉัตร 5 ชั้น อยู่เหนือพระเศียรเพดานแบ่งเป็น 5 ช่อง เขียนลายดาวสีทองบนพื้นชาด ขื่อเขียนลายทอง บานประตูหน้าต่างทาสีชาด พื้นปูกระเบื้องลาย บนชั้นเบญจาเป็นฐานสิงห์ซึ่งเขียนสีลายจีน 3. เจดีย์มอญ ตั้งอยู่ที่ลานพระอุโบสถ 4. เจดีย์ทรงกลม เป็นเจดีย์ใหญ่ทรงลังกาตั้งอยู่ที่ลานพระอุโบสถ 5. กำแพงแก้วและซุ้มประตู ซุ้มประตูกำแพงเขตพุทธาวาส เป็นซุ้ม 3 หน้าแบบจีน ประดับลายปูนปั้นมุขด้านข้างเป็นช่อดอกพุดตาน 6. หอระฆังเป็นอาคาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจัตุรมุขมีเครื่องยอดอยู่ด้านบน และมีบันไดขึ้น 7. อาคารเรียนพิณศุขะวณิช 8. กุฏิวรรธโนทัย","present":"ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5","name":"วัดสุทัศน์เทพวราราม","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/32011053:fuzzy","lat":13.750117,"lon":100.500964,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2383,"z":1773},"history":"วัดสุทัศนเทพวรารามมีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนาวัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2350 เดิมพระราชทานนามว่า วัดมหาสุทธาวาส โปรดให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อนประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย พอก่อรากพระวิหารและประดิษฐานพระศรีศากยมุนีแล้วก็สิ้นรัชกาล ยังมิได้ประดิษฐานเป็นสังฆาราม เรียกกันสามัญขณะนั้นว่า วัดพระโต บ้าง วัดพระใหญ่ หรือ วัดเสาชิงช้า บ้าง ถึงรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้สร้างต่อ ในระหว่างพุทธศักราช 2354 - 2356 การสร้างพระวิหารนั้นทรงพระราชศรัทธาจำหลักบานประตูด้วยพระองค์เอง แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่งานก่อสร้างจะสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระราธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอย่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้ดำเนินการจนสำเร็จ สร้างพระระเบียง พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หล่อพระประธานในพระอุโบสถและบรรจุพระบรมธาตุ หล่อพระเจดีย์ หล่อรูปปัญจวคีย์ทั้ง 5 สร้างเป็นสัตตมหาสถาน และสร้างกุฎิเสนาสนะ ประดิษฐานเป็นสังฆาราม การก่อสร้างเสร็จบริบูรณ์ในพุทธศักราช 2390 โปรดให้มีงานฉลองสมโภชพระอาราม พระราชทานนามว่า วัดสุทัศนเทพวราราม และปรากฎในจดหมายเหตุเรียกว่า วัดสุทัศนเทพธาราม อีกนามหนึ่ง ในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะและสร้างสิ่งอื่น ๆ ในพระอารามอีก เช่น ศาลาลอย 4 หลังหน้าพระวิหาร ทั้งได้พระราชทานนามพระประธานในพระวิหารว่า พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระอุโบสถว่า พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ และพระประธานในศาลาการเปรียญว่า พระพุทธเสรฏฐมุนี ถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทำการบูรณะครั้งใหม่ทั่วบริเวณวัดมีกรมโยธาธิการเป็นผู้ดำเนินการ","artCulture":"1.พระอุโบสถ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่ถนนอุณากรรณ เริ่มก่อฤกษ์สร้างในพุทธศักราช 2377 เสร็จเรียบร้อยผูกพัทธสีมาเมื่อพุทธศักราช 2386 ในรัชกาลที่ 3 มีพระยาศรีพิพัฒน์รัตนโกษาเป็นแม่กองงาน พร้อมด้วยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ภายในประดิษฐานพระพุทธตรีโลกเชษฐ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10 ศอก 8 นิ้ว พระบาทสมเด็7พระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ หล่อขึ้นเมื่อสถาปนาพระอาราม ได้รับพระราชทานนามในรัชกาลที่4 เบื้องหน้าพระพุทธตรีโลกเชษฐ์มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง และรูปพระอสีติมหาสาวก 80 องค์ นั่งฟังพระธรรมเทศนา รูปเหล่านี้สร้างด้วยปูนปั้นระบายสีในรัชกาลที่ 4 เมื่อพุทธศักราช 2407 พระอุโบสถหลังนี้มีความยาวมาก อาจกล่าวได้ว่ายาวที่สุดในประเทศไทย ผนังภายในมีภาพจิตรกรรมฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นจิตรกรชั้นครู ผนังด้านหน้าพระประธานเขียนภาพมารผจญ ผนังชั้นบนเหนือหน้าต่างเขียนภาพปฐมสมโพธิ ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้า ผนังส่วนใต้หน้าต่างเขียนภาพที่สถิตของเทพ คนธรรพ์ วิทยาธร ยักษ์ นาค ครุฑ และที่อยู่ของสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่าง ๆ ผนังซอกหน้าต่างเขียนภาพในเรื่องรามเกียรติ์ บานหน้าต่างเขียนภาพสวรรค์และเทพเจ้าผู้มเหสักข์ บานประตูเขียนภาพเทพเจ้าผู้มเหสักข์ ซุ้มประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถเป็นซุ้มยอดที่มีลักษณะค่อนข้างแปลกและงดงาม รอบพระอุโบสถ มีซุ้มเสามาเป็นทรงมณฑปยอดเจดีย์ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว 8 ซุ้ม ใบเสมาคุ่เป็นหินอ่อนสีเทาสลักภาพช้าง 3 เศียร งวงชูดอกบัวตูมเศียรละ 1 ดอก เบื้องบนมีดอกบัวบาน 3 ดอก นอกจากซุ้มเสมายังมีเกยอยู่บนกำแพงแก้วด้วย คือทิศเหนือ 4 เกย ทิศใต้ 4 เกย สร้างในรัชกาลที่ 3 เช่นเดียวกับซุ้มเสมาทำด้วยหินอ่อนสีเทา ใช้สำหรับประทับโปรยทานแก่พสกนิกรในงานพระราชพิธี เรียกว่า “เกยโปรยทาน” กำแพงแก้วพระอุโบสถ มีซุ้มประตูด้านละ 2 ซุ้ม รวม 8 ซุ้ม ลักษณะเป็นซุ้มคูหาแบบหน้านาง มียอดคล้ายเจดีย์ 2. พระวิหาร ตั้งอยู่บนฐานทักษิณ 2 ชั้น มีกำแพงแก้วกรุกระเบื้องปรุล้อมรอบ อยู่ทางเหนือของเขตพุทธาวาส หันหน้าออกสู่ถนนบำรุงเมือง สร้างในรัชกาลที่ 1 เมื่อพุทธศักราช 2350 สำเร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ 3 รูปทรงวิหารถ่ายแบบมากจาวิหารพระมงคลบพิตร (หลังเดิม) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระประธานภายในคือพระศรีศากยมุนี ซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ ปางมารวิชัย ด้านหลังบัลลังก์พระศรีศากยมุนีมีภาพสลักศิลปทวารวดี 1 แผ่น เป็นภาพสลักนูนปิดทอง ปางยมกปาฎิหาริย์ และภาพพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาในสวรรค์ชั้นดุสิต ผนังพระวิหารมีภาพจิตรกรรมเรื่องในไตรภูมิกถา เป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ที่ยังเหลือบริบูรณ์อยู่เพียงแห่งเดียว บานประตูพระวิหาร เป็นไม้แกะสลักสร้างในรัชกาลที่ 2 บานกลางหน้าเดิมเป็นฝีพระหัตถ์ ลายแกะงดงามมาก เป็นลายพันธุ์พฤกษษซ้อนกัน 3 ชั้น มีภาพสัตว์ประกอบ ต่อมาเกิดเพลิงไหม้บานประตูฝีพระหัตถ์ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2502 บานประตูเสียหายบางส่วน จึงถอดมาเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และจำลองขึ้นใหม่ติดไว้ดังเดิม รอบพระวิหารมีถะ หรือเจดีย์ศิลาแบบจีนตั้งอยู่บนฐานทักษิณ เป็นถะ 6 ชั้น จำนวน 28 หลัง หมายถึงพระพุทธเจ้า 28 องค์ ม้าสำริด หล่อเมื่อพุทธศักราช 2382 สองตัว ต่อมาหล่อเพิ่มอีก 6 ตัว ตั้งประจำที่มุมฐานทักษิณพระวิหารชั้นล่างและชั้นบนมุมละ 1 ตัว รวม 8 ตัว","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-19","name":"วัดเทพธิดาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"มหาไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342352012:exact","lat":13.753545,"lon":100.503966,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2707,"z":1392},"history":"วัดเทพธิดารามวรวิหารเดิมชื่อวัดพระยาไกรสวนหลวงเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาในพุทธศักราช 2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าวิลาสพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ซึ่งภายหลังสถาปนาขึ้นเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ การก่อสร้างพระอารามแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์ (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็น กรมหมื่นภูมินทรภักดี) เป็นแม่กองอำนวยการสร้าง ที่ตำบลสวนหลวงพระยาไกร ขนานกับแนวคลองหลอด ช่วงเชื่อมต่อกับคลองรอบกรุง บริเวณกำแพงพระนครด้านทิศตะวันออกของกรุงรัตนโกสินทร์ การสร้างวัดนี้ พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงบริจาคทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมในการก่อสร้างด้วย วัดเทพธิดาเข้าใจว่าสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2382 เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินผูกพัทธสีมาด้วยพระองค์เองในปีเดียวกันนั้นเอง และพระราชทานนามว่า วัดเทพธิดาราม ภายในพระอารามประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆตามแบบแผนอันเป็นพื้นฐานภายใต้ความเคยชินตามคตินิยม อาคารสำคัญในวัดได้รับการก่อสร้างประดับประดาด้วยเบี้ยแก้และกระเบื้องจีน ตกแต่งบริเวณวัดด้วยประติมากรรมรูปผู้หญิงนุ่งห่มแบบประเพณีไทยห่อสไบ นุ่งโจงกระเบน อุ้มเด็กบ้าง จูงเด็กบ้าง รูปบุคคลลักษณะคล้ายขุนนางจีนบ้าง รูปผู้หญิงชาวจีนบ้าง ตลอดทั้งการประดับบริเวณด้วยประติมากรรมหินรูปสัตว์ตามคติความเชื่อแบบจีน วัดเทพธิดาราม ยังปรากฏถึงความสัมพันธ์กับยอดกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่สำคัญมากท่านหนึ่ง คือ พระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือ สุนทรภู่ ซึ่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่ได้อุปสมบทและจำพรรษาที่พระอารามนี้ ระหว่าง พ.ศ.2368-2385 ระหว่างที่จำพรรษาอยู่นั้น สุนทรภู่ได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพตลอดมา สุนทรภู่ได้แต่งบทประพันธ์ไว้หลายเรื่องในขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารามนี้ เช่น กาพย์พระสุริยา โคลงนิราศเมืองสุพรรณบุรี และมีเรื่องหนึ่งซึ่งกล่าวถึงวัดเทพธิดาราม คือ รำพันพิลาป ซึ่งกล่าวถึงลักษณะโดยทั่วไปของวัดและปูชนียวัตถุภายในวัดเทพธิดารามวรวิหารในสมัยนั้นด้วย","artCulture":"1.พระอุโบสถตัวอาคารก่ออิฐถือปูนพระประธานเป็นพระพุทธรูปสลักด้วยศิลาสีขาวบริสุทธิ์ประดิษฐานอยู่เหนือเวชยันต์บุษบกพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้อัญเชิญไปจากพระบรมมหาราชวัง เรียกนามสามัญว่า หลวงพ่อขาว ต่อมาพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราชรัชกาลปัจจุบัน ได้พระราชทานนามว่า พระพุทธเทววิลาส เมื่อพุทธศักราช 2514 ผนังภายในพระอุโบสถเขียนลายพุ่มข้าวบิณฑ์ตามแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 หลังคาพระอุโบสถเป็นแบบไม่มีช่อฟ้าใบระกาหน้าบันประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบจีน บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ รอบอาคารพระอุโบสถล้อมรอบด้วยซุ้มเสมา 8 ซุ้ม ตามทิศ ซุ้มเสมาทำเป็นซุ้มก่ออิฐถือปูน ยกฐานขึ้นสูงทรงสี่เหลี่ยม ลักษณะเป็นฐานบัวและลูกแก้ว ประกอบหน้ากระดานท้องไม้ ภายในซุ้มเสมา ประดิษฐานเสมาเดี่ยว สลักจากหินสีเขียว 2.พระวิหารมีลักษณะเช่นเดียวกับพระอุโบสถแต่แตกต่างกันที่พระวิหารมีขนาดเล็กกว่า สิ่งสำคัญภายในพระวิหาร หลังคาไม่มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันก่ออิฐถือปูน ประดับลวดลายปูนปั้นประกอบกระเบื้องเคลือบสีรูปหงส์แบบจีน นอกจากพระประธานยังมีรูปหมู่อริยสาวิกา (ภิกษุณี)ซึ่งได้รับเอตทัคคะในฝ่ายภิกษุณีบริษัทหล่อด้วยดีบุกประดิษฐานอยู่ด้วย52องค์ พระวิหารล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วเตี้ยๆ ก่อเป็นพนักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบปรุลายสีน้ำตาล ภายในกำแพงแก้วประดิษฐานเจดีย์ 14 องค์ ล้อมรอบตัวอาคารพระวิหาร 3. เจดีย์ราย เจดีย์มีทั้งหมด 14 องค์ ตั้งอยู่รอบพระวิหารเจดีย์ทุกองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือเป็นเจดีย์มีผังสี่เหลี่ยม ย่อมุม 4.วิหารน้อย มีอยู่ 2 หลัง ตั้งอยู่มุมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระวิหาร 1 หลังและด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้อีก 1 หลัง โดยทั้ง 2 หลัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีระเบียงที่ด้านยาวทั้ง 2 ด้าน (แต่วิหารน้อยหลังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันไม่มีระเบียงด้านทิศใต้แล้ว) บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำปิดทอง 5. ศาลาการเปรียญเป็นอาคารยกพื้นก่ออิฐถือปูน หลังคคาไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีลวดลายเกลียวใบเทศพวงอุบะ รูปนกและดอกพุดตาน แล้วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี ตัวอาคารการเปรียญมีระเบียงด้านหน้าและด้านหลัง ภายในไม่มีการเขียนลวดลายตกแต่ง 6.เจดีย์บรรจุอัฐิเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงปราสาทยอดที่มีส่วนเรือนธาตุสูงใหญ่ ตั้งอยู่หน้าการเปรียญ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนฐานมีผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถัดขึ้นไปเป็นส่วนเรือนธาตุสูงใหญ่ มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูหลอกทั้ง 4 ด้าน ไว้สำหรับบรรจุอัฐิ เหนือขึ้นไปเป็นบัวหงายและหน้าจั่วปูนปั้นจำลอง 7.พระปรางค์ทิศมีทั้งหมด 4 องค์ ตั้งประจำทิศทั้งสี่ของมุมพระอุโบสถพระปรางค์ทั้งสี่องค์นี้ ตั้งอยู่บนฐานทักษิณสูงทรงแปดเหลี่ยมมีบันไดขึ้นลงอยู่ทางพระอุโบสถ ที่ฐานปรางค์แต่ละองค์มีรูปท้าวจตุโลกบาลคือ ท้าวธตรฐวิรุฬหกวิรูปักข์และกุเวรประจำรักษาในทิศทั้งสี่ 8.ศาลาราย-ศาลารายรอบพระอุโบสถเป็นศาลาแบบคร่อมกำแพงแก้วฐานเตี้ยรอบพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 2 หลัง รวม 8 หลัง กล่าวคือ สร้างเป็นศาลาโถงก่ออิฐถือปูนคร่อมกำแพงพระอุโบสถ เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านนอกและด้านใน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศาลา 2 หน้า ศาลาบริเวณพระวิหารบริเวณด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของพระวิหาร มีศาลาอยู่ทั้ง 2 ข้าง ซ้าย/ขวาของซุ้มประตูกำแพงแก้วหน้าพระวิหาร ข้างละ 1 หลัง มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนคร่อมกำแพงแก้ว หันหน้าเข้าพระวิหาร อาคารยกพื้นชั้นบนสูง ศาลาลอยบริเวณการเปรียญบริเวณมุมกำแพงแก้วด้านข้าง (ด้านทิศเหนือ) ของการเปรียญ มีศาลาอยู่ 2 หลัง ดยทั้ง 2 หลัง มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนประชิดกำแพง หันหน้าเข้าการเปรียญ อาคารยกพื้นชั้นบนสูง 9.กำแพงแก้ว เป็นเครื่องแสดงขอบเขตของพระอุโบสถ รวมทั้งพระวิหารและการเปรียญ (กำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกของการเปรียญ ใช้เป็นกำแพงวัดด้วย) มีลักษณะเป็นกำแพงทึบที่ไม่สูงมากนัก ก่ออิฐถือปูน 10.ซุ้มประตู (บริเวณกำแพงแก้ว) ซุ้มประตูบริเวณกำแพงแก้ว มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละด้าน -ซุ้มประตูยอดโค้งครึ่งวงกลม ซุ้มประตูด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของพระอุโบสถ พระวิหาร และการเปรียญ รวมทั้งซุ้มประตูด้านหลัง (ด้านทิศตะวันตก) ของพระอุโบสถ การเปรียญ และประตูระหว่างพระอุโบสถกับการเปรียญ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกัน คือลักษณะเป็นซุ้มประตูยอดโค้งครึ่งวงกลมเหนือทับหลัง ประดับด้วยปูนปั้นรูปพวงมาลัย ดอกไม้ และใบไม้ -ซุ้มประตูทรงกระโจม ซุ้มประตูระหว่างพระอุโบสถกับพระวิหาร ลักษณะส่วนบนเป็นแบบศิลปกรรมตะวันตก เป็นทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม บนส่วนยอดปั้นปูนประดับคล้ายยอดซุ้มเสมา-ศาลาโถง ประตูทางเข้าออกด้านหลัง (ด้านทิศตะวันตก) ของพระวิหาร มีลักษณะเป็นศาลาโถงคร่อมกำแพง หลังคาทรงจั่วชั้นเดียว ต่อเป็นหลังคาปีกนก 2 ข้าง ซ้ายและขวา หน้าบันเป็นปูนปั้นลวดลายใบไม้และดอกไม้ 11.หอระฆัง ตั้งอยู่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขตพุทธาวาส สร้างเป็นหอก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นชั้นล่างยกสูงโล่ง ระหว่างเสาทำเป็นซุ้มโค้งอย่างเดียวกับฐานพระปรางค์ทิศ ชั้นบนทำเป็นระเบียงเดินได้รอบ 12.กุฏิคณะ 1 ภายในคณะ 1 ประกอบด้วยอาคารกุฏิฝั่งด้านทิศตะวันออก (หันหน้าไปทางทิศตะวันตก) กุฏิฝั่งด้านทิศตะวันตก (หันหน้าไปทางทิศตะวันออก) และกุฏิที่มีขนาดเล็กกว่าตรงกลาง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว ยกพื้น ใต้ถุนก่อผนังทึบ หลังคาจั่วเครื่องไม้ 13.กุฏิคณะ 2 ภายในคณะ 2 ประกอบไปด้วยหมู่กุฏิที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว จำนวน 6 หลัง แบ่งเป็นด้านทิศตะวันออก 3 หลัง และทิศตะวันตก 3 หลัง หันหน้าเข้ามากัน อาคารกุฏิยกพื้น ใต้ถุนเตี้ยๆก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ หลังคาจั่วปีกนก 14.กุฏิคณะ 3ภายในคณะ 3 ประกอบไปด้วยหมู่กุฏิที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว เช่นเดียวกับหมู่กุฏิในคณะ 2 มีจำนวน 4 หลัง แบ่งเป็นด้านทิศตะวันออก 2 หลัง และทิศตะวันตก 2 หลัง หันหน้าเข้ามากัน อาคารกุฏิยกพื้น ใต้ถุนเตี้ยๆก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ 15.กุฏิคณะ 4ภายในคณะ 4 ประกอบไปด้วยหมู่กุฏิที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว เช่นเดียวกับหมู่กุฏิในคณะ 2 และ 3 มีจำนวน 6 หลัง แบ่งเป็นด้านทิศตะวันออก 3 หลัง และทิศตะวันตก 3 หลัง หันหน้าเข้ามากัน อาคารกุฏิยกพื้น ใต้ถุนเตี้ยๆก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ 16.กุฏิคณะ 5 ภายในคณะ 5 นอกจากจะมีหอไตรและหอสวดมนต์แล้ว ยังมีอาคารกุฏิอีกหลายหลัง อาจแบ่งได้เป็นฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งด้านทิศตะวันตก มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึก มีใต้ถุนที่ก่อผนังทึบ แต่มีการเจาะช่องระบายอากาศ 17.หอสวดมนต์มีอยู่ 2 หลัง-หอสวดมนต์หลังด้านทิศเหนือ อยู่ภายในคณะ 8 ปัจจุบันใช้เป็นห้องสมุดของวัด ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว พื้นยกสูง ผนังอาคารในปัจจุบันเป็นบานประตูหน้าต่างไม้และกระจก-หอสวดมนต์หลังด้านทิศใต้ อยู่ภายในคณะ 5 ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว พื้นยกสูง ผนังอาคารในปัจจุบันก่อทึบ เจาะช่องหน่าต่าง และใส่กระเบื้องโปร่งที่ตัวอาคารด้านบนเหนือช่องหน้าต่าง 18.หอไตรเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ใต้ถุนสูง หลังคาจั่วมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันปิดทองล่องชาด สร้างไว้เพื่อเก็บรักษาพระคัมภีร์ใบลาน คือหลังด้านทิศใต้ (บริเวณคณะ 5)และหลังด้านทิศเหนือ 19.กุฏิคณะ 6 กุฏิคณะ 6 แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งได้แก่ ฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งด้านทิศตะวันตก (กุฏิทั้ง 2 ฝั่ง มีลักษณะเดียวกัน คือ ผังอาคาร 3 หลัง วางตัวต่อกันเป็นรูปตัว U ส่วนอีก 1 หลัง ตั้งอยู่ที่ตรงกลางระหว่างประตูทั้ง 2 ด้าน มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีใต้ถุนที่ก่อผนังทึบแต่มีการเจาะช่องระบายอากาศและกรุกระเบื้องปรุ หลังคาจั่ว 20.กุฏิคณะ7 โดยกุฏิคณะ 7 แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง โดยแบ่งออกเป็นฝั่งด้านทิศตะวันออก และฝั่งด้านทิศตะวันตก แต่ปัจจุบัน กุฏิฝั่งด้านทิศตะวันออก มีการกันและรักษาพื้นที่เอาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สุนทรภู่ กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ครั้งเมื่อบวชเป็นพระ ได้มาจำพรรษา ณ ที่นี้ กุฏิคณะ 7 ที่ใช้เป็นกุฏิสงฆ์ปัจจุบันจึงเหลือเพียงฝั่งด้านทิศตะวันตกผังอาคารกุฏิคณะ 7 มีลักษณะคือ อาคาร 3 หลัง วางตัวต่อกันเป็นรูปตัว U ส่วนอีก 1 หลังตั้งอยู่ที่ตรงกลางระหว่างประตูทั้ง 2 ด้าน มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน มีใต้ถุนที่ก่อผนังทึบ แต่มีการเจาะช่องระบายอากาศและกรุกระเบื้องปรุ หลังคาจั่ว 21.กุฏิสุนทรภู่อยู่ในอาณาบริเวณของกุฏิคณะ 7 โดยอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออกของคณะ 7 เป็นกุฏิที่พระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) หรือ สุนทรภู่ กวีเอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เคยอยู่จำพรรษาขณะบวชเป็นพระภิกษุประกอบไปด้วยอาคาร 4 อาคาร ล้อมรอบพื้นที่ว่างตรงกลาง ลักษณะกุฏิมีลักษณะก่ออิฐถือปูนทรงตึก (ยกเว้นอาคารด้านหน้า ที่เป็นอาคารโถง ไม่มีผนัง) มีใต้ถุน หลังคาจั่ว 22.กุฏิคณะ 8 นอกจากหอไตรและหอสวดมนต์แล้ว ภายในคณะ 8 ยังประกอบไปด้วยอาคารหลังต่างๆ ได้แก่ อาคารโรงเรียนพลอยวิจิตร์ปฏิสังขรณ์ กุฏิ 3 หลัง ด้านทิศตะวันออก 1 หลัง และด้านทิศตะวันตก 2 หลัง อาคารโรงเรียนพลอยวิจิตร์ปฏิสังขรณ์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง ก่อกำแพงใต้ถุนทึบอาคารกุฏิ 1 หลัง ด้านทิศตะวันออก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึก ยกพื้นสูง ก่อกำแพงใต้ถุนทึบ หลังคาจั่วอาคารกุฏิ 2 หลัง ด้านทิศตะวันตกของคณะ 8 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงตึกชั้นเดียว ยกพื้นสูง ใต้ถุนก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายอากาศ ติดด้วยกระเบื้องปรุ หลังคาจั่วเครื่องไม้ยาวคลุมกุฏิทั้ง 2 หลัง 23.ศาลาจงพิพัฒนสุข เป็นศาลาบำเพ็ญกุศล เป็นศาลาทรงไทยประยุกต์นาย ฉันท์ จงพิพัฒนสุข (สร้อยจั๊ว แซ่เตียว) และนาย เริงชัย จงพิพัฒนสุข และครอบครัว เป็นผู้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์และอุทิศกุศลแด่คุณปู่ ลิปโป แซ่เตียว และคุณย่า ชิวกี แซ่โง้ว รวมถึงญาติผู้ล่วงลับ เมื่อปี พ.ศ.2519 ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในปี พ.ศ.2544 24.โรงเรียนธรรมวิลาส เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีลักษณะเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทยประยุกต์ 3 ชั้น สร้างเมื่อ พ.ศ.2526 25.กำแพงวัดแบบปราการ กำแพงวัดด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) มีลักษณะเป็นกำแพงทึบ ด้านบนมีเสมาเหลี่ยม (หรือลูกป้อม) ขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายปราการของกำแพงเมือง 26.ซุ้มประตู (บริเวณกำแพงวัด) แบบตะวันตกเป็นซุ้มประตูที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งสร้างวัด มี 3 ประตู ได้แก่ ซุ้มประตูด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) ของวัด ตรงกับพระอุโบสถ พระวิหาร และการเปรียญ ซุ้มประตูวัดตรงกลาง ด้านหน้าวัด หรือซุ้มประตูที่ตรงกับพระอุโบสถ เป็นซุ้มประตูที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ซุ้มประตูด้านทิศเหนือของด้านหน้าวัด หรือซุ้มประตูวัดที่ตรงกับการเปรียญ มีลักษณะใกล้เคียงกับซุ้มประตูกลาง แต่มีขนาดที่เล็กกว่า โดยมีลักษณะก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ซุ้มประตูด้านทิศใต้ของด้านหน้าวัด หรือซุ้มประตูวัดที่ตรงกับพระวิหาร มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับซุ้มประตูวัดด้านทิศเหนือ โดยมีลักษณะก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปิรามิดหรือทรงซุ้มหรือทรงกระโจม ฐานหลังคาทรงกระโจมมีการปั้นปูนตกแต่งเป็นลวดลายดอกไม้และใบไม้ 27.เครื่องประดับพระอารามได้แก่ตุ๊กตาศิลาจำหลักของจีนมีทั้งที่เป็นรูปสัตว์และคนตุ๊กตารูปคนตั้งอยู่ในบริเวณรอบพระอุโบสถ มีลักษณะที่น่าสนใจคือบางตัวมีลักษณะท่าทางและการแต่งกายแบบจีนบางตัวแต่งกายแบบไทเช่น ตุ๊กตาสตรีชาววังนั่งพับเพียบท้าวแขนและตุ๊กตาสตรีอุ้มลูกเป็นต้นปัจจุบันตุ๊กตาเหล่านี้อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างชำรุดและบางส่วนได้ถูกขโมยไปส่วนตุ๊กตารูปสัตว์นั้น ได้แก่สิงโตจีน ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถพระวิหาร และศาลาการเปรียญแห่งละ 1 คู่ ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างต่างๆภายในวัดราชนัดดารามวรวิหาร ทั้งในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี เนื่องจากมีการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่สม่ำเสมอจนกระทั่งปัจจุบัน แต่มีบางบริเวณที่มีสภาพเสื่อมโทรม ทัศนวิสัยไม่ดี เช่น พื้นที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัด บริเวณหน้าพระวิหาร เป็นต้น","present":""},{"id":"fad-5571","name":"วัดใหม่อมตรส","district":"พระนคร","subDistrict":"บ้านพานถม","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/347269595:exact","lat":13.764472,"lon":100.501612,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2453,"z":177},"history":"วัดใหม่อมตรสตั้งอยู่เลขที่ 132 ถนนสามเสน แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดใหม่อมตรส ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดบางขุนพรหม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลของพระเจ้ากรุงธนบุรี ประมาณ 2321 เดิมมีนามว่า วัดวรามะตาราม ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดอำมาตยรส และเมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนนามเป็น วัดใหม่อมตรส ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. 2321","artCulture":"1. พระเจดีย์องค์ใหญ่ เป็นพระเจดีย์ทรงกลมซึ่งประยุกต์จากแบบอยูธยาตอนปลาย ก่ออิฐถือปูน ทาสีทับ ตั้งอยู่บนฐานไพทีหินขัด มีราวลูกกรงล้อมรอบ ลูกกรงหล่อปูนทาสีเขียว 2. รูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ประดิษฐานที่ซุ้มตรีมุข มุขลด 2 ชั้น ลวดลายปิดทองประดับกระจก ตั้งอยู่บนฐานไพทีของพระเจดีย์องค์ใหญ่ 3. หอระฆัง ก่ออิฐถือปูน ทรงสี่เหลี่ยม ผนังตอนบนของฐานตกแต่งปูนปั้นลายดอกไม้ ซุ้มที่ติดตั้งระฆังทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง กรอบซุ้มประดับลายปูนปั้นช่อดอกไม้ ผนังตอนบนประดับลายพวงมาลัยมีอุบะห้อย หน้าบันมุขลด 2 ชั้น ส่วนยอดของหอระฆังเป็นรูปปรางค์","present":"เป็นวัดราษฎร์"},{"id":"fad-12","name":"ศาลหลักเมือง","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"126","part":"พิเศษ62ง","date":"27/4/2009","topic":"แก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/127290889:prefix","lat":13.752563,"lon":100.494031,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1634,"z":1501},"history":"ศาลหลักเมือง ได้รับการสถาปนา2 ครั้งครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1)ทรงสถาปนาพระนครใหม่คือ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพิธียกเสาหลักเมืองในวันอาทิตย์ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล จุลศักราช 1144(21 เมษายน 2325)เสาหลักเมืองทำด้วยเสาไม้ชัยพฤกษ์ สูงประมาณ 108 นิ้ว ฝังลึกลงไปในดิน 79 นิ้ว ปลายเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุดวงชะตากรุงรัตนโกสินทร์ ตัวศาลเป็นศาลาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง พร้อมกันนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลประดิษฐานรูปเทพารักษ์ สำคัญสำหรับพระนครอีก3 ศาล คือ ศาลพระเสื้อเมืองศาลพระทรงเมือง และศาลพระกาฬไชยศรีในบริเวณพื้นที่ระหว่างหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามกับคลองคูเมืองเดิม (บริเวณกรมการรักษาดินแดนในปัจจุบัน)โดยในบริเวณเดียวกันนี้เองยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเจตคุปต์หรือเจตคุก ที่หน้าคุกของกรมพระนครบาลและศาลเจ้าหอกลอง ที่หน้าหอกลองประจำเมืองหลักเมืองในสมัยต้นนี้ มีแต่เสาหลักเมืองอย่างเดียวไม่ได้มีสิ่งก่อสร้างปกคลุมเหมือนอย่างทุกวันนี้ ปลูกเป็นศาลาไว้พอกันแดดกันฝนเท่านั้น และ ไม่มีเทวดาต่างๆ เข้าร่วมอยู่เหมือนปัจจุบัน ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการสถาปนาหลักเมืองเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากหลักเมืองเดิมเกิดชำรุดประกอบกับตรวจดวงชะตาของพระองค์ ซึ่งสถิตอยู่ ณ ราศีกันย์ เป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ จึงทรงแก้เคล็ดดวงเมือง โดยโปรดให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมขึ้นจัดทำเสาหลักเมืองใหม่ และทรงบรรจุดวงพระชะตาเสียใหม่ ณ วันอาทิตย์ เดือน 1 แรม 9 ค่ำ จุลศักราช 1214(วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2395) เป็นพระฤกษ์บรรจุดวงพระชะตาพระนครลงในแผ่นทองคำหนัก 1 บาท แผ่กว้าง 5 นิ้ว ทำพิธีจารึกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วพระยาโหราธิบดีอัญเชิญมาบรรจุที่หลักเมือง ส่วนตัวศาลซ่อมแปลงเป็นมณฑปจัตุรมุขยอดปรางค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศาลหลักเมืองใช้เป็นที่ประกอบพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและบวงสรวงเทวดา ดังปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 ฉบับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า เมื่อคราวที่พระองค์ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีได้ทรงพระราชอุทิศเครื่องพลีกรรมให้พนักงานเชิญไปบวงสรวงเทวดาศาลหลักเมืองอันเป็นหนึ่งในเทวสถานที่ต่างๆ 15 แห่งเหล่านั้นด้วย และอีกครั้งในปีพ.ศ. 2425 เมื่อคราวงานสมโภชพระนครครบร้อยปีส่วนศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระ-ทรงเมือง ศาลพระกาฬไชยศรี ศาลเจ้าเจตคุปต์และศาลเจ้าหอกลองถูกรื้อลงในรัชกาลนี้ด้วย ทรงปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่ มีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่มโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญเทวรูปทั้งหมดมาประดิษฐานรวมกันไว้ที่ศาลหลักเมือง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวปรากฏหลักฐานจากเอกสารหอจดหมายเหตุ เรื่อง รูปเทพารักษ์สำหรับพระนครและรูปหลักเมือง ระบุว่าศาลหลักเมืองเป็นสถานที่ที่ประชาชนเคารพนับถือบูชามีประชาชนเข้ามากราบไหว้ทุกวัน สภาพของศาลพออยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย และยังอยู่ในความดูแลของกระทรวงกลาโหม มีกรมยกกระบัตรทัพบกเป็นเจ้าหน้าที่รักษาศาล ในสมัยรัชกาลที่ 7 ศาลหลักเมืองมีสภาพทรุดโทรมลง บริเวณภายนอกสกปรกรกรุงรังไม่เป็นระเบียบ ส่วนหลักเมืองนั้นยังดูดีและมั่นคงอยู่เมื่อจะมีงานสมโภชหลักเมืองในคราวพระราชพิธีเฉลิมกรุงเทพมหานครอันประดิษฐานมาครบ 150 ปี ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2475การซ่อมแซมคงทำเพียงแค่ทาปูนและรักษาความสะอาดรวมถึงสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่ศาลหลักเมืองและยังมิได้บูรณะปรับปรุงสิ่งใด ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯมีการปรับปรุงบูรณะสิ่งชำรุดทรุดโทรมทั้งภายนอกและภายในอาคารศาลหลักเมือง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2492 เรื่อยมา ปัจจุบันศาลหลักเมืองอยู่ในอาณาบริเวณของกระทรวงกลาโหม กรมเชื้อเพลิงได้รับมอบหมายให้ดูแลตั้งแต่พ.ศ. 2480 ต่อมากรมเชื้อเพลิงถูกยุบภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 กระทรวงกลาโหมจึงมอบให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นผู้ดูแลตั้งแต่ พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา ที่มา1. ศิลปากร, กรม.กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ,2525. 2. ศิลปากร, กรม.กองจดหมายเหตุแห่งชาติ.จดหมายเหตุการณ์ปรับปรุงศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2325-2529. กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, 2531.","artCulture":"1.ศาลหลักเมืองเป็นอาคารรูปยอดปรางค์ย่อมุมห้ามีนาคปักสร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากศาล หลักเมืองหลังเดิมชำรุดมาก โดยสร้างขึ้นใหม่เป็นแบบยอดปรางค์ตามอย่างศาลที่พระนครศรีอยุธยาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้ง ในปีพ.ศ. 2525-2529ฐานรากและโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรมุขมีมุขยื่นออกมาโดยรอบฐานอาคารเป็นฐานปัทม์เตี้ยยกพื้น มีบันไดขึ้น 3 ขั้นหลังคามุขซ้อน 2 ชั้น ซ้อนมุขเล็กอีก 1 ชั้น มีหลังคาปีกนกยกสันตะเข้คลุมโดยรอบ มุงด้วยกระเบื้องกาบูดินเผาเคลือบสีด่อน สันหลังคา หลบสันหลังคาและข้างกระเบื้องฉาบปูนตำขาว คอสองทำบัวฉาบปูนตำขาว เชิงชายคอนกรีตเสริมเหล็กฉาบปูนทาสีแดง เครื่องยอดองค์ปรางค์ย่อมุมยี่สิบซ้อนลดหลั่นกัน 7 ชั้น รอบรับชั้นรัดตะคดซึ่งมีลักษณะเป็นฝักข้าวโพดประดับชั้นของกลีบขนุน ประดับกระเบื้องเคลือบสีด่อน ฐานปรางค์ทำบัวฉาบปูนตำขาว ส่วนยอดสุดปักนภศูลปิดทอง หันหน้าอาคารไปทางทิศใต้มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวอาคาร บันได กำแพง เป็นหินอ่อน หน้าบันทั้งสามประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายพันธุ์พฤกษาใบระกา ช่อฟ้ามีลักษณะเป็นหัวนกเจ่า ประดับกระเบื้องสีพื้นหน้าจั่วหลังคาชั้นในประดับกระเบื้องเคลือบรูปสามเหลี่ยมตรงกลางสีเขียวขอบเหลืองเรียงต่อกันเต็มพื้นที่พื้นหน้าจั่วหลังคาชั้นนอกและมุขเล็กประดับกระเบื้องเคลือบรูปสามเหลี่ยมตรงกลางสีเขียวขอบสีเหลืองเรียงต่อกันเต็มพื้นที่ ตกแต่งลวดลายด้วยกระเบื้องเคลือบสีลายเถาดอกพุดตาน สีแดง ม่วง น้ำเงิน เหลือง ฝ้าเพดานเป็นคอนกรีตฉาบปูนทาสีแดง ตกแต่งกรอบแว่นไม้สักทำบัวปิดทอง ประดับอกเลาไม้สักประดับลายปิดทอง มุมกรอบแว่นย่อมุม ประดับไม้สักแกะสลักลายดาว ดอกจอกปิดทองประดับกระจก ภายในกรอบแว่นตรงมุมประดับลายค้างคาวปิดทอง ตรงกลางกรอบแว่นประดับดาวเพดานไม้สักแกะสลักลายปิดทองประดับกระจก ขื่อทาสีแดงประดับลายประจำยามปิดทอง ผนังคอสองพื้นทาสีครีมเขียนสีฝุ่นลายเฟื่องอุบะ ตรงกลางดาวเพดานมุขทั้งสี่ด้านประดับด้วยดวงไฟมุขละ 2 ดวงตรงกลางอาคารประดิษฐานเสาหลักเมือง ด้านหน้าคือเสาหลักเมืองต้นใหม่ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังคือเสาหลักเมืองต้นเดิมตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 1ที่มุมด้านหนึ่งมีตู้แสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้จากการบูรณปฏิสังขรณ์ศาลหลักเมืองเมื่อปีพ.ศ. 2525 สิ่งของที่พบได้แก่ ด้านล่างสุดของตู้เป็นส่วนฐานของเสาหลักเมืองต้นเดิมกระดูกเขี้ยวสัตว์ชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคา ชิ้นส่วนเหล็กเศียรเทวรูป ตุ๊กตาดินเผารูปคนและรูปสัตว์ชำรุด เปลือกหอยมุก ลูกปืนใหญ่ แท่นฝนหมึก เป็นต้นภายในมีภาพเขียนสีรูปเทวดาเหนือกรอบประตู บานประตูลายรดน้ำภาพเซี่ยวกาง ซุ้มประตูเป็นซุ้มบันแถลงปูนปั้นปิดทองประดับกระจกตัวบานด้านนอกเขียนลายรดน้ำรูปเซี่ยวกาง ตัวบานด้านในเขียนลายรดน้ำรูปทวารบาลประตูเปิดปิดได้ทั้งสี่ด้านภายในตัวมณฑปด้านทิศเหนือ เดิมได้ถูกจัดสร้างเป็นซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือ เจ้าพ่อหอกลอง, เจ้าพ่อเจตคุปต์, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, และพระกาฬไชยศรี โดยมีเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ด้านหน้า และเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ 1 ตั้งอยู่ทางช่องประตูมุขขวา ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่ มีการสร้างสถานที่ราชการและขยายถนนเพิ่มขึ้น จึงย้ายเทพารักษ์ทั้ง 5 จากที่เดิมมาประดิษฐาน ณ ศาลหลักเมืองมีการสร้างศาลประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 ขึ้นใหม่ใกล้กับประตูทางเข้าด้านถนนหลักเมือง 2. ศาลเทพารักษ์ เป็นที่ประดิษฐานเทพารักษ์สำคัญสำหรับพระนคร ทำหน้าที่ดูแลรักษาพระนครและประเทศชาติ ซึ่งพระมหา กษัตริย์ และประชาชนให้ความเคารพนับถือมาแต่โบราณกาลว่าสามารถอำนวยความสุขสวัสดีพิพัฒนมงคล ป้องกันภัยพาลพิบัติอุปัทวทุกข์ทุกประการแก่ผู้เคารพบูชาเทพารักษ์ทั้ง 5เป็น ฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเทพารักษ์ 4องค์เป็นเทพารักษ์หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง ส่วนอีกองค์หนึ่งรูปเทพารักษ์ไม้แกะสลักปิดทอง เทพารักษ์ทั้ง 5 องค์นี้ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าเจตคุปต์ เจ้าพ่อหอกลอง","present":"ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เมื่อคราวฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี"},{"id":"fad-35","name":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1481450245:exact","lat":13.753851,"lon":100.498271,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2092,"z":1358},"history":"ศาลเจ้าพ่อเสือเป็นศาลเจ้าของพวกชาวจีนแต่เดิมเป็นตึกขนาดใหญ่อยู่ริมถนนบำรุงเมืองเรียกกันว่าศาลเจ้าพ่อเสือมีรูปเจ้าจีนทำด้วยทองคำหนัก120บาทแต่ได้ถูกปล้นเอาไปเมื่อปีพ.ศ.2360ในสมัยรัชกาลที่2ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่5ได้มีการขยายถนนบำรุงเมืองให้กว้างขึ้นเพื่อเป็นทางรถและสร้างตึกแถวจึงโปรดฯให้พระยาโชฏึกราชเศรษฐี(เถียน)จัดการรื้อศาลเจ้าแห่งนี้ไปสร้างใหม่ในที่พระราชทานริมถนนตะนาวใกล้วัดมหรรณพารามคือที่เป็นศาลเจ้าพ่อเสือในปัจจุบัน","artCulture":"1.ศาลและโบราณวัตถุภายในศาล เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5","present":"ยังคงสภาพ และได้รับการดูแลอย่างดี"},{"id":"fad-86","name":"ศาลเจ้าแม่ทับทิม","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"จักรเพชร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/783034610:exact","lat":13.748313,"lon":100.546469,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":2962,"z":2893},"history":"สาเหตุที่มีการก่อตั้งศาลเจ้าแม่ทับทิมขึ้น มีประวัติกล่าวไว้ดังนี้คือ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1บริเวณปากคลองตลาด มีชาวเรือพบขอนไม้จันทน์มาติดอยู่ที่หัวเรือจึงขุดและแกะสลักเป็นรูปเจ้าแม่ทับทิมและนำมาประดิษฐานไว้ที่ศาลและขึ้นทะเบียนเป็นศาลเจ้าในปี พ.ศ. 2460 ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2488) บริเวณที่ตั้งศาลเจ้าแม่ทับทิมถูกระเบิด จนในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการตั้งคณะกรรมการและผู้จัดการปกครองดูแลศาล ได้จัดให้มีการสร้างศาลขึ้นใหม่เป็นตึกถาวร ภายในประดิษฐานองค์เจ้าแม่ทับทิม การสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2497 ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ศาลเจ้าแม่แห่งนี้มีชื่อภาษีจีนแปลว่า เจ้าแม่แห่งฟ้า เป็นเจ้าซึ่งชาวจีนฮกเกี้ยนเคารพนับถือส่วนเจ้าแม่ทับทิมจริงๆแล้วเรียกว่า เจ้าแม่ท้ายน้ำ เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนไหหลำ","artCulture":"ศาลเจ้าเป็นคอนกรีตมีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบจีนพื้นเป็นหินขัด หลังคาชั้นเดียว ประดับปูนปั้นลวดลายมังกรตกแต่งมังกรด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ ด้านหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมประดิษฐานด้วยเจดีย์ทรงน้ำเต้า ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวจีนสูงประมาณ 4 เมตร รอบๆ เจดีย์เป็นภาพเขียนรูปนก กระต่าย ดอกไม้ และมังกร ด้านข้างทั้งสองของศาลเจ้าเป็นประตูออกบนขอบประตูเป็นปูนปั้น รูปหลังคาศาลเจ้าซึ่งย่อส่วนลง ข้างประตูด้านซ้ายประดับปูนปั้นลวดลายมังกร ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ ข้างประตูด้านขวาประดับปูนปั้นลวดลายเสือ ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ ที่บานประตู ผนังศาลเจ้าประดับโคมไฟแบบจีน ซึ่งทำด้วยผ้าไหมปักลวดลายเทวดาต่างๆ เสาตามค้ำยันต่างๆ ลงพื้นสีแดง เขียนลวดลายรูปชนบทจีน ผนังด้านนอกของศาลเจ้าประดับด้วยปูนปั้นลวดลายเทวดา และเรื่องราวตำนานต่างๆ ของจีน ประตูใหญ่ศาลเจ้าแม่ทับทิมบนขอบประตูเป็นซุ้มหลงคา ประดับปูนปั้นลวดลายนกยูง ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ","present":"ได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-30","name":"สะพานช้างโรงสี","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"บำรุงเมือง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1135871319:exact","lat":13.751267,"lon":100.496223,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1871,"z":1645},"history":"เป็นสะพานข้ามคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอด) ตรงปลายถนนบำรุงเมือง แต่เดิมเรียกสะพานนี้ว่าสะพานช้าง เพราะมีการสร้างอย่างมั่นคงแข็งแรง มีต่อม่อก่ออิฐปูพื้นไม้ซุง เหลี่ยมให้ช้างเดินได้ การที่เรียกสะพานนี้ว่าสะพานช้างโรงสีคงเป็นเพราะมีโรงสีข้าวตั้งอยู่ใกล้กัน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานช้างโรงสีขึ้นใหม่ เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2453 สะพานนี้ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ที่มาศิลปากร , กรม กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ, 2525 ,จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี.","artCulture":"เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเรียบ ลูกกรงสะพานเป็นปูนหล่อชนิดโปร่งมีลวดลายแบบเรียบง่าย เสา ปลายสะพานมีรูปสุนัขปูนปั้น อันเป็นสัญลักษณ์แห่งปีที่สร้างสะพานนี้เสร็จ เมื่อปีจอ ร.ศ. 129(พ.ศ.2453) ต่อมาในช่วงระยะปี พ.ศ. 2517- 2518 กรุงเทพมหานครได้ปรับผิวจราจรขยายถนนให้กว้างขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายความกว้างของสะพานออกไป แต่ก็พยายามรักษาองค์ประกอบเดิมของสะพานนี้ไว้ทุกประการ พร้อมกับทำแผ่นจารึกประวัติความเป็นมาไว้กับแท่นปลายสะพานด้วย","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-13","name":"สะพานดำรงสถิตย์","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"เจริญกรุง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/981001795:fuzzy","lat":13.746792,"lon":100.503866,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2696,"z":2142},"history":"สะพานนี้เริ่มสร้าง เป็นสะพานโครงเหล็กตั้งแต่รัชกาลที่ 4 คือเป็นสะพานที่มีรางเหล็กและล้อที่คานด้านล่าง สำหรับเปิดสะพานให้แยกจากกันได้ ในรัชกาลที่ 5 โปรดให้กรมโยธาธิการสร้างใหม่ มีนายคาโล อาเลกรี เป็นนายช่างใหญ่ สร้างเสร็จใน พ.ศ.2443 พระราชทานนามว่า สะพานดำรงสถิต เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งประทับ ณ วังวรดิศ (วังแรก) ที่เชิงสะพานนี้ ลักษณะสะพานเป็นสะพานโครงเหล็กที่สามารถเลื่อนจากกันได้ ต่อมาในรัชกาลที่ 7 โปรดให้สร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก","artCulture":"แต่เดิมเป็นสะพานโครงเหล็กและพื้นไม้กระดานแบบชักเปิด-ปิดต่อมาได้มีการปรับปรุงเป็นสะพานคอนกรีต ลูกกรงเป็นลูกมะหวดปูนหล่อ ปลายสะพานทั้งสี่มุมทำเป็นลายขดคล้ายตัว S ขนาดใหญ่ กลางสะพานมีแผ่นจารึกนามสะพาน และมีเสาโคมไฟโลหะติดไว้ที่ราวสะพานด้านละ 2 เสา","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีสะพานนี้ได้รับการบูรณะขยายผิวจราจรในรัชกาลปัจจุบัน"},{"id":"fad-5605","name":"สะพานนรรัตนสถาน","district":"พระนคร","subDistrict":"ตลาดยอด","road":"จักรพงษ์ - สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1295255768:fuzzy","lat":13.762664,"lon":100.498582,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2126,"z":378},"history":"เดิมเป็นสะพานที่มีโครงเหล็กโค้งข้างบนต่อมาในปี พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างใหม่เป็นสะพานโครงเหล็ก โดยพระราชทานนามว่า สะพานนรรัตนสถาน เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านของจ้าพระยานรรัตนราชมานิต ต่อมาได้มีการสร้างสะพานนี้ใหม่ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน","artCulture":"เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ราวสะพานคอนกรีต กลางราวสะพานทั้งสองข้างมีจารึกนามสะพานและปีที่บูรณะ (พ.ศ. 2486) ปลายสุดของราวสะพานทั้งสี่มุมเป็นเสาไฟฟ้าคอนกรีตทรงสอบขึ้นข้างบน","present":"เป็นสะพานข้ามคลองรอบกรุงตอนปากคลองบางลำภูที่ถนนจักรพงษ์เขตพระนคร"},{"id":"fad-74","name":"สะพานปีกุน","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"92","part":"61","date":"18/3/1975","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/178354005:exact","lat":13.749703,"lon":100.496346,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1884,"z":1819},"history":"สะพานปีกุน เป็นสะพานขนาดเล็ก จึงไม่ได้รับพระราชทานชื่อ คนทั่วไปมักจะเรียกว่า สะพานหมู ด้วยมีอนุสาวรีย์หมู อยู่บนฝั่งคลองด้านตะวันตก ด้านถนนราชินี ใกล้กับเชิงสะพานแห่งนี้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 4 รอบในปีพ.ศ.2454 เพื่อเป็นสาธารณกุศลแก่เผสกนิกรผู้ที่จะต้องติดต่อระหว่างสองฟากคลองคูเมืองเดิม ที่มา1. กนกวลี ชูชัยยะ. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม. กรุงเทพฯ ราชบัณฑิตยสถาน, 2544.2. นิลนนท์ (นามแฝง), สะพานข้ามคลองหลอด, บ้านและสวน, ปีที่ 11 ฉบับที่ 131 กรกฎาคม 2540, หน้า 148 – 153.3. ภาณุทรรศน์ (นามแผง). ลำคลองโบราณ สะพานสำคัญ ในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ พาวเวอร์ปริ๊นท์ การพิมพ์, 2544.4. ศิริชัยนฤมิตรเรขการ. สะพานเก่ากรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2520.5. ศิลปากร, กรม, รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 4 (ประเภทสะพาน คลอง ป้อม ท่าน้ำ สวนสาธารณะ). กรุงเทพฯ อรุณการพิมพ์, 2535.","artCulture":"ลักษณะของสะพานเป็นแบบเรียบง่ายโครงสร้างสะพานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีคานโค้งรอบรับตัวสะพาน และมีการตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นคิ้วนูนขึ้นมา มีเสาเล็ก ๆ เชื่อมระหว่างส่วนของคานโค้ง และพื้นสะพาน ระหว่างช่องเสาทำเป็นปูนปั้นคล้ายกรอบซุ้ม ราวสะพานมีลักษณะเป็นท่อนเหล็กกลมทอดไปตามยาว 3 แถว คั่นด้วยเสาคอนกรีตเป็นระยะ ๆมีบันไดทางขึ้นสู่ตัวสะพานเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมคล้ายแผ่นอัฒจันทร์ซ้อนกัน 6 ขั้น มีแผงกันบริเวณคอสะพาน ก่อด้วยอิฐฉาบปูน เป็นแผงสี่เหลี่ยม ทำลดระดับกัน 3 ชั้น ส่วนตกแต่งที่น่าสนใจของสะพานนี้ คือ เสาที่เชิงสะพานทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งมีด้านละ 2 ต้น รวมทั้งหมด 4 ต้น เป็นเสาคอนกรีต แต่ละต้นเสามีการประดับในลักษณะที่คล้ายกัน กล่าวคือ ต้นเสาตกแต่งด้วยการเซาะร่อง หัวเสาเป็นรูปคล้ายถ้วยหรือตะเกียงหิน ด้านล่างลงมาเล็กน้อย เป็นปูนปั้นลวดลายช่อมาลาประกอบกับวงรูปไข่ 4 วง ล้อมรอบต้นเสา ลักษณะการตกแต่งต้นเสาเช่นนี้ มีความหมายคือ ต้นเสาหมายถึงเทียนประทีปพระชันษา วงรูปไข่หมายถึงรอบปี แต่ละต้นเสามีวงรูปไข่ล้อมรอบ 4 วง หมายถึง พระชนมายุครบ 4 รอบ","present":"ปัจจุบันสะพานปีกุนยังใช้เป็นสะพานทางเดินข้ามคลองอยู่สภาพโดยรวมค่อนข้างสมบูรณ์มีบางส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมได้แก่ส่วนบริเวณพื้นทางเดินบนสะพานปูนฉาบผิวสะพานเสื่อมบางส่วนหลุดกะเทาะพื้นบางจุดทะลุจนเห็นเหล็กเส้นด้านในซึ่งอาจเกิดอันตรายกับผู้สัญจรไปมาได้ทั้งนี้ได้มีผู้นำเอาแผ่นคอนกรีตมาปิดช่องดังกล่าวเอาไว้ เพื่อป้องกันอันตราย ส่วนของบันไดทางขึ้นสู่ตัวสะพาน ปูนฉาบบางส่วนแตกกะเทาะหลุดออกไป ในบริเวณนี้มักเป็นที่อาศัยของคนจร บางครั้งจึงมีผู้นำเอาผ้ามาตากไว้บริเวณราวสะพาน ทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่ไม่งดงาม"},{"id":"fad-59","name":"สะพานผ่านพิภพลีลา","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ราชดำเนินกลาง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"116","part":"พิเศษ17ง","date":"17/3/1999","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/965037791:exact","lat":13.757172,"lon":100.494934,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1732,"z":988},"history":"เดิมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบริเวณถนนราชดำเนินในมาบรรจบกับถนนราชดำเนินกลาง (หน้ากรมประชาสัมพันธ์เดิม) มีสะพานใหญ่ทอดข้ามคลองหลอดลักษณะเป็นสะพานโค้งใช้โครงเหล็กแบบเดียวกับสะพานนรรัตน์เดิมที่บางลำภูต่อมาในปี พ.ศ.2445 (ร.ศ.121) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างสะพานใหม่ขึ้นแทนเพื่อรับกับสะพานมัฆวานรังสรรค์ซึ่งอยู่ทางด้านปลายถนนราชดำเนินนอก สะพานนี้สร้างแล้วเสร็จและได้เปิดใช้เมื่อพ.ศ.2447 (ร.ศ.123) ให้ชื่อว่าสะพานผ่านพิภพลีลา ภายหลังได้มีการรื้อสะพานนี้ลงแล้วสร้างใหม่โดยนำเอาลูกกรงสะพาน (ของเดิม) ไปใช้กับสะพานคนเดินซึ่งสร้างขึ้นตรงหัวมุมสนามหลวงด้านทิศเหนือ แต่ปัจจุบันสะพานทางคนเดินนี้ถูกรื้อออกเมื่อครั้งที่มีการสร้างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนราวลูกกรงสะพานเดิมก็ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเก็บรักษาไว้ที่ใด ที่มา1. ศิลปากร,กรม.กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ 2525.2. ศิลปากร, กรม. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 (ประเภทศาสนสถาน).","artCulture":"สะพานผ่านพิภพลีลา เป็นสะพานคอนกรีตที่มีความลาดเอียงน้อยมากจนเกือบเสมอระดับถนนเดิม ตกแต่งด้วยราวลูกกรงเหล็กดัดลวดลายงดงาม แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นราวลูกกรงคอนกรีตทำลวดลายรูปกนกประยุกต์นอกจากนี้ที่ปลายสะพานทั้งสองด้านยังประดับด้วยเสาโคมจำนวน 4 ต้น ตัวสะพานมีขนาดกว้าง32.8 เมตร ยาว16.3 เมตร","present":"โครงสร้างโดยรวมอยู่ในสภาพดีชำรุดบ้างเล็กน้อย ปัจจุบันทางด้านฝั่งถนนตรงบริเวณคลองหลอดช่วงสุดท้ายได้สร้างลูกกรงเหล็กต่อจากตัวสะพานเพื่อกั้นให้คนเดินถนนปลอดภัย"},{"id":"fad-32","name":"สะพานผ่านฟ้าลีลาศ","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"ราชดำเนิน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/965036967:exact","lat":13.756146,"lon":100.50571,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2895,"z":1102},"history":"สะพานผ่านฟ้าลีลาศเป็นสะพานข้ามคลองรอบกรุง ตอนที่เรียกว่าคลองบางลำภูเชื่อมถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินนอกบริเวณใกล้กับป้อมมหากาฬแขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร สะพานเดิมเป็นสะพานโครงเหล็กชนิดมีโครงเหล็กโค้งข้างบนเช่นเดียวกับสถานนรรัตนสถานที่บางลำภู ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานใหม่ที่มีขนาดใหญ่และงดงามเหมาะสมกับถนนราชดำเนินแต่ไม่พบหลักฐานว่าสร้างในปีใด สะพานผ่านฟ้าได้รับการปรับปรุงขยายผิวจราจรหลายครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดเชื่อมถนนหลายสายที่ตัดผ่านในสมัยหลังจึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงขนาดของสะพาน จนทำให้ความสง่างามของสะพานด้อยลงไปบ้างแต่ทางราชการได้พยายามรักษาส่วนประกอบเดิมไว้ให้มากที่สุด ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","artCulture":"ลักษณะสะพานผ่านฟ้าลีลาศนี้มีความประณีตงดงามด้วยพนักลูกกรงราวสะพานทั้งสองข้างเป็นเหล็กหล่อลวดลายรูปช่อทานตะวันมีลวดลายประทับที่คานโค้งซึ่งรับตัวสะพานด้านล่างที่ปลายสะพานทั้งสองฝั่งมีเสาหินอ่อนประดับด้วยเครื่องสำริดเช่น ลายเฟื่องอุบะที่หัวเสา และรูปเรือโบราณของยุโรปที่กลางเสา เป็นต้นนอกจากนี้ยังมีลวดลายสลักที่หินอ่อน ซึ่งมีลักษณะงดงามมาก","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5610","name":"สะพานพระพุทธยอดฟ้า","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/25706395:exact","lat":13.738996,"lon":100.497472,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2006,"z":3009},"history":"สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สะพานพุทธ เป็นสะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี และเป็นสะพานขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่จนถึงปัจจุบันเชื่อมการคมนาคมติดต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร ที่ปลายถนนตรีเพชร เขตพระนคร กับปลายถนนประชาธิปก แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่สถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี และทรงมีพระราชดำริจะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์แสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครโดยในการนี้ทรงมีพระราชดำริว่าควรสร้างทั้งพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน โครงการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และสะพานเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์อุปนายกราชบัณฑิตยสภา ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปกรรมคิดแบบอย่างเป็นพระบรมรูป ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ทรงเป็นผู้อำนวยการสร้าง มีนาย อี. ฟอร์โน เป็นสถาปนิก โดยได้เลือกแบบของบริษัทดอรแมนลอง ประเทศอังกฤษ (DORMAN LONG CO.LTD)สร้างให้เป็นสะพานเหล็กมี ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ และอาจยกตอนกลางขึ้นด้วยแรงไฟฟ้า เปิดช่องกว้าง เพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานเมื่อวัน ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระพุทธยอดฟ้าถูกฝ่ายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดจนเสียหาย เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของกองทัพญี่ปุ่น พอสงครามสงบองค์การสหประชาชาติได้นำสะพานเบลลีมาทอดให้ชั่วคราวจนถึงปี พ.ศ. 2491 รัฐบาลจึงได้บูรณะและกลับมาใช้ได้ตามปกติในปี 2492","artCulture":"ลักษณะของสะพานเป็นสะพานเหล็กยาว 229.76 เมตร กว้าง 16.68เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.50 เมตร ในอดีตตอนกลางสะพานสามารถยกขึ้นได้ด้วยแรงไฟฟ้า เปิดช่องกว้าง 60 เมตรเพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก (ปัจจุบันปิดการใช้งาน) สองข้างตอม่อสะพานทั้ง 2 ฝั่ง ทำเป็นเสาสูงไว้ข้างละต้น รวมเป็น 4 ต้น มีลักษณะสอบขึ้นข้างบน ภายในกลวงมีบันไดขึ้นไปด้านบนได้ ซึ่งบนสุดมีหน้าต่างกระจก 4 ทิศติดไฟฟ้าไว้ภายใน เพื่อเป็นอาณัติสัญญาณแก่เรือที่จะผ่านสะพาน เมื่อสะพานปิดไฟจะเปิด เรือสามารถมองเห็นได้แต่ไกล ไฟจะดับเมื่อสะพานเปิด เสาทั้ง 4 ยังเป็นเครื่องประดับสะพานด้วย ที่โคนเสามีคำจารึกประวัติการสร้างสะพานอยู่ด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งจารึกนามสะพานพร้อมปีพระพุทธศักราช 2475 ที่เป็นปีประกอบพระราชพิธีเปิดพระปฐมบรมราชานุสรณ์และสะพานเหมือนกันทั้งสองฝั่ง สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ มีทางขึ้นลง 2 ด้าน โดยทางขึ้นลงทางฝั่งธนบุรีนั้นจะใช้ทางเดียวกันเป็นถนน 2 เลน แต่ทางฝั่งพระนครแยกทางขึ้นลงออกจากกัน และตรงทางโค้งที่ทางขึ้นทางลงมาบรรจบกัน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก","present":"ในปัจจุบัน นอกจากสะพานพระพุทธยอดฟ้าจะใช้เป็นสะพานที่ให้รถข้ามสัญจรผ่านไปมาระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรียังเป็นที่ประดิษฐานปฐมบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแล้ว และมีลานสาธารณะให้คนมาใช้พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นลานกีฬาของประชาชนในละแวกใกล้เคียง"},{"id":"fad-57","name":"สะพานภาณุพันธุ์","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"เยาวราช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"116","part":"พิเศษ17ง","date":"17/3/1999","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/981001796:exact","lat":13.744787,"lon":100.503151,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2619,"z":2365},"history":"สะพานนี้ทอดข้ามคลองโอ่งอ่างเชื่อมระหว่างปลายถนนเยาวราชกับถนนเยาวราชซึ่งบริเวณดังกล่าวเคยเป็นส่วนหนึ่งของวังสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธ์ (วังบูรพา) ลักษณะเดิมเป็นอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัดแต่สันนิษฐานว่าคงจะเป็นสะพานแบบเดียวกับสะพานเหล็กเดิมที่ถนนเจริญกรุงต่อมาภายหลังได้มีการดัดแปลงเป็นสะพานคอนกรีต ที่มา1. ศิลปากร,กรม. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ 2525. ศิลปากร,กรม.2. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 (ประเภทศาสนสถาน)","artCulture":"เป็นสะพานคอนกรีตคล้ายกับสะพานดำรงสถิตย์แต่ต่างกันตรงลูกกรงราวสะพานซึ่งทำเป็นลูกกรงเหลี่ยมแบบไทยและมีเสาโคมประดับที่ปลายสะพานทั้งสองด้าน ตัวสะพานมีขนาดกว้าง13.5 เมตรยาว28.6 เมตร ราวสะพานสูง2.5 เมตร","present":"ผนังคอนกรีตที่ราวสะพานชำรุดและแตกร้าวมากอยู่ในขั้นที่ควรมีการบูรณะสีถลอกเสียหาย บริเวณใกล้ๆ สะพานมีการปลูกสร้างร้านค้าคล่อมคลองทำให้บดบังความงดงามของตัวสะพาน"},{"id":"fad-58","name":"สะพานมอญ","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"116","part":"พิเศษ17ง","date":"17/3/1999","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1135871318:exact","lat":13.747311,"lon":100.496253,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1874,"z":2085},"history":"เดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นสะพานไม้สักทอดข้ามคลองหลอดบริเวณด้านหลังวัดราชบพิธและพระราชวังสราญรมย์ สันนิษฐานว่าพวกมอญที่อาศัยอยู่ริมคอลงหลอดได้ช่วยกันสร้างขึ้น จึงเรียกชื่อว่า สะพานมอญ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อสะพานเดิม แล้วสร้างขึ้นใหม่เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อให้รถสัญจร ที่มาศิลปากร ,กรม. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 4 , กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์สมาพันธ์.","artCulture":"เดิมตัวสะพานทำด้วยไม้สักขนาดใหญ่ เชิงสะพานทั้งสองข้างก่ออิฐถือปูนเป็นกำแพงรับ ภายหลังได้เปลี่ยนเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คานสะพานโค้ง ราวสะพานประดับด้วยลูกกรงซึ่งทำด้วยเหล็กดัด ลวดลายคล้ายแบบนวศิลป์หรืออาร์ต นูโว ตัวสะพานมีขนาดกว้าง 11.20 เมตร ยาว 20.75 เมตร ราวสะพานสูง 1 เมตร ทางเท้ากว้าง 2 เมตร","present":"สภาพปัจจุบันผิวคอนกรีตบริเวณพื้นสะพานเริ่มมีรอยร้าวราวสะพานบางส่วนชำรุดและแตกหักแต่โครงสร้างโดยรวมยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี"},{"id":"fad-5548","name":"สะพานระพีพัฒนภาค","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"หลวง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1295255773:fuzzy","lat":13.748938,"lon":100.504403,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2754,"z":1904},"history":"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามสะพานที่ข้ามคลองว่า สะพานระพีพัฒนภาค เพื่อเป็นเกียรติแก่ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าระพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์","artCulture":"ลักษณะสะพานระพีพัฒนภาคที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นสะพานสร้างใหม่ไม่ใช่สะพานเดิม เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเรียบ ราวสะพานเป็นคอนกรีตโค้งออกด้านข้าง ลูกกรงทำด้วยท่อเหล็กสี่เหลี่ยม กลางสะพานมีแผ่นจารึกนามสะพานและพ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นปีที่ซ่อมสร้างสะพาน ปลายราวทั้งสี่ด้านมีเสาโคมไฟโลหะ","present":"เป็นสะพานข้ามคลองโอ่งอ่างเชื่อมถนนหลวง ช่วงระหว่างสะพานสมมตอมรมารคและสะพานดำรงสถิตย์"},{"id":"fad-51","name":"สะพานสมมตอมรมารค","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ83ง","date":"21/9/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/20595370:exact","lat":13.752159,"lon":100.505118,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2832,"z":1546},"history":"บริเวณนี้เดิมเคยเป็นที่ตั้งของสะพานเก่าซึ่งใช้โครงเหล็กรองเพื่อให้ชักเลื่อนออกจากกันได้ตามแบบสะพานรุ่นเก่าทั่วไปโดยอาศัยคูเมืองเป็นประโยชน์ในการป้องกันพระนคร สะพานนี้เดิมเรียกกันว่า สะพานเหล็กประตูผี เพราะตั้งอยู่ใกล้กับประตูผีต่อมาในปี ร.ศ.120 (พ.ศ.2445) ปรากฎว่าสะพานนี้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก ประกอบกับได้มีการตัดถนนบ้านบาตรขึ้นที่เชิงสะพานด้านทิศตะวันออกตัวรางเหล็กที่รองสะพานเลื่อนชำรุดทรุดโทรมลงทำให้เป็นที่กีดขวางหัวถนนที่ตัดใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงมีพระบัญชาให้กระทรวงโยธาธิการดำเนินการออกแบบและก่อสร้างสะพานขึ้นใหม่ให้เหมาะสม สะพานนี้ก่อสร้างเสร็จในปีร.ศ.121 (พ.ศ.2446) ทรงพระราชทานนามว่า สะพานสมมตอมรมารค เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอกระพระสมมตอมรพันธุ์ ที่มา1. กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 4.2. กรมศิลปากร. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์.","artCulture":"สะพานสมมตอมรมารค เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก พนักราวสะพานทั้งสองข้างเป็นคอนกรีตมีป้ายชื่อสะพานอยู่ตรงกลาง ตัวสะพานเจาะเป็นช่องลูกกรงกั้นเป็นช่วงๆ ด้วยรูปจำลองเสาแบบ lonic ขนาดเล็ก(ประกอบด้วยส่วนฐานเสาส่วนตัวเสาเซาะร่องตลอดแนว และส่วนปลายเสาซึ่งทำเป็นลายขมวดก้นหอย) แล้วตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นทำเป็นลายวงกลมเกี่ยวกัน5 วง ที่ปลายสะพานทั้งสี่ข้างทำเป็นลายขดลักษณะเหมือนตัว S ขนาดใหญ่","present":"ได้รับขยายผิวจราจรบนสะพานในรัชกาลปัจจุบันเพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น"},{"id":"fad-53","name":"สะพานหก","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ3ง","date":"13/1/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/86897699:exact","lat":13.748291,"lon":100.496286,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1878,"z":1976},"history":"ชื่อของสะพาน แสดงว่า ครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้เคยมีสะพานแบบพื้นสะพานยกขึ้นหรือแยกออกจากกันได้ ทำนองเดียวกันกับสะพานเก่าข้ามคลองหลอดที่หน้ากระทรวงมหาดไทย แต่สะพานหกปัจจุบันที่อยู่หลังกระทรวงกลาโหมนี้ เป็นสะพานคอนกรีตตายตัว ทอดข้ามคลองหลอด และเคยเป็นสะพานที่ใช้สำหรับรถรางและคนเดินเท่านั้น ที่มา1. ศิลปากร ,กรม กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ, 2525 ,จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี .2. เอกสารรายงานสะพานหก แขวงพระบรมมหาราชวังกับแขวงเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร, กลุ่มทะเบียนโบราณสถานและสารสนเทศ สำนักโบราณคดี.","artCulture":"ตัวเป็นสะพานคอนกรีต สำหรับคนเดิน สร้างทอดข้ามแบบสะพานปีกุนคือ คานสะพานโค้งทางขึ้นสะพานเป็นบันไดโค้งแบบตัวสะพานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก จุดเด่นของสะพานอยู่ที่เสาทั้งสี่ที่มุม ซึ่งเป็นเสาคอนกรีตแบบเซาะร่อง หัวเสาเป็นทรงถ้วยประดับช่อมาลาสภาพปัจจุบันเสาทั้งสี่ของสะพานคงเหลือเพียงส่วนฐานที่มีลวดลายปูนปั้นประดับลายใบไม้ม้วนแบบตะวันตกอันเป็นส่วนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสะพานปีกุน ตัวเสากลายเป็นเสาเรียบ ไม่มีร่องรอยให้เห็นว่าเคยเป็นเสาคอนกรีตแบบเซาะร่อง หัวเสาปูนปั้นทรงถ้วยประดับช่อมาลาหายไปกลายเป็นหัวเสาตัดตรง","present":"เสาทั้งสี่ของสะพานคงเหลือเพียงส่วนฐานที่มีลวดลายปูนปั้นประดับลายใบไม้ม้วนแบบตะวันตกอันเป็นส่วนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสะพานปีกุน ตัวเสากลายเป็นเสาเรียบไม่มีร่องรอยให้เห็นว่าเคยเป็นเสาคอนกรีตแบบเซาะร่องหัวเสาปูนปั้นทรงถ้วยประดับช่อมาลาหายไปกลายเป็นหัวเสาตัดตรง"},{"id":"fad-31","name":"สะพานอุบลรัตน์","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1135871317:exact","lat":13.745406,"lon":100.49629,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1878,"z":2296},"history":"พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่งเพื่อให้กรมสุขาภิบาลในกระทรวงโยธาธิการจัดสร้างสะพานขึ้นเป็นที่ระลึกแด่พระองค์เจ้าอุบลรัตน์นารีนาค พระอรรคชายาเธอในรัชกาลที่ 5 ในโอกาสพระราชทานเพลิงศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวงในปี ร.ศ. 132 กรมสุขาภิบาล เมื่อได้รับพระราชทรัพย์ที่ทรงอุทิศแล้วเห็นว่าถ้าจะจัดการก่อสร้างสะพานขึ้นใหม่ทั้งหมดก็จะแล้วไม่ทันกำหนดการพระเมรุ จึงได้ตกลงเลือกสะพานใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่แทนสะพานหัวตะเฆ่เก่าที่ปลายถนนบ้านหม้อข้ามคลองหลอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า สะพานอุบลรัตน์ ที่มาศิลปากร ,กรม กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ, 2525 ,จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี .","artCulture":"ลักษณะสะพานเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ราวสะพานสองข้างโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม ลูกกรงปูนปั้นเป็นลูกมะหวดกลม พนักเหนือลูกกรงประดับด้วยลายดาราแบบไทย ที่กึ่งกลางราวสะพานทั้งสองข้าง ทำเป็นแผ่นจารึกชื่อ สะพานและปีพุทธศักราช 2455 ที่สร้าง โดยจารึกทั้งด้านนอกและด้านในทั้งสองข้าง มีลายดอกอุบลในกรอบสี่เหลี่ยม ประดับอยู่ในแผ่นจารึกด้วย","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-36","name":"สะพานเจริญรัช 31","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"มหราราช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/783729796:exact","lat":13.742759,"lon":100.494967,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1735,"z":2591},"history":"ในปี พ.ศ. 2453 อันเป็นปีแรกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงโยธาธิการจัดทำแบบเฉลิมสะพานสุดท้ายตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระราชบิดา พร้อมกันนั้นก็ทรงมีพระราชบัญชาให้เลือกที่ตั้งและออกแบบสะพาน ซึ่งจะสร้างเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบพระชนมพรรษา สำหรับ ร.ศ.130 (พ.ศ.2454) ในคราวเดียวกันด้วย เจ้าพระยายามราชซึ่งในขณะนั้นเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการได้ทูลเกล้าฯ เสนอแบบสะพานเจริญรัชซึ่งกำหนดสร้าง ณ ปากคลองตลาดและได้รับพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการได้ การก่อสร้างได้ดำเนินและเสร็จสิ้นลงจนกระทั่งได้มีพระราชพิธีเสด็จเปิดสะพานนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม ร.ศ.130 (พ.ศ.2454) พระราชทานนามว่า สะพานเจริญรัช 31 เป็นสะพานแรกในสะพานชุดที่ขึ้นต้นด้วย เจริญ","artCulture":"ตัวสะพานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะเด่นของสะพานนี้ คือ แปลนซึ่งมีขอบสะพานทั้งสองข้างเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมเช่นเดียวกันกับแปลนสะพานเฉลิมสวรรค์ 58 ลูกกรงสะพานประดิษฐ์เป็นลูกกรงปูนปั้นรูปเสือป่ายืนยึดพระขรรค์ ที่กึ่งกลางราวสะพานเป็นที่ประดิษฐานพระนามภิไธยย่อ ว.ป.ร. และชื่อสะพานซึ่งออกแบบได้งดงามมาก ที่ปลายราวสะพานทั้งสี่ด้านมีแป้นกลมประจุตัวเลข 31 อันเป็นจำนวนปีพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนั้น","present":"ได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5579","name":"สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 (รื้อถอน)","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"พระอาทิตย์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.760757,"lon":100.491867,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1401,"z":590},"history":"สะพานนี้เป็นสะพานชุด เฉลิม สะพานสุดท้าย โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้เป็นการล่วงหน้าเมื่อได้ทรงเสด็จสวรรคตไปแล้วเจ้าพระยายมราช เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชวินิจฉัยจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบสร้างขึ้น ณ ปากคลองโรงไหม (คลองคูเมืองเดิมในปัจจุบัน)ในชั้นต้นทรงพระราชทานนามว่า สะพานเฉลิมฤทธิ์ แต่ต่อมาทรงเปลี่ยนชื่อเป็น สะพานเฉลิมสวรรค์ 58 สะพานแห่งนี้ก่อสร้างเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ร.ศ. 131 (พ.ศ.2455) ใน พ.ศ. 2514 มีการสร้างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หน่วยราชการหลายฝ่ายมีมติว่า ไม่เป็นการสมควรที่จะปล่อยให้มีสะพานในพระปรมาภิไธยอยู่ใต้ทางลาดของสะพานใหม่ และจำเป็นต้องปรับปรุงพื้นที่บริเวณนี้รับการจราจรจากสะพานใหม่ด้วย ทางราชการจึงย้ายสะพานเฉลิมสวรรค์ 58 ไปสร้างเป็นสะพานข้ามคลองที่ถนนสายเอกในบริเวณสวนลุมพินี ส่วนบริเวณที่ตั้งเดิมนั้นปรับปรุงเป็นถนนลอดใต้เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ดังสภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน","artCulture":"สะพานเป็นแบบตะวันตกตัวสะพานเป็นรูปโค้งทั้งทางด้านรูปตั้งและแผนผัง เชิงสะพานด้านตะวันตกลาดเป็นท่าลงสู่แม่น้ำทั้งสองฝั่งคลอง พนักสะพานทั้งสองข้างทำเป็นลุกรงปูนปั้น ที่เชิงสะพานทั้งสองฝั่งทำเป็นเสาต้นคู่ทูนวงหรีดรูปไข่บรรจุพระนามาภิไธยย่อ ที่ฐานเสามีจารึกนามสะพานและรัตนโกสินทร์ศก 130 อันเป็นปีที่สร้าง","present":"ปัจจุบันบริเวณนี้หมดสภาพสะพานเนื่องจากมีการสร้างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และได้ย้ายบางส่วนของสะพานไปสร้างที่อื่น"},{"id":"fad-5599","name":"สำนักงานเขตพระนคร","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/206391339:exact","lat":13.764582,"lon":100.498843,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2154,"z":165},"history":"แต่เดิมพื้นที่ตั้งของสำนักงานเขตพระนครส่วนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านของมหาเสวกตรีพระยาอมเรศร์สมบัติ (ต่วน ศุขวณิช) ประมาณปี พ.ศ. 2457ต่อมาพ.ศ. 2487พระยาอมเรศร์สมบัติได้ขายบ้านให้กับนายฉวีโกมลกิติในปี พ.ศ. 2496นายฉวีโกมลกิติได้ขายต่อให้กับสถานเอกอัคราชทูตเวียดนามต่อมา พ.ศ. 2516 สถานเอกอัคราชทูตเวียดนามได้ขายให้กับกรุงเทพมหานคร และใช้สถานที่เป็นสำนักงานเขตพระนครสำหรับที่ดินและบ้านอีกส่วนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของพระยาบริรักษ์ราชาสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2465โดยได้รับพระราชทานเงินจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังจากที่บ้านเดิมของพระยาบริรักษ์ราชาถูกไฟไหม้","artCulture":"1. อาคารสำนักงานเขตพระนครเป็นอาคารตึก 3 ชั้นเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเสาคอนกรีตคานไม้อาคารยกพื้นสูงตอนล่างของผนังส่วนที่เป็นใต้ถุนเตี้ยทำเป็นผนังรับน้ำหนักเจาะช่องระบายอากาศเป็นลวดลายโครงหลังคาไม้ 2. เรือนไม้เป็นอาคารไม้สองชั้น ยกพื้นสูงเสาส่วนฐานอาคารเป็นคอนกรีตหลังคาทรงปั้นหยา","present":"1. อาคารสำนักงานเขตพระนครหรือบ้านของพระยาอมเรศร์สมบัติมีการดัดแปลงภายในอาคารเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสำนักงานภายในและภายนอกอาคารหลายจุดมีปัญหาเรื่องความชื้นโดยเห็นได้ชัดจากรอยน้ำซึมบนฝ้าเพดานส่วนภายนอกเห็นได้ว่าปูนฉาบผนังบางช่วงเริ่มเสื่อมสภาพ และกันสาดที่มีทวยคอนกรีตเสริมเหล็กคำยัน บางจุดปูนกระเทาะออกจนเห็นเหล็กเส้นด้านใน 2. อาคารเรือนไม้ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์"},{"id":"fad-5576","name":"อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนหน้าพระธาตุ - ราชินี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:node/1886961362:exact","lat":13.758211,"lon":100.493255,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1550,"z":873},"history":"อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ตั้งอยู่กึ่งกลางสนามสามเหลี่ยมทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง สนามสามเหลี่ยมนี้เคยเป็นสนามไชยของพระราชวังบวรสถานมงคลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อบรรจุอัฐิของทหารอาสาที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติราชการสงครามในสงครามโลกครั้งที่ 1อนุสาวรีย์นี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงออกแบบและหม่อมเจ้าประวิชชุมสายทรงสร้างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีบรรจุอัฐิทหารอาสาที่ฐานอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 24 กันยายนพ.ศ. 2462","artCulture":"ป็นเจดีย์ประยุกต์มาจากสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัยตัวอนุสาวรีย์เป็นหินขัดสีขาว ฐานปัทม์และเรือนธาตุย่อมุมกึ่งกลางเรือนธาตุเจาะลึกคล้ายช่องประตูจารึกอักษรสีดำกล่าวถึงสาเหตุที่ประเทศไทยต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1การเดินทางของทหารอาสาและนามผู้เสียชีวิตหน้าบันซุ้มประตูประดับลายปูนปั้นช่อดอกไม้กินรี และตัวเหราส่วนยอดของอนุสาวรีย์เป็นระฆังสลักรูปจักรมุมทั้งสี่มุมประดับปูนปั้นรูปจำลองอนุสาวรีย์ ฐานล่างลดหลั่น 3 ชั้นล้อมรอบด้วยเสาหินขัดทรงสี่เหลี่ยมหัวเม็ดเชื่อมต่อกันด้วยโซ่เหล็กสีดำเว้นเฉพาะทางขึ้น 4 ด้านรอบนอกเทพื้นคอนกรีตอีก 2 ชั้น","present":"ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี"},{"id":"fad-5568","name":"อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"ราชดำเนินกลาง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/178329973:exact","lat":13.756686,"lon":100.50184,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2478,"z":1042},"history":"อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียน ระหว่างถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนดินสอสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อพ.ศ. 2475สร้างในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาได้ 8 ปี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบอนุสาวรีย์โดยแฝงความหมายของการเปลี่ยน แปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2475 เข้าไว้ด้วยส่วนของภาพนูนสูงประดับฐานอนุสาวรีย์ฯ นั้นอาจารย์ศิลป์เป็นผู้ออกแบบเช่นกันแล้วให้ลูกศิษย์ช่วยกันปั้นดำเนินการก่อสร้างโดยกรมศิลปากรและทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ฯ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2483 ด้วยเหตุผลที่ว่าอนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญทั้งมวลถนนสายต่างๆที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมือง ก็นับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้ และเป็นการสนองพระราช ดำริของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะทำให้ถนนนี้เป็นที่เชิดชูยิ่งเนื่องด้วยถนนราชดำเนิน เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2442นอกจากจะใช้เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินระหว่างพระบรมมหา ราชวังกับพระราช วังดุสิตแล้วยังเพื่อความสวยงามและเป็นศรีสง่าของบ้านเมืองและเพื่อให้ประชาชนได้เดินเที่ยวพักผ่อน จึงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนราชดำเนินให้กว้างที่สุด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการและอธิบดีกรมสุขาภิบาลเป็นพนักงานจัดสร้างถนนราชดำเนิน ตลอดเส้นทางถนนราชดำเนินส่วนใหญ่มักจะเป็นสถานที่ราชการและตึกรามบ้านช่องแบบตะวันตกที่ทันสมัย อนุสาวรีย์นี้ ได้เป็นที่ศูนย์กลางในเหตุการณ์สำคัญทางเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยหลายครั้งหลายคราวเพราะทำเลที่ตั้งสะดวกคือตั้งอยู่กลางวงเวียน บนถนนราชดำเนินกลาง อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมผู้ชุมนุมเรียกร้องเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเมื่อครั้ง ตุลาวิปโยคในปี 2514และ 2519รวมทั้งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ถนนที่กว้างใหญ่ที่สุดสายนี้กลายเป็นเส้นทางที่กองทัพประชาชนนับล้านคนร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันด้วยจุดหมายเดียวกันเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้เป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์ ที่มา1.ชาตรี ประกิตนนทการ, คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475, กรุงเทพฯ มติชน, 2548.2. วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, ชีวิตและงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี, กรุงเทพฯSitca. 1987.3. วิชิต สุวรรณปรีชา, อนุสาวรีย์ของไทย เล่ม 3. กรุงเทพฯ อักษรบัณฑิต, 2530. 4.สิทธิเดช แสงหิรัญ โดย นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์","artCulture":"ตรงกลางป้อมอนุสาวรีย์ด้านบนสุดเป็นพานประดิษฐานรัฐธรรมนูญ นับเป็นพานทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย สูง 3 เมตร หนัก 4ตัน สื่อถึงอำนาจอธิปไตย ทั้ง 3ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการภายใต้รัฐธรรมนูญ สัญลักษณ์ของพานทองที่มีสมุดวางอยู่นี้จึงกลายมาเป็นเครื่องหมายของคำว่ารัฐธรรมนูญนับแต่นั้น ในงานสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยตั้งข้อสังเกตว่า สมุดลงพระนามบนพานทองนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นการแสดงอาการของไพร่ที่บังคับเอาอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน หาไม่แล้วสมุดนั้นจะต้องไม่มีพานอยู่ ทั้งนี้เพราะผู้ที่สูงศักดิ์กว่าไม่จำเป็นต้องมีพานถวายของ ในทางตรงกันข้าม ผู้น้อยพึงต้องมีพานยื่นถวายของแด่ ผู้สูงศักดิ์ ดังที่เราจะเห็นได้แทบจะทุกวันจากข่าวในพระราชสำนัก สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของอนุสาวรีย์ล้วนมีความหมายแฝงทั้งสิ้นเริ่มจาก ปีก ทั้ง 4ด้านที่หมายถึง ความรุ่งโรจน์ขนาดความสูงจากพื้น 24เมตร ภาพนูนต่ำบนฐานทั้ง 4 ของปีกแสดงให้เห็นถึงภาพเหตุการณ์และความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติการของคณะปฏิวัติป้อมกลางที่ตั้งพานรัฐธรรมนูญ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือนที่ 3ของปีนับตามปฏิทินเก่า คือ เดือนมิถุนายน ส่วน ปืนใหญ่โบราณ (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) รอบฐานอนุสาวรีย์จำนวน75กระบอก หมายถึงปี 2475ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกัน หมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ เช่นเดียวกับ พระขรรค์ 6เล่ม ซึ่งติดอยู่ที่บานประตูรอบป้อมกลางทั้ง 6 ด้าน หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร อันเป็นนโยบายในการปกครองประเทศ ประกอบ ด้วยความเสมอภาค เสรีภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา ความปลอดภัยและเอกราช ตรงส่วนชั้นฐานรองรับตัวอนุสาวรีย์ทำเป็นขั้นบันไดวงกลมซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆแต่ละมุมบริเวณปีกของอนุสาวรีย์จะมีปูนปั้นรูสัตว์คล้ายมังกรคายงูที่พ่นน้ำลงสู่อ่างเบื้องหน้า","present":"สภาพในปัจจุบันของอนุสาวรีย์โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างดีพอใช้เพราะได้รับการทาสีใหม่และตกแต่งภูมิทัศน์โดยรอบให้เป็นระเบียบและร่มรื่นด้วยกระถางไม้ดอกไม้ประดับที่ทางกรุงเทพมหานครจัดไว้ การบูรณะและทาสีครั้งใหม่ล่าสุดนั้นน่าจะตรงกับช่วงที่ภาครัฐจัดงานเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปีเมื่อปีพ.ศ. 2549 ป้อมกลางของอนุสาวรีย์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี รวมถึงลวดลายปูนปั้นประดับ แต่ฐานขั้นบันไดโดยรอบป้อม ตรงขั้นล่างสุดกระเบื้องปูพื้นแตกชำรุดเปิดเป็นช่องขนาดกว้างมองเห็นถึงภายใต้ฐานรากหลายจุดและยังไม่มีการซ่อมแซมปัญหาความชื้นพบไม่มากนัก มีรอยแตกร้าวบ้างเล็กน้อย ลายปูนปั้นประดับที่ใต้ฐานปีกของอนุสาวรีย์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะมีแค่เพียงรอยสกปรกของผู้ที่มาขีดเขียนข้อความเล่น"},{"id":"fad-34","name":"อนุสาวรีย์หมู","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนราชินี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:node/5820861955:exact","lat":13.749866,"lon":100.49621,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1870,"z":1801},"history":"อนุสาวรีย์หมู ในปีพ.ศ.2456 อันเป็นที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่6 ทรงมีพระชนมายุครบ50 พระชันษาบริบูรณ์บรรดาผู้ที่เกิดสหชาติ คือปีเดียวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถจึงคิดที่จะทำหีบพระศรีถวายแต่ได้มีพระราชเสาวนีย์ลงมาว่าไม่ทรงรับของถวายการนั้นจึงล้มไปสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จึงปรึกษากับพระยาพิพัฒน์โกษา (เศเลสติน ซาเวียร์) คิดจะปฏิบัติอะไรที่ไม่ฝ่าฝืนพระราชเสาวนีย์จึงตกลงกันร่วมสร้างอนุสาวรีย์รูปหมูอันเป็นปีนักษัตรของสมเด็จพระศรีพัชรินทร์ฯและทำก๊อกน้ำประปาสำหรับประชาชนทั้งนี้เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ต่อมาพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) รู้เข้าก็ขอร่วมด้วยจึงเป็นอันตกลงร่วมกันก่อสร้าง3คนเสร็จแล้วมีการทำบุญฉลองเมื่อถึงวันงานเฉลิมพระชนมพรรษาก็ส่งรูปถ่ายและทำหนังสือเซ็นชื่อสหชาติผู้ที่ร่วมทุนทำอนุสาวรีย์ขอถวายเป็นพระราชกุศล","artCulture":"1.อนุสาวรีย์หมู ลักษณะของอนุสาวรีย์ทำเป็นรูปหมูหล่อด้วยโลหะรมดำ ยืนอยู่บนเขาที่ฐานมีศิลาจารึกเป็นหินชนวนสีเทาจารึกคำถวายพระพรแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถต่อด้วยรายพระนามและรายนามของผู้ที่ร่วมลงทุนในการสร้างอนุสาวรีย์ถวายแต่เดิมมีก๊อกน้ำประปาติดอยู่กับเขาเพื่อให้เป็นทานแต่ภายหลังได้รื้อออก","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5588","name":"อาคารที่ทำการไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.743424,"lon":100.500117,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2291,"z":2517},"history":"","artCulture":"อาคารที่ทำการไฟฟ้าวัดราชบูรณะ","present":""},{"id":"fad-5603","name":"อาคารศรีเมือง (หัวมุมถนนอัษฎางค์ - บำรุงเมือง)","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.748344,"lon":100.496708,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1923,"z":1970},"history":"","artCulture":"ตึกแถวอาคารศรีเมือง","present":""},{"id":"fad-5609","name":"อาคารสถานที่ราชการสองข้างถนนราชดำเนินนอก","district":"พระนคร","subDistrict":"บ้านพานถม","road":"ถนนราชดำเนินนอก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.757299,"lon":100.506096,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2937,"z":974},"history":"อาคารสถานที่ราชการสองข้างถนนราชดำเนินนอกตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถึงสะพานมัฆวาฬรังสรรค์ เขตพระนครสร้างขึ้นในพ.ศ. 2495-2500ตามนโยบายรัฐนิยมของ จอมพลแปลกพิบูลสงคราม โดยนำเอกลักษณ์ของอาคารไทยมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกและวัสดุแบบใหม่เพื่อปลูกฝังความรู้สึกชาตินิยม","artCulture":"เป็นอาคารชั้น 3-4 ชั้นหลังคามุงกระเบื้องแผ่นเล็กเลียนแบบกระเบื้องไทย ตัวอาคารประกอบด้วยมุข 2-3 มุขตกแต่งกรอบหน้าบันด้วยคอนกรีตเป็นรูปเครื่องลำยองแบบไทยและติดตราสถานที่ราชการนั้น ๆปีกอาคารมีระเบียงผ่านหน้าห้องตลอดเสามุขและเสาอิงตามผนังตกแต่งหัวเสาประยุกต์จากกลีบบัวจงกล","present":"อาคารสถานที่ราชการริมถนนราชดำเนินนอกส่วนใหญ่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องลอนยกเว้นที่ทำการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มุงหลังคากระเบื้องแผ่นเล็กเลียนแบบกระเบื้องไทยคงเดิม"},{"id":"fad-5578","name":"อุทกทาน","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ราชดำเนินใน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1161155519:exact","lat":13.756301,"lon":100.49476,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1713,"z":1085},"history":"รูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผม ซึ่งประดิษฐานบริเวณเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ถือเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญของกรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ตามประวัติกล่าวว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 หรือสมเด็จพรบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 และ 7 ทรงมีพระราชดำริ ให้สร้างรูปแม่ธรณีบีบมวยผมขึ้น เพื่อแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์ให้ผู้คนทั่วไปเป็นสาธารณทานแก่ชาวกรุงเทพฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนม พรรษาครบ 50 พรรษาของพระองค์ เมื่อปี พ.ศ.2456 ลักษณะของอุทกทานนี้จัดทำเป็นรูปแม่ธรณีบีบมวยผมนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบรูปแม่ธรณี ส่วนพระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) เป็นผู้ออกแบบซุ้มเรือนแก้ว ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ เสนาบดีกระทรวงวัง นำร่างรูปนั้นไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง และที่สุดเจ้าพระยายมราชได้ขอแบบรูปจากเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์มาเริ่มลงมือกระทั่งแล้วเสร็จ และได้มีการประกอบพิธีเปิดในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2460 ที่มา1. น. ณ ปากน้ำ, ถาม-ตอบศิลปะไทย.2. ศิลปากร, กรม. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์, 2525. หน้า 456-457 จัดพิมพ์เนื่องในการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี.","artCulture":"อุทกทาน หรือ รูปนางพระธรณีบีบมวยผม ตั้งอยู่ที่สามเหลี่ยมบริเวณถนนราชดำเนินและถนนราชินีมาบรรจบกัน เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา มีลานกว้างซึ่งจัดเป็นสวนหย่อม ปลูกต้นไม้อยู่โดยรอบโดยรอบ องค์รูปปั้นนางพระธรณีในศาล หรือที่อุทกทานแห่งนี้นั้น หล่อด้วยโลหะ ลงรักปิดทอง ปลายมวยที่บีบนั้นวกมาด้านหน้า ตรงปลายเป็นท่อให้น้ำไหล โดยท่านจะนั่งประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว โดยลักษณะซุ้มเรือนแก้วนี้ ลักษณะเป็นซุ้มหน้านางสองชั้น ตั้งอยู่บนฐานสูง เปิดโปร่งทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้าซุ้มมีแท่นสำหรับตั้งหม้อรองรับน้ำจากปลายมวยผม","present":"เป็นศาสนสถานประเภทศาล ประดิษฐานพระแม่ธรณีบีบมวยผม เป็นพื้นที่เปิดโล่งให้ประชาชนเข้ามาสักการะบูชาได้สะดวก"},{"id":"fad-1","name":"เทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์)","district":"พระนคร","subDistrict":"เสาชิงช้า","road":"ถนนดินสอ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/629260929:prefix","lat":13.752384,"lon":100.500629,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2347,"z":1521},"history":"เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อวันพุธขึ้น4 ค่ำ เดือน5 พ.ศ. 2327 ในสมัยแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีเทวสถานสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประดิษฐานและบูชาเทพเจ้าองค์สำคัญ ส่วนการสร้างเสาชิงช้าเป็นคติในการทำให้บ้านเมืองมั่นคงแข็งแรง โดยทำพิธีตรียัมปวายและพิธีโล้ชิงช้าอันแสดงตำนานเทพเจ้าตอนสร้างโลก เมื่อทำพิธีเสร็จจึงถือว่าการสร้างพระนครได้สำเร็จลงโดยสมบูรณ์ แล้วจึงมีการประกอบพิธีบรมราชาภิเษกต่อไป ดังนั้นเทวสถานจึงถือเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากพราหมณ์เป็นผู้ปฏิบัติพระราชพิธีสำหรับองค์พระมหากษัตริย์และรัฐพิธี โดยให้ประกอบพิธีตรียัมปวาย, โล้ชิงช้าและพิธีปราบดาภิเษกเถลิงราชสมบัติ ฯลฯ พื้นที่ของเทวสถานมีกำแพงล้อมรอบด้านทิศตะวันออกซึ่งถือเป็นด้านหน้าหันออกสู่ถนนดินสอ และมีบางส่วนติดกับตึกแถวของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้านข้างทางทิศเหนือติดกับตรอกนานา ส่วนทางทิศใต้ติดกับตึกแถวบริเวณโค้งถนนบำรุงเมือง ด้านหลังของบริเวณทางทิศตะวันตกติดต่อกับตรอกโบสถ์พราหมณ์ซึ่งเป็นตรอกเล็กๆ เชื่อมระหว่างถนนบำรุงเมืองและตรอกนานา ที่มา1. กรมศิลปากร, กองโบราณคดี. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 (ประเภทศาสนสถาน).กรุงเทพฯ กรมศิลปากร, 314 หน้า, 2421.","artCulture":"พื้นที่ของเทวสถานมีกำแพงล้อมรอบ อาคารสถานในบริเวณเทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) มีทั้งหมด 3 หลัง ได้แก่ 1.สถานพระอิศวร (โบสถ์ใหญ่) แผนผังก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาทรงจั่วซ้อนชั้น และมีหลังคาปีกนกคลุมโดยรอบ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา และหางหงส์ประดับหลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ดหน้าบันด้านหน้าตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นรูปพระอิศวร พระอุมาและเครื่องมงคลรูปสังข์ กลศ กุมภ์อยู่ในวิมาน 2. สถานพระพิฆเนศวร (โบสถ์กลาง) รูปแบบศิลปกรรมกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย หลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ด ภายในไม่มีการตกแต่งใดๆ ส่วนท้ายของโบสถ์มีแท่นสี่เหลี่ยมสำหรับประดิษฐานพระพิฆเนศวรจำนวน5 องค์ ด้านหลังของสถานพระพิฆเนศวรยังมีหอเวทวิทยาคมเป็นสถานที่สำหรับพราหมณ์ประกอบพิธี 3. สถานพระนารายณ์ (โบสถ์ริม) ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเหมือนกับสถานพระพิฆเนศวร ส่วนท้ายของโบสถ์มีแท่นก่ออิฐถือปูนสำหรับประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์","present":"เทวสถาน(โบสถ์พราหมณ์)เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาสักการะได้ทุกวันแต่สำหรับโบสถ์อีกสองหลังได้แก่สถานพระพิฆเนศวร์(โบสถ์กลาง)และสถานพระนารายณ์(โบสถ์ริม)จะเปิดเฉพาะวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์โดยจะมีพราหมณ์อยู่ประจำเพื่อดูแลความเรียบร้อย"},{"id":"fad-3","name":"เสาชิงช้า","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"บำรุงเมือง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/178353988:exact","lat":13.751809,"lon":100.501278,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2417,"z":1585},"history":"ประวัติการสร้างเสาชิงช้าในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2327สูง 21.25 เมตร และเมื่อพ.ศ. 2361ในรัชกาลที่ 2ได้เกิดฟ้าผ่านลงมาบนยอดเสาชิงช้าจึงได้ทำพิธีแก้ไสยศาสตร์และซ่อมแซมเพื่อใช้ประกอบพิธี พ.ศ. 2463 ในรัชกาลที่ 6ไม้เสาชิงช้าผุเพราะตากแดดตาฝนมา 100 ปีกว่าแล้วจึงมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่โดยบริษัทหลุย ที เลียวโนเวนส์ซึ่งได้ทำการค้าไม้อยู่ในประเทศไทยมานานได้ศรัทธาบริจาคไม้ซุง โดยมีจารึกที่แผ่นโลหะที่เสาชิงช้าดังนี้ ไม้เสาชิงช้าคู่นี้กับเสาตะเกียบและทับหลังเมื่อถึงสงครามเปลี่ยนเสาเก่าบริษัทหลุย ที ลีโอโนเวนส์ จำกัด ซึ่งได้ทำการค้าไม้ได้ให้ไม้สร้างขึ้นใหม่นี้เพื่อเป็นที่ระลึกแด่ นายหลุย โทมัส ลีโอโนเวนส์ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปแล้วอันเป็นผู้ที่ได้เข้าไปตั้งเคหสถานอยู่ในประเทศสยามกว่า 50 ปีเสานี้ได้สร้างขึ้นเสร็จเมื่อ 16 เมษายน 2463 สำหรับบริษัทหลุย ที เลียวโนเวนส์ได้ใช้ตราเสาชิงช้าเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทจนกระทั่งบัดนี้ ในต้นปี พ.ศ. 2490 ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นเนื่องจากมีผู้จุดธูปไปกราบไหว้และปักไว้ธูปหล่นลงไปในร่องแตกและคุโขมงขึ้นจนรถดับเพลิงต้องมาดับรัฐบาลในชุดนั้นได้สั่งให้เลิกการแรกนาขวัญและการโล้ชิงช้าประชาชนพากันวิตกว่าเสาชิงช้าที่ไฟไหม้ครั้งนี้อาจถูกสั่งรื้อไปผลที่สุดทางรัฐได้มีคำสั่งมาทางเทศบาลนครกรุงเทพให้ยับยั้งการรื้อเสาชิงช้า เพราะขณะนี้บ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤตกาลข้าวยากหมากแพงหากจะรื้อลงประชาชนก็อาจลงความเห็นว่าเพราะการรื้อเสาชิงช้าเป็นต้นเหตุทางเทศบาลฯ จึงได้ทำการซ่อมให้ประทังไว้ได้โดยไม่ต้องรื้อ ต่อมาได้มีการซ่อมกระจังยอดเสาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2478เนื่องจากกระจังเดิมผุหัก ใน พ.ศ. 2513 กองก่อสร้างบำรุง 107เทศบาลนครกรุงเทพ ซึ่งได้รับอนุมัติให้ทำการทาสีและซ่อมเสาชิงช้า ได้รายงานว่าเสาไม้ที่เป็นตอใหญ่และเสาตะเกียบชำรุดมากทุกส่วน ข้างในเป็นโพรง มีตัวสัตว์เช่น ปลวก มอด ทำรังกัดกินไม้เสียหายเพียงถูกลมพัดและเอามือแตะเพียงเบา ๆ ก็มีการโยกไหวเข้าใจว่าโคนเสาขาดเกรงจะเกิดอันตรายหากหักล้มมาถูกประชาชนเมื่อรายงานถึงนายกเทศมนตรี จึงได้ประชุมปรึกษาและได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งให้พิจารณาถึงวิธีการที่จะต้องรื้อเสาเก่าลงและตั้งเสาใหม่ว่าจะปฎิบัติอย่างไรและจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาลในการจัดพิธี และการขออนุญาตจากกรมศิลปากร ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มีหนังสืออนุญาต เทศบาลนครกรุงเทพ ได้ทำโครงค้ำยันเสาชิงช้าที่ผุกร่อน และกั้นบริเวณกันมิให้คนเข้าไปในบริเวณนั้น ทางเทศบาลได้เริ่มทำการสืบเสาะหาไม้ในระหว่างนั้นมีผู้ให้ความเห็นต่าง ๆ กัน ให้ดำเนินการสร้างเสาชิงช้าคอนกรีตเสริมเหล็กเพิ่อความคงทนถาวรเทศบาลนครกรุงเทพได้ดำเนินการติดต่อไปยังกรมศิลปากรแต่ทางกรมศิลปากรไม่อนุญาต ขอให้เป็นไม้อย่างเดิมเหตุที่ต้องไปขออนุญาตก็เพราะเสาชิงช้าขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เทศบาลนครกรุงเทพเป็นเพียงผู้ดูแลรักษาเท่านั้น ในการนี้เทศบาลนครกรุงเทพ ติดต่อขอไม้ไปยังองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2515 นายกเทศมนตรีนครหลวงจึงได้ทำพิธีบอกกล่าวในการจะเชิญเสาชิงช้าลงเพื่อการซ่อมแซมในระหว่างที่ขนเสาไปโรงงานเพื่อเป็นตัวอย่างถากให้ถูกต้องบริเวณเสาชิงช้าโล่งผิดตาไป นับเป็นภาพที่หาดูได้ยาก เนื่องจากเสาชิงช้าตั้งตระหง่านในกรุงรัตนโกสินทร์นับเป็นร้อย ๆ ปี ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2515 เวลา 10.00 น.พล.ต. มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น เทศมนตรีรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี จึงทำพิธีชักสายสูตรยกเสาชิงช้าที่ซ่อมเสร็จขึ้นตามเดิม ในปลายปี พ.ศ. 2547 กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตกแต่งกรุงเทพและโบราณสถานสำคัญทั่วกรุงเทพ หนึ่งในนั้นคือ เสาชิงช้า ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ตรวจพบว่า มีสภาพทรุดโทรมตามอายุ เนื้อไม้ผุกร่อนชำรุดมากถึงขั้นวิกฤต ทั้งจากการกัดเซาะของน้ำฝนและแสงแดด มีปลวกและมอดเจาะไซหลายแห่ง อีกทั้งยังไม่เคยได้รับการซ่อมแซมอีกเลยนับตั้งแต่การบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2513 วันที่ 24ธันวาคม พ.ศ. 2549 นายอภิรักษ์โกษะโยธินผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและประชาชนได้ทำพิธีบวงสรวงเสาชิงช้าต้นใหม่ และรวมกันจับสายสูตรตั้งจิตอธิษฐานการติดตั้งเสาชิงช้า และนำมัวเม็ดทรงตัดสี่เหลี่ยมเพชรติดตั้งบนยอดเสาตะเกียบ 1 ต้น เป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ที่มา1. กรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ กรม, 2525.2. กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจโบราณสถานในกรุงรัตนโกสินทร์เล่ม 3.3. กรุงเทพมหานคร. เสาชิงช้า หนังสือที่ระลึกงานฉลองเสาชิงช้า สำนักพิมพ์ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด.กรุงเทพฯ 2550.","artCulture":"เสาชิงช้าตั้งอยู่บนฐานสูงรูปวงกลมตัวเสาเป็นไม้สูงใหญ่ยอดประดับไม้แผ่นฉลุลายที่ฐานของเสาทั้งสองข้าง มีเสาตะเกียบ ปลายเป็นรูปทรงมัณฑ์ขนาบข้างละ 2 ต้นต้นเสาสูงและเสาตะเกียบทาสีแดง แผ่นไม้ฉลุแกะสลักลายเครือเถา ดอกและใบเป็นลายพุดตานผสมใบเทศอยู่ในทรงกระจังอย่างที่ช่างโบราณเรียกว่า กระจังบัวกระจับ คล้ายกระจังธรรมาสน์โบราณ หันปลายตั้งขึ้นเป็นรูปซุ้มฆ้องปล่อยหัวท้ายของขื่อยาวพ้นเสาออกไปทั้งสองข้างพองาม แล้วติดทวยหูช้างอยู่ในแนวเส้นรับเส้นส่งที่เหมาะสมกลมกลืน ทวยหูช้างนี้ตัวลายประธาน ทำเป็นรูปคันทวยแบบธรรมดาแต่มีลวดลายเป็นเถาใบไม้แทนที่จะเป็นลำตัวนาค แล้วผูกลายเครือเถา","present":"ได้รับการดูแลรักษาให้คงสภาพดี"},{"id":"fad-15707","name":"โรงพิมพ์ศรีหงส์","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"ถนนสามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.765323,"lon":100.500025,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2282,"z":82},"history":"“โรงพิมพ์ศรีหงส์” มีผู้ก่อตั้งคือ “นายยิ้ม ศรีหงส์” ในพ.ศ. 2456 ได้เข้าเป็นครูช่างไม้ที่โรงเรียนประถมวัดสุทัศน์ ในระหว่างที่รับราชการยังมีธุรกิจส่วนตัวโดยเริ่มจากรับเป็นผู้ขายเลหลังของ มีการตั้งหน้าร้านขายเลหลังชื่อ “ร้านสรรพวัตถุเลหลัง” ตั้งอยู่หน้าตลาดวัดตึกในเวิ้งนาครเขษม เมื่อต้นปีพ.ศ. 2460 เริ่มจากการเป็นร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ สำหรับนักเรียน จากนั้นจึงตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ เพื่อรับทำการพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2464 ภายหลังขยายตัวขึ้นและใช้ชื่อว่า “โรงพิมพ์ศรีหงส์” กิจการเจริญขึ้นเป็นลำดับ จนมีผู้ทำการซื้อขายติดต่อทั่วทุกจังหวัดในสยาม(ภายหลังเแลี่ยนชื่อเป็น โรงพิมพ์ยิ้มศรี) นอกจากนี้นายยิ้มยังได้สนับสนุนให้ “หลวงภาณีสุนทรสาร” ผู้เป็นน้องชายจัดตั้ง “โรงพิมพ์ศรีหงส์” ในพ.ศ. 2472 หลวงภาณีสุนทรสาร (ใย ศรีหงส์) ได้กราบบังคมทูลลาออกจากราชการครูโรงเรียนนายร้อยทหารบก เพื่อมาประกอบอาชีพค้าขายและตั้งโรงพิมพ์ โดยเช่าที่ตึกแถวบริเวณริมถนนสามเสนใกล้ๆ กับวัดสามพระยาเป็นสถานที่ทำการ และคงใช้งานอาคารตึกแถวดังกล่าวเพื่อเป็นโรงพิมพ์เรื่อยมา","artCulture":"มีรูปแบบลักษณะอย่างตึกแถว (Shophouse) ที่ได้รับอิทธิพลงานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก (โคโรเนียล) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซียและสิงคโปร์ คล้ายกับตึกแถวที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างเช่น ตึกแถวริมถนนตะนาว ตึกแถวริมถนนเจริญกรุง เป็นต้น โครงสร้างอาคารเป็นแบบผนังรับน้ำหนัก (Wall Bering) ก่ออิฐฉาบปูน 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยา ปัจจุบันมุงกระเบื้องลอน ยังปรากฏผนังกันไฟกั้นทุก 3 คูหา ชายคาสั้น ด้านหน้าของอาคารชั้นที่ 2 มีหน้าต่าง 2 ชุด เป็นหน้าต่างบานเปิดคู่ลูกฟักไม้ทึบ มีกันสาดคลุมหน้าต่าง เหนือต่างขึ้นไปมีช่องระบายอากาศรูปวงกลม 2 ช่อง ซึ่งลักษณะดังกล่าวคล้ายกับการตกแต่งบริเวณชั้น 2 ของอาคารตึกแถวริมถนนตะนาว ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 104ง ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2543","present":"ปัจจุบันโรงพิมพ์ศรีหงส์ เปลี่ยนกิจการเป็นร้าน Maesalong Croissant (ครัวซอง แม่สลอง)"},{"id":"fad-5608","name":"โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (กองบัญชาการกองทัพบก)","district":"พระนคร","subDistrict":"บ้านพานถม","road":"ถนนราชดำเนินนอก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.761886,"lon":100.506911,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3025,"z":464},"history":"โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามีอาณาบริเวณ 2 แห่งคือบริเวณที่ตั้งกองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินนอกฝั่งซ้าย(หันหน้าสู่พระบรมรูปทรงม้า)ขึ้นกับเขตพระนครอีกแห่งหนึ่งอยู่เชิงสะพานมัฆวาฬรังสรรค์ ฝั่งขวาของถนนตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการเป็นที่ตั้งกองบังคับการส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าขึ้นกับเขตดุสิตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาโรงเรียนสอนวิชาการทหารที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2430และได้เปลี่ยนชื่อเมื่อกรมยุทธนาธิการได้สมทบโรงเรียนนายสิบเข้ามาเป็นโรงเรียนสอนวิชาทหารบกต่อมาเป็นโรงเรียนทหารบกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซื้อที่ดินของเอกชนและใช้ที่ดินของกระทรวงกลาโหมหลังวัดมกุฎกษัตริยารามด้านออกถนนราชดำเนินนอกสร้างเป็นโรงเรียนทหารบก หรือโรงเรียนนายร้อยและเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนวันที่ 26 ธ.ค. 2452เนื่องพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จกลับจากยุโรปมาประทับที่วังสราญรมย์ส่วนกระทรวงกลาโหมตั้งโรงเรียนเทคนิคทหารบกและใช้ที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยบางส่วนพ.ศ. 2491โรงเรียนเทคนิคทหารบกและโรงเรียนนายร้อยถูกรวมเข้าด้วยกันได้รับพระราชทานชื่อว่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า","artCulture":"1. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระบรมรูปแค่พระอุระขนาดเท่าครึ่งพระองค์จริง หล่อด้วยสำริดรมดำฉลองพระองค์จอมทัพบกกประดิษฐานบนแท่นหินอ่อนย่อมุมยอดเป็นรูปดอกบัวด้านหน้าแท่นแต่งเป็นรูปผ้าทิพย์จารึกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานก่นักเรียนโรงเรียนนายร้อยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2452มีฐานบัวรองรับแท่นมีปีกแยกออกด้านข้างและด้านหลังตั้งพุ่มสักการะสำริดมีฐานแปดเหลี่ยมรองรับฐานบัว 2. อาคารกองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าสร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรปยุคหลัง เป็นตึกยาว 2 ชั้น เฉพาะมุขกลางมี 3 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าวมุขกลางหน้าบันรูปจั่วบ้านแบบโรมัน ตกแต่งด้วยลายเครือเถาบริเวณมุขชั้นสามเป็นระเบียงลูกกรง ซุ้มประตูโค้งกลม ประดับปูนปั้นลายเครือเถา 3. ตึกสรรพาวุธเป็นตึกาว 2 ชั้น มีมุขกลาง 3 ชั้น2 ชั้น ไม่มีมุขอาคาร4. ป้อม ประตู และแนวรั้ว- ป้อม เป็นป้อมทรงสี่เหลี่ยมใต้ลูกป้อมแต่งลายปูนปั้น- เสาประตูมีขนาดใหญ่ ทรงสี่เหลี่ยมยอดก่อเป็นลูกป้อม- ประตูเหล็กตัดโปร่ง กึ่งกลางเป็นตราโรงเรียน-แนวรั้วตอนล่างก่อทึบตอนบนเป็นเหล็กดัดรั้วโปร่งเป็นแนวยาว 5. อาคารกองบังคับการส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่อเป็นอาคารตรีมุขมุขสูง 3 ชั้น 6. อาคารกองกฎหมายและสังคมศาสตร์ เป็นอาคาร 2 ชั้น มีมุขปลายอาคารทั้ง 2 ข้าง 7. อาคารกองวิชาการอักษรศาสตร์และคณิตศาสตร์ เป็นอาคาร 2 ชั้น มีมุขปลายอาคารทั้ง 2 ข้าง","present":"ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี"},{"id":"fad-5383","name":"โรงเรียนราชินี","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"มหาราช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ98ง","date":"22/9/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/20583464:exact","lat":13.742639,"lon":100.493775,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":1607,"z":2604},"history":"อาคารสุนันทาลัย เป็นอนุสรณ์สถานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องแสดงความอาลัยรักถึงพระมเหสี คือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวีซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งล่มพร้อมพระราชธิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์พระชันษา 3 พรรษาและเจ้าฟ้าในพระครรภ์ที่ตำบลบางพูดอำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรีในคราวโดยเสด็จพระราชดำเนินประพาสบางปะอินเมื่อวันที่31 พฤษภาคมพ.ศ.2423 อนุสรณ์แห่งนี้ รัชกาลที่ 5โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพื้นที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของป้อมบางกอกฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ตรงข้ามกับป้อมวิชัยประสิทธิหรือป้อมวิชาเยนทร์ต่อมามีการรื้อป้อมบางกอกฝั่งตะวันออกในรัชสมัยพระเพทราชาเหลือแต่ป้อมวิชาเยนทร์ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมรอบกำแพงพระนครและในพื้นที่ที่เป็นโรงเรียนราชินีในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของป้อมมหาฤกษ์ซึ่งเป็น 1 ในจำนวน 14 ของป้อมที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันรักษาพระนคร ป้อมมหาฤกษ์ถูกรื้อในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อรวมพื้นที่เดิมบริเวณป้อมที่มีการสร้างวังเจ้านาย และบ้านเรือนของข้าราชการเพื่อสร้างโรงสกูลสุนันทาลัย โรงสกูลสุนันทาลัย หรือที่เรียกกันสมัยแรกตั้งว่า โรงสุนันทาลัย ตั้งขึ้นเพื่ออุทิศต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และให้ตึกแห่งนี้เป็นที่บำรุงสาธารณศึกษาธิการ อาคารสุนันทาลัยเริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ. 2423 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาก่อฤกษ์สถานศึกษาที่จะสร้างเป็นอนุสรณ์สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เมื่อวันที่3มีนาคม พ.ศ. 2423 โรงเรียนสตรีสุนันทาลัยได้ดำเนินกิจการมาจนกระทั่งพ.ศ.2443เนื่องด้วยนักเรียนมีน้อยและสถานที่ทรุดโทรมจึงต้องหยุดกิจการลงแต่ในช่วงต่อมาตัวอาคารยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการสำคัญจนกระทั่งท้ายสุดเมื่อกิจการโรงเรียนราชินี ซึ่งสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 เป็นองค์ผู้พระราชทานกำเนิดได้ขยายกิจการมากขึ้น ห้องเรียนไม่เพียงพอ สมเด็จพระศรีพัชรินฯ ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตย้ายโรงเรียนราชินีจากตึกแถวมุมถนนอัษฎางค์มาอยู่ที่โรงเรียนสุนันทาลัยและในพ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โรงเรียนราชินีย้ายมาตั้งอยู่ใช้สถานที่สุนันทาลัย ตั้งแต่นั้นมาโรงเรียนสุนันทาลัยที่สมัยแรกตั้งเรียกว่า โรงสกูลสุนันทาลัย ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อโรงเรียนราชินีจนถึงปัจจุบันนี้ ปัจจุบันทางโรงเรียนราชินี ได้ใช้ตึกสุนันทาลัยจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์วิวัฒนาการโรงเรียนราชินีซึ่งเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ภายในจะเก็บรักษาเครื่องเรือนโบราณของทางโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนจัดทำขึ้นใช้เองในสมัยก่อนและที่ได้รับพระราชทานมาจากวังเจ้านายเมื่อสิ้นพระชนม์ ที่มา1. กนกวลี ชูชัยชนะ. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม. กรุงเทพฯ ราชบัณฑิตยสถาน,2544.2. กองบรรณาธิการ. อนุสรณ์สถานแห่งความอาลัยรักอันสุดซึ้ง ตึกสุนันทาลัย ชายคา. (ปีที่ 9 ฉบับที่ 78, กันยายน 2540.)3. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี,ม.ร.ว. มรดกสถาปัตยกรรมกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, 2537.4. ผุสดี ทิมทัส. ช่างฝรั่งในกรุงสยาม. กรุงเทพฯ โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.5. พัชนี จันทรสาขาและคณะ. การอนุรักษ์พระราชวังมรดกสำคัญของชาติ. กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการศึกษา ศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม, 2545.6. โรงเรียนราชินี. ราชินี 84 ปี. กรุงเทพ ฯ โรงพิมพ์พิฆเนศ. 2531.7. โรงเรียนราชินี. อนุสาสน์ 80 ปี ราชินี. กรุงเทพ ฯ ม.ป.ท., 2527.8. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ มติชน, 2546.9. ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. พระนางเรือล่มสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ศิลปวัฒนธรรม. (ปีที่ 15 ฉบับที่ 12,ตุลาคม 2537) หน้า 147 – 150.","artCulture":"โรงเรียนสุนันทาลัย เมื่อแรกสร้างมีอาคาร2หลังอาคารที่ทางศิลปะสถาปัตยกรรมสร้างทั้ง 2 หลังมีลักษณะรูปแบบเดียวกัน เป็นอาคารอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบศิลปะนีโอ – คลาสสิก ตึกสุนันทาลัย เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น ระเบียงทางเดินทำเป็นช่องโค้ง ด้านหน้าของอาคารทำเป็นมุขสี่เหลี่ยมยื่นออกมามีประตูโค้งที่รับกับระเบียงของมุขที่ทำเป็นระเบียงเล็กรูปโค้ง มีเสาอิง คั่นด้วยช่องหน้าต่างที่ประดับประติมากรรมปูนปั้น เหนือขึ้นไปเป็นหน้าจั่ว ตัวอาคารยังมีการประดับด้วยลูกกรงมะหวด และหัวเสาแบบโรมัน บันไดทางขึ้นมี 3 ทางเรียกว่า Portico มีลักษณะนิยมในสมัยนีโอ – คลาสสิก ส่วนบันไดไม้ด้านหลังที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นการต่อเติมในภายหลัง การทำบันไดไว้ภายนอกในศิลปะนีโอ – คลาสสิค ในประเทศทางตะวันตกไม่ค่อยจะมีปรากฏ แต่ในประเทศไทยช่วงเวลานั้นคงจะยึดถือคติความเชื่อว่า บันไดขึ้นจากใต้ถุนเป็นอัปมงคลจึงไม่นิยมทำบันไดทางขึ้นจากภายในอาคารซึ่งคติความเชื่อดังกล่าวก็ได้ถูกยกเลิกไป หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้อง อาคารหลังนี้ไม่มีกันสาด นอกจากส่วนนี้ยังมีรูปแบบการตกแต่งภายในส่วนต่างๆ ดังนี้ 1. การตกแต่งภายนอกอาคารลักษณะเด่นของอาคารนี้คือ การยกมุขด้านหน้าให้เป็นจุดสำคัญของอาคารเรียกว่ามงกุฎ (crown) โดยก่อเป็นผนังขนาดใหญ่ให้สูงกว่าความสูงของหลังคา ซึ่งรูปแบบเช่นนี้ในสมัยรัชกาลที่5นอกจากตึกสุนันทาลัย โรงเรียนราชินีแล้วอาคารลักษณะรูปแบบนี้ยังพบได้ที่ตึกเสาวภาคย์(อาคารรุ่นแรกในโรงพยาบาลศิริราช) 2. การตกแต่งภายในอาคารชั้นล่างของอาคารผนังเรียบไม่มีลวดลายมีช่องหน้าต่างวงโค้งในแต่ละช่องเสาตลอดแนวผนัง ที่บานหน้าต่างและประตูแกะลายนูนเป็นลายสามเหลี่ยมขนาดต่างๆกัน ภายในของชั้นบนของอาคาร ผนังไม่มีลวดลาย หัวเสาเป็นเสาแบบดอริกแต่ตัวเสาหลักจะเซาะเป็นร่อง (Flute) ส่วนตัวเสาที่ซุ้มประตูหน้าต่างจะขุดเป็นช่องยาวตลอดช่วงเสาและมีลวดลายปูนปั้นประดับ ใต้โค้งประตูระหว่างห้องโถงกับห้องมุขจะแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมภายในบรรจุปูนปั้นรูปดอกไม้ในกรอบวงกลมและเน้นความสำคัญด้วยการทาสีเขียว","present":"อาคารสุนันทาลัยได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างอย่างภายในอาคารชั้นล่างที่ใช้เป็นโรงอาหารมีการเสริมคานและเสากลางอาคารเพิ่มเติมเพื่อรับน้ำหนักของพื้นชั้นบน ส่วนห้องใต้มุขในปัจจุบันใช้เป็นห้องเรียนดนตรีไทย ในส่วนชั้นบนพื้นกระเบื้องที่ระเบียงทางเดินเปลี่ยนจากกระเบื้องของเก่าเป็นกระเบื้องสมัยใหม่ส่วนกระเบื้องเก่านำไปซ่อมแซมกระเบื้องภายในห้องที่แตกหักชำรุดเสียหาย ชานเฉลียงที่เป็นไม้ด้านหลังอาคารเป็นส่วนที่ต่อเติมภายหลังมีบันไดไม้ขึ้นทางด้านหลังปัจจุบันใช้เป็นที่รับประทาน อาคารและฝ้าเพดานของส่วนที่นี้ก็เริ่มมีปัญหาสีหลุดลอก"},{"id":"fad-26","name":"โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"ถนนตรีเพชร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"104","part":"18","date":"1/2/1987","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/349647339:exact","lat":13.742867,"lon":100.497977,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2060,"z":2579},"history":"บริเวณโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แต่เดิมเป็นวัง เรียกว่า วังถนนจักรเพชร วังนี้แต่เดิมทีเป็นที่บ้านเจ้าจอมมารดาน้อยระนาดในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยต่อมากรมพระเทเวศร์วัชรินทร์พระโอรสได้ทรงรับมรดกจึงได้สร้างวังขึ้นกรมพระเทเวศร์เสด็จประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ.2419 ในรัชกาลที่ 5หม่อมเจ้าที่เป็นเชื้อสายได้อยู่ต่อมาจนเมื่อมีการปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญขึ้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงซื้อที่วังสร้างตึกแถวและทำโรงเรียนและพระราชทานเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดราชบูรณะราชวรวิหาร ปัจจุบันอาคารที่สร้างในยุคแรกของโรงเรียนสวนกุหลาบเหลืออยู่เพียงหลังเดียวคืออาคาร2 ชั้นริมถนนตรีเพชรอาคารหลังนี้ได้รับการซ่อมแซมตามความจำเป็นแต่ก็ยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้การต่อเติมครั้งสำคัญคือเมื่อปี พ.ศ.2474 ได้ต่อตัวตึกทางด้านทิศเหนือยาวออกไปอีก4 ห้องจนเกือบจรดเขตวิทยาลัยเพาะช่างในระหว่างสงครามโลกครั้งที่2 อาคารถูกระเบิดเสียหายบางส่วนได้ซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมนอกจากนั้นก็มีการซ่อมแซมเล็กน้อยแต่ก็ยังรักษารูปทรงทางสถาปัตยกรรมเอาไว้","artCulture":"สถาปัตยกรรมแบบยุโรป สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 1.อาคาร2 ชั้นอาคารหลังนี้มีมุขเล็ก ๆ 3 มุข ทางด้านหัวถนนตรีเพชร ซุ้มหน้าบันโค้ง ประดับลายปูนปั้น ภายในอาคารกั้นเป็นห้อง ๆ ทั้งสองชั้นโดยหน้าต่างอยู่ด้านถนนตรีเพชร ประตูห้องเปิดสู่ระเบียงด้านในซึ่งยาวตลอดอาคารทั้งชั้นบนและชั้นล่าง เฉพาะชั้นบนด้านริมถนนเดิมเป็นห้องสลับระเบียง ภายหลังปิดกั้นระเบียงบางตอนเป็นห้องเพิ่มขึ้นน ซุ้มระเบียงก่อปูนเป็นรูปโค้ง ลูกกรงระเบียงชั้นบนหล่อซิเมนต์ ส่วนชั้นล่างเป็นระเบียงไม้ลวดลายเรขาคณิต เสาระเบียงด้านในติดตั้งหลอดไฟแก้วรูปเทียน ประตูหน้าต่างตกแต่งปูนเป็นลวดลาย หน้าต่างชั้นบนแต่งกรอบบนเป็นรูปโค้ง ส่วนหน้าต่างชั้นล่าง บานที่ตรงกับหน้าต่างชั้นบนจะแต่งกรอบเป็นเส้นตรง ส่วนบานที่ตรงกับระเบียงชั้นบนตกแต่งกรอบบนเป็นซุ้มโค้ง จากระเบียงชั้นสองด้านใกล้วิทยาลัยเพาะช่างมีสะพานเชื่อมกับตึกอำนวยการซึ่งอยู่ด้านใน ผนังด้านนอกของอาคารยาวหลังนี้เป็นเสมือนแนวรั้วของโรงเรียนทางด้านถนนตรีเพชรด้วย โดยมีช่องเข้าออกระหว่างอาคารเดิมและส่วนที่ต่อเติมออกไปทางเหนือ ปากทางก่อซุ้มรูปโค้งกลม ภายในประดับเสาขนาดใหญ่ หลังคาอาคารตอนนี้ตกแต่งจั่วปูนด้วยประติมากรรมนูนต่ำรูปตราโรงเรียนจารึกอักษร โรงเรียนหลวงสวนกุหลาบ สุดอาคารด้านใต้เป็นแนวกำแพงโค้งไปตามมุมถนนจักรเพชร ลักษณะกำแพงเป็นแบบเดียวกับกำแพงวัดราชบุรณราชวรวิหาร คือเป็นรั้วปูนทึบตอนล่าง ตอนบนเป็นลูกกรงโปร่ง หัวเสาติดตั้งรูปจำลองอาคารแบบวัดไทย","present":"รากฐานและโครงอาคารอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมบางส่วนของอาคารได้รับการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม"},{"id":"fad-12338","name":"ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ถนนพญาไท","road":"พญาไท","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"138","part":"ตอนพิเศษ 10 ง","date":"13/1/2021","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.755509,"lon":100.533823,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1597,"z":2093},"history":"ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์แต่เดิมนั้นคือบ้านของ ศาสตราจารย์พันโทหลวงชัยอัศวรักษ์ (ไชย แสง – ชูโต) ศาสตราจารย์ พ.ท.หลวงชัยอัศวรักษ์เคยดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์และสัตว์พาหนะ กระทรวงเกษตราธิการ เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖","artCulture":"ตัวอาคารตั้งหันหน้าออกสู่ถนนพญาไท ความพิเศษของอาคารหลังนี้ คือ มีผังอาคารคล้ายเกือกม้ารูปสามเหลี่ยมตัดมุม ๙๐ องศา ซึ่งลักษณะผังอาคารดังกล่าวนี้มีความแปลกใหม่และค่อนข้างแตกต่างไปจากผังอาคารโดยทั่วไป จากบ้านที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องลอน ที่บริเวณหน้าจั่วประดับด้วยปูนปั้นวงรีภายในมีรูปนูนต่ำเป็นรูปบุคคลจูงม้า น่าจะหมายถึงความผูกพันของเจ้าของบ้านเดิมที่ท่านชอบเลี้ยงม้า หรืออาจหมายถึงราชทินนามของท่าน เหนือบานประตูชั้นล่างประดับด้วยลายเรขาคณิต มีระเบียงขนาดเล็กยื่นออกมาเล็กน้อยที่ชั้นสอง บริเวณพื้นที่ด้านหน้าของตัวบ้านในแนวเฉียงมีการจัดสวนหย่อม ตั้งน้ำพุอยู่กลางสวน มีรั้วระเบียงกั้นโดยรอบ เดิมมีผังเป็นรูปคล้ายเกือกม้าต่อมาสมัยหลังได้สร้างต่อเติมพื้นที่ใช้งานบริเวณด้านหลังอาคารจนเต็มพื้นที่","present":""},{"id":"fad-5626","name":"ธนาคารไทยพาณิชย์ (สาขาถนนเพชรบุรี)","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ถนนเพชรบุรี","road":"เพชรบุรี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.750883,"lon":100.536525,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1888,"z":2607},"history":"ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพชรบุรี เดิมเป็นบ้านของมหาอำมาตย์โท พระยามหินทรเดชานุวัตน์ (ใหญ่ ศยามานนท์) สร้างชึ้นราวปีพ.ศ.2473 - 2474 เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยที่บริเวณถนนเพชรบุรี หลังจากที่ทราบว่าจะต้องมารับราชการที่กรุงเทพฯ อาคารหลังนี้ออกแบบและก่อสร้างโดยนายสมัยและนายจินเฮง หลังจากพระยามหินทรเดชานุวัตน์ถึงแก่อนิจกรรม อาคารหลังนี้ก็เป็นมรดกตกทอดไปสู่ลูกหลานก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่กับธนาคารไทยพาณิชย์เมื่อพ.ศ.2514","artCulture":"อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพชรบุรี เป็นอาคาร 2 ชั้น มีห้องใต้หลังคาอยู่ด้านบน หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว ลักษณะพิเศษของอาคารหลังนี้คือ มุกหน้าสองฝั่งมีลักษณะไม่เหมือนกัน ปีกฝั่งตะวันตกผนังทำเป็นหลายเหลี่ยม บนสุดมีระเบียงล้อมปิดส่วนของหน้าจั่ว ส่วนปีกฝั่งตะวันออกของอาคารเป็นอาคารคลุมหลังคาปั้นหยา และบริเวณกลางหลังคาเรือนประธานหน้าบันจำลอง ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ปรากฏในลักษณะอาคารก่อนหน้า ตัวอาคาร ผนังแต่ละช่วงเสาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนบนสุดเหนือบานหน้าต่างทำเป็นกันสาดแผ่นเรียบบังแดดบังฝน ส่วนกลางเป็นบานหน้าต่าง บานหน้าต่างบริเวณมุขหน้าเป็นบานเหลี่ยม ส่วนบานหน้าต่างบริเวณอาคารประธานเป็นหน้าต่างซุ้มโค้ง ส่วนล่างถัดลงมาจากบานหน้าต่าง สำหรับมุขยื่นทั้งสองข้างชั้นบนเป็นผนังพื้นผิวขรุขระ ชั้นล่างเป็นผนังเรียบ มีลวดลายตกแต่งที่ขอบล่างของบานหน้าต่าง ส่วนตัวเรือนตรงกลาง ชั้นบนมีการแบ่งผนังใต้บานหน้าต่างเป็นช่องๆ มีระเบียงยื่นออกมาตรงส่วนกลางของอาคาร หน้าระเบียงติดตราครุฑพ่าห์ ส่วนชั้นล่างเว้นพื้นที่หลังจากขั้นบันไดเข้าไปในอาคารเล็กน้อย เป็นส่วนโถงทางเข้า มีการประดับลายฉลุไม้บริเวณระหว่างเสาโถงด้านหน้าอาคาร","present":""},{"id":"fad-10364","name":"บ้านอ่องแสงคุณ (กรมการพลังงานทหาร)","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ถนนเพชรบุรี","road":"เพชรบุรี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"139","part":"ตอนพิเศษ 48 ง","date":"26/2/2022","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.751849,"lon":100.533734,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1587,"z":2500},"history":"อาคารที่ทำการ กรมการพลังงานทหาร เดิมชื่อ บ้านอ่องแสงคุณ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๓ ชั้นที่มีจุดเด่นคือทาสีชมพู ซึ่งว่ากันว่าเป็นสีที่โปรดปรานของเจ้าของบ้านและมีหอคอยตึกโดมอยู่ด้านหน้า บ้างเรียกชื่อว่า “บ้านสีชมพู” ก็มี สร้างเมื่อราวปีพ.ศ. ๒๔๖๗ บนพื้นที่ราว ๒ ไร่เศษ ริมถนนเพชรบุรี ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป แบบเรเนอซองส์ (Renaissance) และแบบรอคโคโค (Rococo) บ้านอ่องแสงคุณเดิมเป็นบ้านของคหบดีไทยเชื้อสายจีน คือ นายเบี๋ยนและนางลูกจันทร์ อ่องแสงคุณ ได้เริ่มสร้างบ้านหลังนี้ในปีพ.ศ. ๒๔๖๗ โดยมีพระยาปริมาณสินสมรรถซึ่งเป็นน้องเขยเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปีพ.ศ. ๒๔๖๘ รั้วหน้าบ้านเป็นกำแพงคอนกรีต ในปีพ.ศ. ๒๔๗๑ หลังจากที่นายเบี๋ยนได้ถึงแก่กรรม ได้ขายบ้านและที่ดินให้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๙๒ บ้านอ่องแสงคุณได้อยู่ในความครอบครองของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในฐานะผู้รับมรดกหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต จากนั้นในปีพ.ศ. ๒๔๙๘ได้ทรงขายบ้านอ่องแสงคุณพร้อมที่ดินให้กับกระทรวงการคลัง และกระทรวงกลาโหม (โดยกรมการพ","artCulture":"1. บ้านอ่องแสงคุณ ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น รวมหอคอยสูง ๓ ชั้น ก่อสร้างตามแบบตะวันตก มีความโดดเด่นที่หอคอยตึกโดมซึ่งมีห้องใต้หลังคาอยู่ชั้นบนสุดที่ด้านหน้า เดิมบ้านทาสีชมพู ซึ่งว่ากันว่าเป็นสีที่โปรดปรานของเจ้าของบ้าน บ้างเรียกชื่อว่า “บ้านสีชมพู” ก็มี แผนผังอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ชั้นบนกับชั้นล่างตรงกัน มีผนังล้อมรอบตรงขึ้นไปตลอดถึงชั้นบน วางตัวตามแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตกโครงสร้างหลังคาเป็นไม้ รูปแบบหลังคามนิลาผสมปั้นหยาและหลังคาจั่วปาดมุม มุงกระเบื้อง ชายคายื่นไม่มากนัก การก่อสร้างอาคารได้รับอิทธิพลจากสถาปัตย กรรมตะวันตกแบบเรเนอซองส์และรอคโคโคซึ่งได้รับความนิยมในช่วงนั้น ความโดดเด่นของอาคารหลังนี้อยู่ที่หอคอยตึกโดมตรงกลางด้านหน้า","present":"อาคารที่ทำการ กรมการพลังงานทหาร (บ้านอ่องแสงคุณ) อยู่ในสภาพค่อนข้างดี ได้รับการบูรณะและดูแลรักษาสม่ำเสมอเป็นอย่างดีมาตลอด โดยมีข้อมูลการซ่อมแซมอาคารครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๑ บริเวณ ชั้น ๑, ๒ ของบ้านอ่องแสงคุณใช้เป็นที่ทำการของสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีห้องประชุมและห้องทำงาน โดยใช้เป็นสถานที่รับรองและที่ประชุมของสมาคมตามวาระต่าง ๆ ที่ชั้น ๓ เป็นส่วนของห้องพระและห้องเล็กด้านข้างไว้รูปนายเบี๋ยนและภรรยา อดีตเจ้าของบ้าน"},{"id":"fad-5627","name":"วัดพระยายัง","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ถนนเพชรบุรี","road":"พระราม 6 ซอย 17","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.752315,"lon":100.521285,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":243,"z":2448},"history":"วัดพระยายังตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนพระราม 6 ตัดใหม่ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต วัดพระยายังสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณ พ.ศ. 2390 ผู้สร้างคือ พระยามหานิเวศนานุรักษ์ (ยัง รักตะประจิตต์) ท่านเป็นคุณตาของพระพี่นางเธอ พระองค์เจ้าวรลักษณาวดีในเจ้าจอมมารดาสุต รัชกาลที่ 5 เมื่อได้สร้างวัดขึ้นมาแล้วชาวบ้านจึงได้เรียกนามวัดตามนามเดิมของผู้สร้างว่า วัดพระยายัง วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2394","artCulture":"อุโบสถ ห้องสมุดพระยาวัง หอระฆัง ศุตาทิศนศาลาเจดีย์","present":"วัดราษฎร์"},{"id":"fad-5630","name":"วัดอภัยทายาราม (วัดมะกอก)","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ทุ่งพญาไท","road":"ซอยราชวิถี 18 ถนนราชวิถี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.76798,"lon":100.536026,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1835,"z":707},"history":"วัดอภัยทายารามตั้งอยู่เลขที่ 15ซอยราชวิถี 18ถนนราชวิถีแขวงทุ่งพญาไทเขตราชเทวีกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับคลองสามเสนทิศใต้ติดต่อกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าทิศตะวันออกติดต่อกับชุมชนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทิศตะวันตกติดต่อกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มริมคลองสามเสน วัดอภัยทายารามหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดมะกอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2340ผู้สร้างวัดคือ สมเด็จพระขัตติยภาคีกรมขุนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2344 ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาใน พ.ศ. 2344 โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จมาเป็นประธานในพิธี","artCulture":"1. อุโบสถหลังเก่า 2. อุโบสถหลังใหม่หลังคา 2 ชั้น มีระเบียงหน้าหลังช่อฟ้าใบระกาเป็นไม้หน้าบันประดับกระจกสีบานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ 3. ศาลาการเปรียญอาคารคอนกรีต 2 ชั้น หลังคาลอย 2 ตอนมีช่อฟ้าใบระกา","present":"เป็นวัดราษฎร์"},{"id":"fad-5631","name":"อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ทุ่งพญาไท","road":"ถนนราชวิถี-พญาไท-พหลโยธิน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.764938,"lon":100.538253,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":2075,"z":1045},"history":"อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน 59 นาย ที่ต่อสู้ในเหตุการณ์กรณีพิพาทกับอินโดจีนของฝรั่งเศสในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2484โดยมีหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เป็นผู้ออกแบบอนุสาวรีย์และจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485","artCulture":"สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับหินอ่อน มีรูปเป็นดาบปลายปืน 5 เล่มรวมกันมีรูปวีรชน 5 เหล่าประดิษฐานทั้ง 5 ด้านมีแผ่นทองแดงจารึกพระนามและนามผู้เสียชีวิต และล้อมรั้วโดยรอบอนุสาวรีย์บริเวณรอบนอกทำเป็นถนนและทำเป็นวงเวียนขนาดใหญ่","present":"สภาพดี"},{"id":"fad-5629","name":"เรือนพระยาอุดม (ที่ทำการสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน)","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ทุ่งพญาไท","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.753851,"lon":100.531519,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1348,"z":2277},"history":"จากหลักฐานที่ปรากฏตึกก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตกได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปแบบบ้านพักอาศัยยังคงความนิยมในการสร้างบ้านเรือน จึงมีทั้งที่สร้างด้วยไม้และสร้างเป็นตึกก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตกบ้านนพระยาอุดม (ที่ทำการสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน) ตัวอาคารจึงสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมของตะวันตก ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในบริเวณที่บริษัทยูไนเต็ดคอม มูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด เช่าเป็นที่อยู่อาศัยจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตัวอาคารหันหน้าออกสู่ถนนภายนอกคือ ถนนราชเทวี ด้านหน้าสุดริมถนนเป็นอาคารพาณิชย์ ด้านข้างติดกับที่ดินเอกชน ด้านหลังติดกับพื้นที่ชุมชนและที่พักอาศัย","artCulture":"อาคาร 2 ชั้น เป็นอาคารแบบตะวันตกก่ออิฐถือปูนยกพื้นสูง ขนาดกว้างประมาณ13.40เมตร ยาว19.20เมตรสูง2 ชั้นวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ลักษณะโดยรวมภายนอกของอาคารแห่งนี้เหมือนกันกับตึกที่ได้รับอิทธิพลตะวัน ตกทั่วไปในสมัยดังกล่าวคือ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้วยมีห้องรูปสี่เหลี่ยมและหลายเหลี่ยมยื่นออกทางด้านข้างของอาคารทั้งสองด้าน ทำให้หลังคาทรงปั้นหยาผสมทรงมนิลามุงกระเบื้องว่าวเป็นแบบซับซ้อนตามไปด้วยลักษณะเด่นของตึกคือ มีจั่วรูปสามเหลี่ยมประดับทางด้านหน้าและด้านข้างของตัวตึก ซึ่งลายประดับบนหน้าจั่วสามเหลี่ยมด้านหน้านั้นเป็นลายปูนปั้นรูปดอกไม้แบบฝรั่ง","present":"ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี"},{"id":"fad-194","name":"โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า (วังพญาไท)","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ทุ่งพญาไท","road":"ราชวิถี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"96","part":"15","date":"6/2/1979","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/863465253:fuzzy","lat":13.768069,"lon":100.534318,"world":"bangkok-ratchathewi-java","block":{"x":1650,"z":697},"history":"วังพญาไทเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2452 เพื่อเป็นที่เสด็จประพาสและใช้เป็นที่ปลูกทดลองธัญพืชต่างๆ เพราะพระองค์มีความสนพระทัยในด้านกสิกรรม ต่อมาสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้เสด็จไปประทับ ณ ตำหนักพญาไท พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อนำพระญาติพระวงศ์ทำนาด้วยพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักและพระที่นั่งเพิ่มเติม ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้วสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้เสด็จมาประทับที่วังนี้จนตลอดพระชนมายุเมื่อวังนี้ว่างลงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประทับต่อมา และโปรดฯ ให้รื้อพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระบรมราชชนนีฯ ออกทั้งหมดยกเว้นท้องพระโรง แล้วโปรดฯ ให้สร้างพระราชมณเฑียรสถานขึ้นใหม่เป็นที่ประทับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับที่พระราชวังนี้เป็นครั้งคราวครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชวังพญาไทให้แก่กรมรถไฟหลวง ใช้พระราชวังบางส่วนเป็นโรงแรมชั้นพิเศษสำหรับเป็นที่พักแขกบ้านแขกเมืองจากต่างประเทศ โดยใช้ชื่อว่า โฮเต็ลพญาไท ต่อมาทางราชการได้ขอใช้พระที่นั่งไวยกูณฐ์เทพยสถานเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุชื่อ 7 PJ ของกรมไปรษณีย์โทรเลข ภายหลังเมื่อสถานีวิทยุกระจายเสียงย้ายไปขึ้นกับกรมโฆษณาการแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เป็นที่ตั้งของ กองเสนารักษ์ จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของกองทัพบก ต่อมาในปี พ.ศ.2489 จึงได้จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลทหารบกขึ้นตรงกับกรมแพทย์ทหารบกได้รับพระราชทานชื่อว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ เปิดบริการสำหรับทหารและประชาชนทั่วไปมาจนถึงปัจจุบันนี้","artCulture":"1.พระที่นั่งไวยกูณฐ์เทพยสถาน 2.พระที่นั่งพิมานจักรี 3.พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส 4.พระที่นั่งเทวราชสุภารมย์ 5.พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ สถาปัตยกรรมในวังพญาไทมีรูปแบบตะวันตกทั้งสิ้น อาคารส่วนใหญ่มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสร้างต่อเนื่องกัน อาคารที่สำคัญจะมีมุขหลายมุข แต่จะมีมุขที่สำคัญมุขหนึ่งยื่นออกมาจากตัวอาคารมากกว่ามุขอื่น บางหลังแผนผังมุขเป็นรูปกลม บางหลังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีหลังคาเป็นรูปหอคอยสูง มุงด้วยหินชนวน ตัวอย่างปรากฏที่พระที่นั่งพิมานจักรี และพระที่นั่งศรีสุทธนิวาส นอกจากนั้นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การเขียนภาพปูนเปียก (Fresco Secco) ที่บนเพดาน และผนังช่วงต่อระหว่างเพดานกับผนังภายในพระที่นั่งทั้ง 5 องค์ ต่างก็มีภาพเขียนแบบนี้ทั้งชั้นบนและชั้นล่างส่วนพระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ซึ่งสร้างขึ้นในระยะหลังมีลักษณะเด่นคือ เป็นอาคารที่เรียบง่ายมากกว่าพระที่นั่งองค์อื่นๆ หลังคามีความลาดชันน้อยกว่า ไม่มีการตกแต่งดดยการเขียนสีแต่เน้นด้วยประตูทางเข้าและเน้นด้วยบันไดขนาดใหญ่ กลางห้องมีลูกกรงเหล็กหล่อคล้ายกับลายแบบ อาร์ตนูโว (Art Nouveau) นอกจากนั้นยังมีบันไดเวียนทำด้วยเหล็กหล่อทั้งโครงสร้างชั้นบันไดลูกกรง นอกจากนั้นสะพานที่เชื่อมระหว่างพระที่นั่งองค์นี้กับพระที่นั่งองคืถัดไปก้เป้นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กช่วงยาว (Long Span) กว่าปกติส่วนพระที่นั่งเทวราชสุภารมย์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น มีลักษณะเด่นบางประการ ได้แก่ การทำโครงสร้างไม้รูปโดมโค้งอยู่กลางท้องพระโรงและรูปโค้งแบบประทุนเรือ (Vault) อยู่ 4 มุม ของรูปโดมนั้น นอกจากนั้นมีการจำหลักไม้เป็นลวดลายต่างๆ คล้ายกับค้ำยันติดอยู่ตามหัวเสาที่ต่างๆ พระราชวังพญาไทแห่งนี้นอกจากจะมีพระที่นั่งทรงคุณค่าพร้อมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สง่างามแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญที่อยู่ในบริเวณวังพญาไทอีก คือ สวนโรมันรูปเรขาคณิต ศาลาครุฑ ศาลท้าวหิรัญพนาสูร และพระบรมราชานุสาวรีย์","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5647","name":"ตึกแถวถนนราชวงศ์","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"ถนนราชวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.743533,"lon":100.50746,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3084,"z":2505},"history":"ถนนราชวงศ์ ตั้งต้นจากถนนเจริญกรุงตอนต่อจากถนนเสือป่า ตัดผ่านถนนเยาวราช เรียกสี่แยกราชวงศ์ ตรงลงไปแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าราชวงศ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนสายนี้ เดิมท่าราชวงศ์เป็นท่าเรือสินค้าภายในประเทศ มีเรือบรรทุกคนโดยสารและสินค้าไปจังหวัดจันทบุรี จังหวัดชลบุรี และบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี อาคารร้านค้าสองฟากถนนจึงเป็นร้านขายส่งสินค้าต่างประเทศ มีพ่อค้าทั้งจีน แขก และฝรั่ง ตอนต้นถนนบริเวณใกล้กับถนนเยาวราช ซึ่งเป็นย่านสรรพสินค้าชั้นนำในสมัยนั้น จะเป็นร้านขายอาหารในเวลากลางคืน อาหารที่ขึ้นชื่อ เช่น ข้าวต้ม และไอศกรีม ดังมีคำกล่าวว่า ข้าวต้มราชวงศ์ ผู้อยู่ในวงสังคมชั้นสูงนิยมไปรับประทานกันมาก","artCulture":"ลักษณะตึกแถวแบบเก่าหลงเหลือค่อนข้างน้อย โดยหลังที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ 1. ตึกแถวฝั่งตะวันออกของถนนจากถนนเจริญกรุงมาถึงถนนเยาวราช เป็นตึกแถว 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องไทย ชั้นบนเจาะบานหน้าต่าง เหนือบานหน้าต่างทำลายคล้ายอิฐเรียงในแนวตั้ง เสาติดผนังทำเป็นร่องเลียนแบบการก่ออิฐ มีเท้าแขนยื่นรองรับชายหลังคา 2. ตึกแถวบริเวณหัวมุมถนนราชวงศ์-ซอยผลิผล อาคารสูง 4 ชั้น หลังคาตัดเรียบ มุมอาคารส่วนบนสุดติดตราลายบุคคลทรงช้าง ตัวอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กฉาบปูน ผิวอาคารขรุขระเซาะร่องเลียนแบบลักษณะการก่ออิฐ เจาะบานหน้าต่างสี่เหลี่ยม ส่วนมุมอาคารประดับด้วยบล็อกแก้วบริเวณช่วงชั้น 2 และชั้น 3 3. ตึกแถวฝั่งตะวันตกของถนนก่อนถึงถนนวานิช 1 (สำเพ็ง) อาคารสูง 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องว่าว ปรากฏเท้าแขนเลียนแบบหัวเสาไอโอนิค ระหว่างเท้าแขนมีการทำปูนปั้นรูปวัว สลับกับช่องหน้าต่างแคบๆ เป็นส่วนของช่องแสง ผนังชั้นบนเรียบไม่มีลวดลายเจาะช่องหน้าต่าง คั่นชั้นบนและล่างด้วยคอสองยืดสูงเรียบไม่มีลายประดับ 4. ตึกแถวฝั่งตะวันตกของถนนส่วนล่างของถนนวานิช 1 อาคารสูง 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องไทย ปรากฏเท้าแขนเรียบ เชื่อมต่อกับเสาติดผนังเซาะร่องทำลายบนเสา เจาะบานหน้าต่างสามบาน บานตรงกลางใหญ่ขนาบด้วยบานเล็กสองข้าง ผนังชั้นบนเรียบไม่มีลวดลาย คั่นชั้นบนและล่างด้วยคอสองยืดสูงเรียบไม่มีลายประดับ ชั้นล่างทับหลังใช้อิฐบล๊อคทำเป็นส่วนช่องแสง 5. ตึกแถวฝั่งตะวันตกของถนนใกล้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารสูง 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องไทย ขอบหลังคาประดับลายฉลุไม้ ผนังชั้นบนประดับด้วยลวดบัวยาวตามขอบโค้งของบานหน้าต่าง ซึ่งเจาะติดบานหน้าต่างซุ้มโค้ง ส่วนโค้งของหน้าต่างเป็นบานฉลุไม้ 6.ตึกแถวฝั่งตะวันออกของถนนใกล้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารสูง 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องไทย ผนังชั้นบนติดบานหน้าต่างซุ้มโค้งคูหาละ 2 บาน คั่นระหว่างบานหน้าต่างด้วยเสาติดผนังเซาะร่องเลียนแบบอิฐก่อ เหนือบานหน้าต่างทำลายคล้ายการเรียงอิฐโค้งไปตามขอบหน้าต่าง","present":"ปัจจุบันร้านค้าริมถนนราชวงศ์คงเหลือเพียงระยะต้น ๆ ถนน ส่วนตอนใกล้ท่าน้ำ เป็นบริษัทและธนาคารเสียส่วนมาก"},{"id":"fad-5648","name":"ตึกแถวถนนวานิช 1 (สำเพ็งหรือสามเพ็ง)","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"ถนนวานิช 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.740495,"lon":100.507561,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3095,"z":2842},"history":"เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โปรดให้ย้ายพระยาราชาเศรษฐีกับกลุ่มชาวจีนที่เคยตั้งบ้านเรือน ณ พื้นที่ที่พระองค์มีพระราชประสงค์สร้างพระบรมมหาราชวังไปอยู่ยังบริเวณที่เรียกว่า สำเพ็ง ซึ่งในครั้งนั้นเป็นพื้นที่นอกพระนคร มีลักษณะเป็นป่าหญ้า เนื่องจากสำเพ็งมีการสร้างบ้านเรือนหนาแน่ เมื่อเกิดเพลิงไหม้มักควบคุมสถานการณ์ได้ยาก อย่างในช่วงรัชกาลที่ 5 เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสามครั้ง หลังเหตุการณ์สงบทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำถนนผ่านจุดที่เกิดเพลิงไหม้ เป็นเหตุให้เกิดการตัดถนนสำเพ็ง ถนนทรงสวัสดิ์ และถนนราชวงศ์ที่เชื่อมกับถนนจักรวรรดิ ตึกแถวถนนวานิช 1 (สำเพ็งหรือสามเพ็ง) ตั้งอยู่ทั้งสองฝากริมถนนวานิช 1 ซึ่งถนนสายนี้แยกมาจากถนนทรงสวัสดิ์ทางทิศตะวันตก ขึ้นมาทางตะวันตกเฉียงเหนือ เชื่อมต่อกับตรอกข้าวสาร ตัดผ่านถนนเยาวพาณิช ซอยอิสรภาพ ถนนมังกร ถนนราชวงศ์ ไปจรดสุดท้ายที่คลองรอบกรุง","artCulture":"ตึกแถวถนนวานิช 1 (สำเพ็งหรือสามเพ็ง) ตั้งอยู่ทั้งสองฝากริมถนนวานิช 1 ซึ่งแต่ละช่วงถนนลักษณะตึกแถวมีความแตกต่างกัน ดังนี้ 1. ตึกแถวทางทิศตะวันออกของถนนวานิช 1 บริเวณหัวมุมถนนวานิช 1 - ถนนทรงสวัสดิ์ เป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องว่าว ผนังชั้นสองทำเป็นซุ้มโค้ง ประดับเสาติดผนังหัวเสาแบบคอรินเทียน ขอบผนังประดับลวดลายคล้ายพวงมาลัย ใต้บานหน้าต่างทำเป็นลายเลียนแบบรั้วระเบียง 2. ตึกแถวทางทิศตะวันออกของถนนวานิช 1 เป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องไทย ผนังอาคาร บางช่วงตึกเป็นผนังเรียบตกแต่งเพียงบริเวณขอบบานหน้าต่าง หน้าต่างไม้ไม่มีลายฉลุ บางช่วงเป็นผนังทำลวดลายเลียนแบบการก่ออิฐบริเวณเหนือหน้าต่าง และบริเวณเสาติดผนัง บานหน้าต่างไม้ยาวลงมาถึงส่วนคอสองของอาคาร 3. ตึกแถวทางทิศตะวันตกของถนนวานิช 1 อาคารสูง 2 ชั้น หลังคาคลุมมุงกระเบื้องไทย ชั้นล่าง บางหลังช่องแสงเหนือบานประตูยังมีลักษณเป็นซุ้มโค้ง ชั้นบนลักษณะการตกแต่งภายนอกอาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารผนังเรียบ ปรากฏเพียงเส้นลวดบัวเส้นเดียวบริเวณขอบบนของบานหน้าต่าง และขอบคอสองคั่นพื้นที่ชั้นบน-ล่าง เชื่อมต่อกันตลอดทั้งชุดตึกแถว แต่ก็ปรากฏบางหลังที่มีลักษณะการตกแต่งพิเศษ ใช้เสาแบบคอรินเธียนเป็นเสาติดผนัง ขอบบนของผนังประดับลวดลายท่อนมาลัยโค้ง บานหน้าต่างเป็นซุ้มโค้ง ใต้บานหน้าต่างทำลวดลายเลียนแบบลักษณะของระเบียง สำหรับอาคาร 3 ชั้น เป็นอาคาร 2 คูหา คลุมหลังคาโค้ง ยอดอาคาร และหน้าบันวงโค้งประดับด้วยไม้ฉลุ ผนังอาคารเรียบ มีการทำชายคาเรียบแบบคั่นพื้นที่แต่ละชั้น","present":""},{"id":"fad-5643","name":"ตึกแถวบริเวณจักรวรรดิ์","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.743595,"lon":100.504935,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2812,"z":2498},"history":"ถนนจักรวรรดิ เส้นทางเริ่มต้นจากถนนเจริญกรุงที่สี่แยกเอส เอ บี ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านท้องที่แขวงสัมพันธวงศ์ จากนั้นตัดผ่านถนนเยาวราชที่สี่แยกวัดตึก เข้าสู่ท้องที่แขวงจักรวรรดิ์ ไปถึงเชิงลาดสะพานพระปกเกล้าฝั่งพระนคร ถนนสายนี้สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน เมื่อปีพ.ศ.2436 เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองและเป็นประโยชน์แก่ราษฎร จะได้ใช้เดินทางไปมาค้าขายและใช้รถม้าได้โดยสะดวก และพระราชทานชื่อถนนตามชื่อวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถนนตัดผ่าน","artCulture":"ตึกแถวบริเวณริมถนนจักรวรรดิ์ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบ บางช่วงถนนเป็นตึกแถวสูง 2 ชั้น เป็นอาคารหลังคาคลุมทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวบ้าง กระเบื้องไม้บ้าง อาคารก่ออิฐถือปูน ผนังอาคารชั้นบนเจาะเป็นบานหน้าต่าง แบ่งคูหาด้วยเสาติดติดผนัง บางช่วงถนนเป็นตึกแถว 3 – 5 ชั้น บางหลังทำเป็นหลังคาตัดเรียบเป็นพื้นที่ดาดฟ้ามีระเบียงกั้น บางหลังมีการผสมผสานกับลักษณะทางสถาปัตยกรรมจีน เช่น อาคารห้างทองเล่งหงษ์ เป็นต้น","present":""},{"id":"fad-5646","name":"ตึกแถวริมถนนทรงวาด","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"ถนนทรงวาด","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.739495,"lon":100.505464,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2869,"z":2954},"history":"ถนนทรงวาด อยู่ต่อจากถนนราชวงศ์ตอนใกล้ท่าน้ำราชวงศ์เลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกถนนเจริญกรุงบริเวณใกล้ตลาดน้อย สร้างขึ้นเมื่อช่วงรัชกาลที่ 5 ถนนสายนี้เป็นถนนสายสำคัญในอดีต เนื่องจากเรือถือเป็นพาหนะที่สำคัญในการขนส่งสินค้า ตลอดเส้นทางถนนทรงวาดจึงปรากฏซอยสู่ท่าเรือ ซึ่งเป็นท่าเรือกลไฟที่เดินทางไปมาระหว่างชลบุรี บ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี และพระนคร และเป็นที่จอดเรือใบบรรทุกสิ่งของระหว่างหัวเมืองชายทะเล พืชพันธุ์ผักและสมุนไพร อาคารร้านค้าทั้งสองข้างทางมักจะเป็นห้างร้านที่ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน","artCulture":"ถนนทรงวาด ถือเป็นเส้นทางที่ปรากฏตึกแถวหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น - - คูหาเลขที่ 255 และคูหาเลขที่ 769 - 771 มีลักษณะเป็นตึก 3 ชั้น หน้าบันโค้งมนมีปีกสองข้าง กึ่งกลางแต่งเป็นช่องหน้าต่างซุ้มโค้งแหลม หน้าบันด้านสกัดประดับลายปูนปั้น ผนังตอนบนเหนือช่องหน้าต่างประดับลายปูนปั้นเช่นกัน ซุ้มหน้าต่างมีทั้งซุ้มโค้งแหลม และโค้งกลม หัวเสาประดิษฐ์แบบโครินเทียน ตามช่องลมและลูกกรงระเบียงเป็นไม้ฉลุลาย กรอบเหนือหน้าต่างชั้นสาม กรุกระจกสี โดยรูปแบบอาคารมีลักษณะผสมผสานทั้งอาคารก่ออิฐฉาบปูนและไม้ มีลวดลายปูนปั้นบริเวณหัวเสาและบริเวณด้านบนของหน้าต่างอาคารชั้น 2 ส่วนชั้นที่ 3 ของอาคาร มีการทำระเบียงไม้ฉลุลายลูกไม้หลังคายื่น ซึ่งรูปแบบจะแตกต่างจากชั้น 2 ลักษณะของบานประตูและหน้าต่าง เป็นบานลูกฟักและบานเกล็ดในลักษณะที่สามารถระบายลม ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย มีการนำกระจกลายสีเข้ามาประดับบริเวณระเบียงด้านบนของหน้าต่างอาคาร ตึกแถว 2 ชั้น ส่วนยอดทำหน้าอาคาร (Facade) เป็นซุ้มโค้ง หัวเสาทั้งสองด้านประดับประติมากรรมรูปหม้อน้ำ ต่อชายคาหลังคาขอบชายคาติดไม้ฉลุลายรอบรับด้วยเท้าแขนไม้ ชั้นสองมีการเจาะช่องบานหน้าต่างครึ่งวงรีขนาบด้วยบานหน้าต่างเหลี่ยม ตึกแถว 2 ชั้น หลังคาจั่ว ความพิเศษอยู่ที่ผนังชั้นสองของอาคาร เหนือบานหน้าต่างมีการประดับลายพวงมาลัยดอกไม้เชื่อมระกว่างเสาไอโอนิค บานหน้าต่างมีลายฉลุไม้ประดับส่วนช่องแสง ตึกแถว 3 ชั้น หลังคาตัดเรียบเป็นส่วนดาดฟ้าทำระเบียงปิดโดยรอบ ผนังอาคารเรียบไม่มีการประดับเสาติดผนัง ช่องแสงเหนือบานหน้าต่างแต่ละชั้นใช้บล็อกแก้วแทนการเจาะช่อง มีการต่อระเบียงยื่นออกมาจากตัวอาคารในแต่ละช่วงคูหา จากทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตึกแถวริมถนนทรงวาด ยังมีตึกแถวมีการประดับตกแต่งมีแตกต่างกันอีกจำนวนไม่น้อย เช่น การทำคิ้วเส้นโค้งตามลักษณะช่องหน้าต่างซุ้มโค้ง การทำชายคาเรียบยื่นเหนือบานหน้าต่าง หรือตึกแถวไม้ที่มีการประดับด้วยลายฉลุ เป็นต้น","present":"ปัจจุบันอาคารหัวมุมถนนทรงวาดเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เปิดให้เอกชนเช่า ได้แก่ คูหาเลขที่ 255 และ 769-771 คูหาเลขที่ 769-771 พบว่าอาคารโครงสร้างภายในแม้จะมีการต่อเติมบ้างแต่ยังเห็นโครงสร้างเดิมอยู่พอสมควร แต่ก็ค่อนข้างทรุดโทรมมากเช่นกัน เพราะผ่านการใช้งานมานาน เช่น บันไดไม้ที่ชำรุด ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบ คือ พื้นอาคารบริเวณชั้น 2 ทรุดตัว มีการเสริมโครงเหล็กเพื่อค้ำยันตัวอาคาร อาคารบริเวณชั้น 3 พบรอยแตกร้าวทั่วไป พื้นไม้ค่อนข้างสมบูรณ์ ประตู-หน้าต่างคงสภาพเดิมแต่มีฝุ่นจับเนื่องจากไม่ได้ใช้งาน มีการกั้นห้องเพิ่ม คูหาเลขที่ 255 ปัญหาที่พบ คือ หลังคารั่ว เพราะวัสดุต่างๆ นั้นได้เสื่อมคุณภาพ พบว่ามีการปรับปรุงสภาพอาคารใหม่ทั้งหมดโดยชั้นล่างทำเป็นสำนักงาน ชั้นบนเป็นที่พักอาศัย จึงมีการกั้นห้องเพิ่ม มีการใช้วัสดุสมัยใหม่ทดแทนวัสดุเดิม ยกเว้นส่วนที่เป็นบันไดไม้ซึ่งอยู่ในสภาพดีอยู่"},{"id":"fad-8889","name":"มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/320082376:exact","lat":13.738331,"lon":100.508208,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3165,"z":3083},"history":"มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ก่อตั้งโดยหลวงโกชาอิศหาก(เกิด บินอับดุลลาห์) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า นาโกดา อาลี ต่อมาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๒ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงโกชาอิศหาก ตำแหน่งล่ามกรมท่าขวา มีหน้าที่ติดต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายกับกรุงสยาม มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก ก่อตั้งโดยหลวงโกชาอิศหาก (นาโกดา อาลี) เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจทางศาสนาอิสลามมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยแต่เดิมเป็นอาคารที่ทำด้วยไม้หลังคา หน้าจั่ว เรียกว่า บ้านแล ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้นเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก หลังจากมีการสร้างมัสยิดหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยก็ได้มีการตัดถนนทรงวาดขึ้น ผู้ที่เข้ามาประกอบศาสนกิจทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าชาวอินเดีย เปอร์เซีย ฯลฯ","artCulture":"มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยมีการนำรูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมตะวันตกที่กำลังได้รับความนิยมมาสร้าง แต่ยังคงให้ความสำคัญตามหลักศาสนาอิสลามไม่ว่าจะเป็นเน้นภายในอาคารให้เป็นพื้นที่โถงโล่ง มีซุ้มมิห์รอบและแท่นมิมบัรเพื่อบ่งบอกทิศกิบละฮ์ ซุ้มมิห์รอบรูปแบบคล้ายซุ้มประตูแบบไทยประพณี แต่ลวดลายที่ใช้เป็นลวดลายพันธุ์พฤกษาคล้ายแบบฝรั่ง ส่วนรูปแบบของมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก มีรูปแบบสถาปัตยกรรม Neo Classic คือได้การนำรูปแบบคลาสสิคในอดีตมาสร้างขึ้นใหม่ ส่วนการประดับตกแต่งของอาคาร ยึดตามพื้นฐานทางความคิดของศาสนาอิสลาม","present":"มัสยิดหลวงโกชาอิศหากเป็นมัสยิดส่วนตัว หรือ Family Mosque (Balasah) แต่ก็เปิดโอกาสให้มุสลิมทั่วไปได้เข้าใช้งาน ปัจจุบันมัสยิดหลวงโกชาอิศหาก อยู่ในการครอบครองของตระกูลสมัตรัฐ มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลมัสยิดและการดำเนินงานกิจกรรมของศาสนาอิสลาม"},{"id":"fad-122","name":"วัดกันมาตุยาราม","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"107","part":"16","date":"25/1/1990","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1000481579:exact","lat":13.742358,"lon":100.508215,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3166,"z":2635},"history":"วัดกันมาตุยาราม เป็นวัดราษฎร์ธรรมยุติกนิกาย นางกลิ่นสาครวาสีมารดาพระดรุณรักษา (กัน สาครวาสี) เป็นผู้สร้างวัดนี้เมื่อปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพุทธศักราช 2407 วัดจึงมีนามว่า กันมาตุยาราม ซึ่งแปลว่า มารดานายกัน หรือพระดรุณรักษา ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","artCulture":"1.อุโบสถก่ออิฐถือปูนรูปทรงแคบสูงแบบเก่าหลังคามุขลด 2 ชั้นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ปิดทองประดับกระจก หน้าบันประดับปูนปั้นลายช่อทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ปิดทองประดับลูกแก้วสีไขราเพดานและไขราจันทันเต้าเขียนลายทองบนพื้นชาดมีชานชาลารอบพระอุโบสถ เสาพาไลทรงสี่เหลี่ยม ฐานเสาและพื้นชานปูหินอ่อน ซุ้มประตูหน้าต่างลายเถาดอกพุดตานปิดทอง บานประตูหน้าต่างประดับมุกลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านหลังอุโบสถมีซุ้มจระนำเล็ก ๆ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก ชั้นลดจากชานชาลาเป็นลานกว้างปูแผ่นซิเมนต์ขนาดใหญ่ ก่อปูนเป็นขอบ ปลูกต้นแก้วเรียงรายสองข้างอุโบสถ สุดลานยกพื้นเป็นสุดเขตพัทธสีมา ใบเสมา 4 หน้าตั้งบนฐานบัว ที่มุมและกึ่งกลางขอบลานมีรั้วเหล็กดัดล้อมอีกชั้นหนึ่งภายในอุโบสถ เพดานแบ่ง 5 ช่อง เขียนลายดาวสีทองบนพื้นสีชาด ขื่อระบายสีเขียว ปลายสองข้างสีแดงเขียนลายทอง ผนังตอนล่างประดับกระเบื้องเคลือบสีขาว ผนังตอนบนเหนือกรอบหน้าต่างก่อเป็นซุ้มปูนปั้นปิดทองลายดอกพุดตานภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ บานหน้าต่างเขียนสีแบ่งลายเป็น 4 วงเรียงตามแนวดิ่ง เขียนรูปพานผลไม้ พื้นเขียนลายช่อไม้ดอกไม้ผลพระประธาน พระพุทธรูปหล่อกะไหล่ทอง ประดิษฐานในบุษบกไม้ฐานสิงห์ย่อมุม ลวดลายปิดทองประดับกระจก บริเวณท้องไม้เป็นรูปเทพพนมเรียงรายตลอด ตั้งบนชั้นเบญจาย่อมุมปูกระเบื้องเคลือบ 2.เจดีย์แบบลังกาอยู่ด้านหลังอุโบสถสร้างเลียนแบบธัมเมกสถูปในประเทศอินเดียเป็นเจดีย์กลมองค์ระฆัง 2ชั้น รูปโอคว่ำ ชั้นล่างมีซุ้มทิศ ภายในบรรจุพระพุทธรูป บัลลังก์เหลี่ยม ช่วงปล้องไฉนสั้น ปลีเป็นแท่งตรง ลูกแก้วกลมใหญ่ ฐานไพทีมีราวลูกกรมล้อมรอบ 3.ระเบียงตั้งอยู่สองข้างอุโบสถหลังคามุงกระเบื้องแบบจีนแต่เสาซุ้มประยุกต์จากแบบตะวันตกเป็นเสาเหลี่ยม แต่งร่องยาวตามแนวดิ่งซุ้มรูปโค้งกลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปและพระอสีติมหาสาวก","present":"ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี"},{"id":"fad-5653","name":"วัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก)","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"ถนนมหาจักร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.74453,"lon":100.50558,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2881,"z":2394},"history":"วัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก) เป็นวัดที่เจ้าพระยาสร้างจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเพียงอารามหลวงชั้นตรี อารามหลวงชั้นตรีอย่าง วัด ชัยชนะสงครามนั้น เจ้าพระยา บดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) ซึ่งเป็นเสนาบดี ที่แกล้วกล้าในการสงครามเป็นอย่างยิ่ง และด้วยความสามารถอันหาใครเสมอเหมือนนี้ ทำให้เจ้าพระยา บดินทร์เดชานั้นเป็นที่โปรดปรานใน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้น ถึงขนาดได้รับคำยกย่องว่าเป็นขุนศึกคู่พระไทยในรัชกาลที่ 3 เลยทีเดียว เมื่ออยู่ครั้งหนึ่งที่ไทยมีศึกสงครามกับญวนที่รบรากันมากว่า 14 ปี กว่าจะได้รับชัยชนะ และเมื่อจอมทัพอย่างเจ้าพระยา บดินทร์เดชาได้กรำศึกจนชนะแล้ว จึงได้ปรารถนาที่จะสร้างอนุสรณ์แห่งชัยชนะในการศึกครั้งนั้น เจ้าพระยาบดินทร์ฯ จึงได้อุทิศที่ดินและบ้านที่รัชกาลที่ 3 ทรงพระราชทานให้มาใช้เป็นวัด แล้วจึงตั้งชื่อตามเจตนรมย์เดิมว่า วัด ชัยชนะสงคราม และเมื่อสร้างเสร็จ และมีการทำสังฆกรรมแล้ว วัดนี้ก็มิได้มีการทูลถวายให้เป็นวัดหลวง วัดนี้จึงได้เป็นวัดราษฎร์มานานจนกระทั่งถึง รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ารับเป็นอาร","artCulture":"อุโบสถ เจดีย์ ศาลาการเปรียญ กุฏิ","present":"ได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แล้ว"},{"id":"fad-124","name":"วัดบพิตรพิมุข","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/20613115:exact","lat":13.741594,"lon":100.501829,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":2476,"z":2720},"history":"วัดบพิตรพิมุขเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชินดวรวิหารเดิมเป็นวัดราษฎร์เรียกว่าวัดตีนเลนหรือวัดวัดเชิงเลนเพราะที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซึ่งเป็นดินเลนสันนิษฐานว่าเป็นวัดโบราณซึ่งมีมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ไม่ปรากฎนามผู้สร้างแต่เดิมพื้นที่ของวัดมีกว้างขวางกว่าในปัจจุบันมากคือด้านใต้จรดริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันนตกจรดเขตวัดเลียบ(วัดราชบูรณะ)ด้านตะวันออกจรดเขตวัดสามปลิ้ม(วัดจักรวรรดิราชาวาส)ซึ่งต่อมาได้ถูกตัดแบ่งพื้นที่บางส่วนเพื่อขุดคลองตัดถนนและทำสะพาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามราชประเพณีโบราณ ให้มีการสมโภชพระนคร สมโภชวัดพระแก้ว และวัดต่าง ๆ ซึ่งวัดตีนเลนหรือวัดเชิงเลนก็ได้รับการสมโภชด้วย พร้อมทั้งได้พระราชทานให้ใหม่ว่า วัดบพิตรพิมุข เพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศ ในกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขวัดบพิตรพิมุขได้รับการปฎิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ที่มาตำนานวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร, หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระสิรินันทมุนี (สนั่นถาวโร) ณ วัดบพิตรพิมุข. กรุงเทพฯ ทวีการพิมพ์, 2521.","artCulture":"1.อุโบสถ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน มีใบเสมาตั้งอยู่ในซุ้มปูนปั้นโดยรอบพระอุโบสถจำนวน 8 ซุ้ม2.วิหาร เป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน ภายในประดิษบานพระพุทธรุปจำนวน 6 องค์ บนแท่นชุกชี 3.เจดีย์ทรงระฆัง ก่ออิฐถือปูนบนฐานประทักษิณ4.เจดีย์ทรงปราสาทยอด ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงเครื่องย่อมุมไม้สิบสอง5.เจดีย์ทรงเครื่อง ซึ่งส่วนเรือนธาตุเจาะเป็นช่องคูหา ส่วนยอดเป็นทรงระฆังกลม6.หอระฆัง ลักษณะเป็นอาคารทรงมณฑปยอดเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง7.กุฏิเก๋งจีน (คณะต้นจันทร์) เข้าใจว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระยาโชฎึกราชเศรษฐีสร้างถวาย เดิมสร้างเป็นแบบจีนทั้งหมด เมื่อผุผังจึงซ่อมแซมแปลไปบ้าง แต่ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเข้าไม้แบบจีนอยู่8.อาคารพลับพลาไม้(ห้องสมุดประชาชน) สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว แต่ได้บูรณะใหม่เป็นอาคาร 3 ชั้น และได้ยกอาคารเดิมไปเป็นส่วนชั้นบนสุด9.ซุ้มประตู การวางผังของวัดบพิตรพิมุขหันด้นหน้ของวัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้โดยหันด้านหลังให้คลองโอ่งอ่างพื้นที่วัดแบ่งออกเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และธรณีสงฆ์เขตพุทธาวาสมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ติดกับแนวรั้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตบพิตรพิมุข(จกัรวรรดิ)ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วและระเบียงคดเขตสังฆาวาสเป็นพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบกิจต่างๆของพระภิกษุสงฆ์","present":"สภาพปัจจุบันของวัดบพิตรพิมุขนั้นอาคารส่วนใหญ่ค่อนข้างสมบูรณ์แต่ทรุดโทรมตามกาลเวลาเช่นพระอุโบสถและวิหารส่วนผนังสีหลุดลอกปูนฉาบกระเทาะและปูนปั้นของซุ้มประตู-หน้าต่างชำรุดเสียหายมีบางหลังที่ถูกแปลงสภาพไปเช่นอาคารพลับพลาไม้สักและบางหลังกำลังดำเนินการบูรณะซ่อมแซมอยู่"},{"id":"fad-5654","name":"วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"ถนนทรงสวัสดิ์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"138","part":"พิเศษ 50 ง","date":"5/3/2021","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.738047,"lon":100.510102,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3370,"z":3114},"history":"วัดสัมพันธวงศ์เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา เดิมมีคูล้อมรอบวัดเชื่อมต่อจากแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกกันว่า วัดเกาะในรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2339 ทรงพระกรุณาให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานยาเธอ) พระนามเดิม จุ้ย ต้นราชสกุลมนตรีกุล ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดทั้งพระอาราม เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า วัดเกาะแก้วลังการาม เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่สมเด็จพระพี่นางเธอ กรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) พระมารดาของกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ในรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงโปรดให้ช่างหลวงทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีกครั้งหนึ่ง ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีผู้สถาปนาวัดนี้ ในรัชกาลที่ 6 พระพินิตพินัย (แจ้ง ปิยสีโล) อดีตเจ้าอาวาสได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตซ่อมพระอุโบสถ โดยว่าจ้างช่างบูรณะใหม่และเขียนฝาผนังอุโบสถเป็นเรื่องปฐมสมโพธิ์","artCulture":"พระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์พระอุโบสถวิหารการเปรียญเป็นอาคารแบบจตุรมุขทรงไทย 3 ชั้น","present":""},{"id":"fad-8886","name":"ศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากง","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.738972,"lon":100.506746,"world":"bangkok-historic-core-java","block":{"x":3007,"z":3012},"history":"","artCulture":"1. ศาลเจ้า 2. ซุ้มประตู","present":""},{"id":"fad-5662","name":"คลองต้นไทร","district":"คลองสาน","subDistrict":"บางลำภูล่าง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองต้นไทรอยู่ในเขตคลองสาน เป็นคลองหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีลงมติให้อนุรักษ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2510","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5666","name":"คลองบางลำภูล่าง","district":"คลองสาน","subDistrict":"บางลำภูล่าง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองบางลำภูล่างอยู่ในเขตคลองสาน คลองบางลำภูล่างเป็นคลองหนึ่งที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อพ.ศ. 2510 ปรากฏวัดสำคัญริมคลองคือ วัดเศวตฉัตร ตั้งอยู่บริเวณฝั่งขวาของคลอง","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5676","name":"คลองสาน","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองต้นไทร","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/530762375:exact","lat":13.729205,"lon":100.507634,"blurb":"คลองสานอยู่ในเขตคลองสาน เป็นคลองขุดสมัยโบราณ คลองสานเป็นคลองที่คณะรัฐมนตรีมีมติไว้เมื่อ พ.ศ.2510 ให้อนุรักษ์ไว้ สถานที่สำคัญริมฝั่งคลองสาน ได้แก่ ป้อมปัจจามิตร โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา และวัดพิชัยญาติการราม เป็นต้น","blurbTruncated":false},{"id":"fad-8866","name":"บ้านพระประเสริฐวานิช(เขียว) / วังค้างคาว","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังค้าวคาว เป็นอาคารสถาปัตยกรรมจีน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สันนิษฐานได้ว่า น่าจะสร้างเป็นบ้านพักและห้างร้านโรงเก็บสินค้าของคหบดีจีนในช่วงรัชกาลที่ 3 จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ดินบริเวณนี้จึงมีการออกโฉนดระบุปี ร.ศ.","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5370","name":"บ้านหวั่งหลี","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"เชียงใหม่","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านหวั่งหลีเป็นบ้านจีนโบราณของตระกูลหวั่งหลี ชาวจีนแต้จิ๋ว แซ่ตัน ซึ่งต้นตระกูลหวั่งหลี คือ ตันฉือฮ้วง เจ้าของกิจการขนส่งสินค้าด้วยเรือกลไฟ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเรียกว่า ฮวยจุ้นโล้ง แปลว่า ท่าเรือกลไฟบริเวณฮวยจุ่นโล้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8865","name":"บ้านโปษ์กี่","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านโปษ์กี่ เป็นของเจ้าสัวล่อแช แซ่กิม ต้นตระกูลโปษยานนท์ ชาวจีนผู้ซึ่งอพยพเข้ามาประเทศไทยเมื่อประมาณพ.ศ.2360 สมัยรัชกาลที่ 2 เข้ามาค้าขายตามลำนำเจ้าพระยาเส้นทางอยุธยาไปถึงเมืองอ่างทอง เจ้าสัวล่อแชพาครอบครัวมาผูกแพค้าขาย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-150","name":"ป้อมป้องปัจจามิตร","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"102","part":"31","date":"12/3/1985","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1156218683:exact","lat":13.73093,"lon":100.509453,"blurb":"ป้อมป้องปัจจามิตร อยู่ในแขวงคลองสาน เขตคลองสาน โดยอยู่ปลายถนนลาดหญ้า ปัจจุบันมีอาคารสถานที่ราชการต่าง ๆ ตั้งบังอยู่ จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทางเข้าสู่ป้อมแห่งนี้ เมื่อผ่านที่ว่าการเขตคลองสานแล้ว จะเห็นเสาธงสัญ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5425","name":"พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และวงเวียนใหญ่","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองต้นไทร","road":"ประชาธิปก - ลาดหญ้า - อินทรพิทักษ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ประชาชนชาวธนบุรีมีความประสงค์ ต้องการสร้างอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินตั้งแต่ปีพ.ศ. 2477สมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา เนื่องด้วยต้องการเทิดพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินให้ปรากฏแก่ปวงชนชาวไทย จนล่วงมาถึงปีพ.ศ.","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8868","name":"มัสยิดเซฟี (ตึกขาว)","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"135","part":"ตอนพิเศษ 328ง","date":"21/12/2018","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1196481838:exact","lat":13.736436,"lon":100.502311,"blurb":"มัสยิดเซฟี หรือมัสยิดตึกขาว มุสลิมที่มาอยู่อาศัยบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นมุสลิมที่นับถือนิกายชีอะห์ ซึ่งเดินทางมาจากรัฐกุจราต (Gujarat) ทางตะวันตกของอินเดีย ทั้งจากเมืองสุรัต (Surat) ซิ๊ดปุร (Chittapur) แคมบ๊าต (Khambhat) อะ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-147","name":"วัดทองธรรมชาติ","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/376674391:exact","lat":13.733464,"lon":100.505245,"blurb":"วัดทองธรรมชาติวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี แขวงคลองสาน เขตคลองสาน วัดทองธรรมชาติเป็นวัดโบราณ เรียกกันว่าวัดทองบนคู่กับวัดทองล่าง คือวัดทองนพคุณที่อยู่ถัดไป ในรัชกาลที่ 2 พระองค์เจ้ากุ ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-146","name":"วัดทองนพคุณ","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/376674390:exact","lat":13.7324,"lon":100.507974,"blurb":"วัดทองนพคุณ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ด้านหลังโรงพยาบาลตากสิน แขวงคลองสาน เขตคลองสาน วัดทองนพคุณเป็นวัดที่สร้างขึ้นปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกกันทั่วไปว่า วัดทองล่าง คู่กับวัดทองบน คือวัดทองธรรมชาติ พระยา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-149","name":"วัดพิชัยญาติการาม","district":"คลองสาน","subDistrict":"สมเด็จเจ้าพระยา","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/90578759:fuzzy","lat":13.73282,"lon":100.497017,"blurb":"เดิมเป็นวัดร้างต่อมาปี พ.ศ.2384สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัต บุนนาค)ซึ่งเรียกกันว่าสมเด็จพระยาองค์น้อยได้สถาปนาขึ้นใหม่ทั้งวัดแล้วน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระยาญาติการามพระอารามหลวงในรัชกาลที่3พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5371","name":"วัดสุทธาราม","district":"คลองสาน","subDistrict":"บางลำภูล่าง","road":"ซอยประชานิมิตร 2 เจริญนคร 46","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.712898,"lon":100.494153,"blurb":"วัดสุทธาราม ตั้งอยู่เลขที่ 1230ซอยเจริญนคร 46ถนนเจริญนครแขวงบางลำภูล่างเขตคลองสานกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสุทธาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2411ไม่มีประวัติผู้สร้าง เดิมมีนานว่า วัดสุธาราม ต่อมาประมาณ พ.ศ.2509 พระมหา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-145","name":"วัดอนงคาราม","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342368970:exact","lat":13.734282,"lon":100.498071,"blurb":"วัดอนงคารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่แขวงคลองสาน เขตคลองสาน เดิมชื่อวัดน้อยขำแถมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยท่านผู้หญิงน้อยในสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ซึ่งเรียกกันว่าสมเด็จเจ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-148","name":"วัดเศวตฉัตร","district":"คลองสาน","subDistrict":"บางลำภูล่าง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อ วัดบางลำภูล่าง แต่เดิมที่ตั้งวัดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาแผ่นดินบริเวณหน้าวัดงอกออกทำให้ตัววัดอยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ต่อกับรัชกาลที่ 3 พระเจ้าบรมวงศ์เ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8881","name":"อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/16179381:exact","lat":13.736784,"lon":100.499531,"blurb":"อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีเขตคลองสานกรุงเทพมหานครสร้างขึ้นสนองกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ พ.ศ. 2536ที่จะให้อนุรักษ์อาคารเก่าในย่านนิวาสสถานเดิมครั้งพระเยาว์ของสมเด็จพระศรีน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8882","name":"ฮ่วยจุ่งโล้ง","district":"คลองสาน","subDistrict":"คลองสาน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.734544,"lon":100.508105,"blurb":"หมู่อาคารหลังนี้ เดิมเป็นที่อยู่ของครอบครัวแซ่เดียวกันหลาย ๆ ครอบครัวหรือไม่ ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เมื่อสกุลหวั่งหลีขอเช่าและต่อมาใน พ.ศ. 2462 ได้ซื้อขาดจากคุณหญิงเนื่อง พิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (สกุลพิศาลบุตร) แล้ว ได้ใช้หม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-151","name":"โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา","district":"คลองสาน","subDistrict":"สมเด็จเจ้าพระยา","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"102","part":"31","date":"12/3/1985","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1000481572:exact","lat":13.730437,"lon":100.504692,"blurb":"บริเวณโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเดิมคือที่ที่เรียกว่าสวนกรมท่าเป็นที่ดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติในรัชกาลที่3ต่อมาทางรัฐบาลได้ซื้อที่ดินของตระกูลสมเด็จเจ้าพระยาและผู้อื่นรวมเป็นเนื","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5372","name":"วัดบัวแก้วศรัทธาธรรม","district":"คลองสามวา","subDistrict":"ทรายกองดิน","road":"ซอยนิมิตรใหม่ 19 ถนนนิมิตรใหม่","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.850309,"lon":100.729999,"blurb":"วัดบัวแก้วศรัทธาธรรมตั้งอยู่เลขที่ 14 ถนนนิมิตรใหม่ หมู่ที่ 2 แขวงทรายกองดิน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบัวแก้วศรัทธาธรรมแต่เดิมนั้น หลวงภูมิ รัตนมังคละ ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินและสร้างวัดขึ้น เม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5374","name":"วัดพระยาสุเรนทร์","district":"คลองสามวา","subDistrict":"สามวาตะวันตก","road":"พระยาสุเรนทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดพระยาสุเรนทร์ตั้งอยู่เลขที่ 32 ถนนพระยาสุเรนทร์ หมู่ที่ 8 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดพระยาสุเรนทร์สร้างขึ้นประมา พ.ศ.2427 เดิมมีนามว่า วัดใหม่บึงยะหร่า โดยพระยาสุเรนทร์ราชเสนา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5373","name":"วัดแป้นทองโสภาราม","district":"คลองสามวา","subDistrict":"สามวาตะวันตก","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดแป้นทองโสภารามตั้งอยู่เลขที่ 18 ระหว่างคลองสามกับคลองสี่ หมู่ที่ 13 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดแป้นทองโสภารามหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดแป้นทองสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2424 โดยนายทอง ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5367","name":"ตำหนักปลายเนิน","district":"คลองเตย","subDistrict":"คลองเตย","road":"พระรามที่ 4","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างขึ้นสำหรับเสร็จประทับพักผ่อน โดยทรงหาซื้อเรือนไทยอย่างโบราณหลายหลัง พร้อมวางผังปลูกตำหนักและเรือนบริวารด้วยพระองค์เอง ตำหนักปลายเนินนี้สร้างเสร็จสิ้นและเสด็จปร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5368","name":"วัดคลองเตยใน","district":"คลองเตย","subDistrict":"คลองเตย","road":"เกษมราษฎร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดคลองเตยใน ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2350 โดยราษฎรเป็นผู้จัดสร้าง อยู่ในเขตอำเภอพระโขนง จังหวัดพระนครในสมัยนั้น ทิศตะวันออกจรดคลองเตย (ที่เรียกว่าคอลงเตย เพราะเดิมสองฟากฝั่งคลอง เต็มไปด้วยต้นเตย ชาวบ้านจึงนิย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5369","name":"วัดสะพานพระโขนง","district":"คลองเตย","subDistrict":"พระโขนง","road":"กล้วยน้ำไท","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดสะพานพระโขนง ตั้งอยู่เลขที่ 28 ถนนริมทางรถไฟเก่าสายปากน้ำ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย แต่เดิมไม่มีหลักฐานใดปรากฏชัด คงมีแต่การบอกเล่าต่อกันมาว่า เริ่มสร้างประมาณก่อนปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ซึ่งชาวบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5375","name":"วัดเทวสุนทร","district":"จตุจักร","subDistrict":"ลาดยาว","road":"คลองบางเขน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดเทวสุนทรตั้งอยู่เลขที่ 1 คลองบางเขนและคลองเปรมประชากรใกล้ทางรถไฟสายเหนือ หมู่ที่ 19 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเทวสุนทรสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2412 ตาอมาพระยาเทพประชุน (พุ่ม)และคุณหญ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5376","name":"วัดเสมียนนารี","district":"จตุจักร","subDistrict":"ลาดยาว","road":"วิภาวดีรังสิต","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.840123,"lon":100.555943,"blurb":"วัดเสมียนนารีตั้งอยู่เลขที่ 32 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเสมียนนารี ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดแคราย สร้างประมาณ พ.ศ. 2400 และได้มีนามว่า วัดเสมียนนารี เพราะท่านผู้บริจาคทรัพย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-191","name":"วัดนางนอง","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางค้อ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดนางนองเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองด่านฝั่งใต้ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง วัดนางนองเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ปฎิสัง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8851","name":"วัดบางขุนเทียนกลาง","district":"จอมทอง","subDistrict":"จอมทอง","road":"จอมทอง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางขุนเทียนกลาง ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนจอมทอง คลองบางขุนเทียน แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประวัติความเป็นมาแต่เดิมนั้นผู้สร้างได้ร่วมสร้างวัดบางขุนเทียนนอกมาก่อนและได้แยกตัวมาสร้างวัดบางขุนเท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8850","name":"วัดบางขุนเทียนนอก","district":"จอมทอง","subDistrict":"จอมทอง","road":"จอมทอง ซอยวัจนะ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางขุนเทียนนอกตั้งอยู่เลขที่ 1 ซอยวัจนะ ถนนจอมทอง หมู่ที่ 7 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางขุนเทียนนอกเป็นวัดที่สร้างมาแต่โบราณ ประมาณ พ.ศ.2246 เดิมชื่อว่า วัดยมโลก โดยมีผู้ศรัทธา 2 คนร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8849","name":"วัดบางขุนเทียนใน","district":"จอมทอง","subDistrict":"จอมทอง","road":"จอมทอง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางขุนเทียนใน ตั้งอยู่เลขที่ 37 ถนนจอมทอง หมู่ที่ 1 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางขุนเทียนในสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2300 ในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองบางขุนเทียน ประกอบกับมีวัดหนึ่งอยู","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5377","name":"วัดบางประทุนนอก","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางขุนเทียน","road":"ซอยเอกชัย 9 ถนนเอกชัย","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.694245,"lon":100.460004,"blurb":"วัดบางประทุนนอก ตั้งอยู่เลขที่ 104 ซอยวัดบางประทุน ถนนเอกชัยหมู่ที่ 2 แขวงบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร วัดบางประทุนนอกเป็นวัดที่สร้างมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ พ.ศ.2394 ที่ได้มีนามวัดอย่างนั้น เพราะวัดตั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-187","name":"วัดราชโอรส","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางขุนเทียน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองด่านฝั่งตะวันตก มีคลองบางหว้าอยู่ด้านเหนือติดเนื้อที่วัด แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง วัดราชโอรส เดิมชื่อวัดจอมทอง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8860","name":"วัดศาลาครืน","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางค้อ","road":"ซอยวิสุทธิจิตร ถนนวุฒากาศ 42","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.705988,"lon":100.461509,"blurb":"วัดศาลาครืน ตั้งอยู่เลขที่ 102 ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดศาลาครืนเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้กลายเป็นวัดร้าง ประมาณ พ.ศ. 2375 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5378","name":"วัดสิงห์","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางขุนเทียน","road":"เอกชัย ซอยเอกชัย 43","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดสิงห์ตั้งอยู่เลขที่ 35 ซอยเอกชัย 43 ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทองกรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสิงห์ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2326 ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวัน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-192","name":"วัดหนัง","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางค้อ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดหนังเป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยา ราวรัชกาลสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ) เนื่องจากมีจารึกที่ระฆังโบราณในวัด กล่าวว่า สร้างตั้งแต่พุทธศักราช 2260 ในรัชกาลที่ 3สมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนี ท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-188","name":"วัดแก้วไพฑูรย์","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางขุนเทียน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"138","part":"ตอนพิเศษ 14 ง","date":"19/1/2021","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดแก้วไพฑูรย์ หรือเดิมเรียกว่า วัดบางประทุนใน เนื่องจากตั้งอยู่ริมคลองบางประทุนคู่กับวัดบางประทุนนอก ซึ่งอยู่คนละฟากถนนเดิมทีเดียวในคลองบางประทุน คงจะมีวัดอยู่วัดเดียวเท่านั้น แต่ต่อมา ได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกทางปากคลองบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5678","name":"วัดโพธิ์แก้ว","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางมด","road":"ซอยพระราม 2 ซอย 1 ถนนพระราม 2","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.683023,"lon":100.487983,"blurb":"วัดโพธิ์แก้วตั้งอยู่เลขที่ 16 ถนนธนบุรี-ปากท่อ หมู่ที่ 3 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดโพธิ์แก้วเดิมชื่อ วัดโพธิ์แก้วสร้อยฟ้าศรัทธาธรรม โดยตาโพธิ์ ยายแก้ว ได้ยกที่ดินถวายให้เป็นที่สร้างวัด เน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-190","name":"วัดไทร","district":"จอมทอง","subDistrict":"บางขุนเทียน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ98ง","date":"22/9/2005","topic":"แก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดไทร ตั้งอยู่ริมคลองด่าน (คลองสนามชัย) เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว วัดไทรสร้างเมื่อปีพ.ศ.2246 แต่จากหลักฐานมิได้ระบุว่าใครเป็นผู้สร้าง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปีพ.ศ. 2251 คลองด่าน เป็นเส้นทางน้ำที่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5669","name":"คลองประปา","district":"ดอนเมือง","subDistrict":"สีกัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1350679746:exact","lat":13.786043,"lon":100.534853,"blurb":"คลองประปา เป็นคลองขุดเมื่อรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยกรมคลองรับหน้าที่ดำเนินการ มีจุดประสงค์ให้เป็นคลองส่งน้ำตามโครงการชลประทาน เพื่อให้มีน้ำประปาใช้ในกรุงรัตน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5670","name":"คลองเปรมประชากร","district":"ดอนเมือง","subDistrict":"สีกัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/32059865:exact","lat":13.928382,"lon":100.559348,"blurb":"คลองเปรมประชากรเป็นคลองแรกที่ขุดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) คลองสายนี้ขุดขึ้นเนื่องด้วยทรงเห็นว่าการเดินเรือขึ้นล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางอ้อมเสียเวลาในการเดินทาง จึงทรงโปรดเกล","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12378","name":"กรมชลประทาน (อาคารตึกแขก)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.787657,"lon":100.512788,"blurb":"การที่เรียกกลุ่มอาคาร ๒ ชั้น ปัจจุบันมีทั้งหมด ๔ หลัง ว่า “ตึกแขก” นั้นไม่ทราบประวัติแน่ชัด เป็นคำบอกเล่าที่เล่าต่อกันมาว่าอาคารหลังใดหลังหนึ่ง น่าจะเป็นอาคารหมายเลข ๒๐ ดังที่ได้มีประวัติของอาคารติดไว้ภายในอาคารเคยเป็นบ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-185","name":"กรมสรรพาวุธทหารบก","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"ทหาร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีผู้เสนอให้ไทยผลิตอาวุธตลอดจนกระสุนดินดำขึ้นเอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2455 (20 สิงหาคม ร.ศ.121) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงผู้บัญชาการ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-87","name":"คลังเก็บฝิ่น","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"นครไชยศรี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"112","part":"39ง","date":"6/10/1995","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารกรมฝิ่น หรือกรมโรงงานเดิมก่อสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2449 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นสถานที่เก็บฝิ่น ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายห้ามซื้อขาย และเสพฝิ่น อาคารกรมฝิ่นมีด้วยก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12381","name":"ตำหนักพระองค์เจ้าอรพินทุ์เพ็ญภาค (สน.ดุสิต)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"พระราม5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.778043,"lon":100.520892,"blurb":"ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรพินทุ์เพ็ญภาค หรือที่เอกสารบางฉบับเรียก “วังนฤมล” ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเรียกว่า “สวนนอก” เนื่องจากเป็นพื้นที่ชานพระนครที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบางและเต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นา ในคราวที่พระ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5680","name":"ตำหนักพระองค์เจ้าอัพภันตรีปรีชา (ที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.779378,"lon":100.515634,"blurb":"พระตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภัณตรีปชาและพระองค์เจ้าทิพยาลังการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา และ พระเจ้าบรมวงศ์เธ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5679","name":"ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงทิพยาลังการ (โรงเรียนพันธะวัฒนา)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"สุโขทัย","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตำหนักหลังนี้เป็นของพระองค์เจ้าหญิงทิพยาลังการพระราชธิดาอีกพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาแส พ.ศ. 2509 โรงเรียนพันธะวัฒนาได้ย้ายมาตั้ง ณ ที่ปัจจุบันนี้ โดยมีนางสาวรัตนา พันธุมจินดา เป็น","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5681","name":"ทำเนียบรัฐบาล (บ้านนรสิงห์)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ถนนพิษณุโลก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/176820822:exact","lat":13.763531,"lon":100.511468,"blurb":"ทำเนียบรัฐบาลมีชื่อเดิมว่า บ้านนรสิงห์ เจ้าของบ้านคือ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ทั้งที่ดินและตึกน้อยใหญ่ที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น ได้รับพระราชทานทุนทรัพย์ให้สร้างจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-99","name":"ที่หลบภัยสาธารณะในสวนสัตว์ดุสิต","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"พระราม 5","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"123","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สวนสัตว์ดุสิต เดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอุทยานในพระวังดุสิต ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2481 มีการจัดตั้ง สวนสัตว์ดุสิต ขึ้นเพื่อเป็นสวนสัตว์และที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน เมื่อประเทศไทยเข้าร่วม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5415","name":"บ้านบรรทมสินธุ์ (บ้านพิษณุโลก)","district":"ดุสิต","subDistrict":"สี่แยกมหานาค","road":"พิษณุโลก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานที่ดินประมาณ 50 ไร่กับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่พระยาอนิรุทธเทวา1 น้องชายของเจ้าพระยารามราฆพ มหาดเล็กที่รับใช้ใกล้ชิดซึ่งทรงโปรดปรานเพื่อปลูกสร้างบ้านพักอาศัย ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5404","name":"บ้านพระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์)","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ถนนราชวิถี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านพระยาประเสริฐศุภกิจตั้งอยู่เลขที่ 155ถนนราชวิถีแขวงวชิรพยาบาลเขตดุสิต กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2448พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินริมถนนราชวิถีให้แก่พระยาประเสริฐศุภกิจ","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5409","name":"บ้านพระสรรพการหิรัญกิจ (วชิรพยาบาล)","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วชิรพยาบาลแต่เดิมเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยเรียกกันว่า บ้านหิมพานต์หรือ ป๊ากสามเสนโดยภายในมีคฤหาสน์ของพระยาสรรพการหิรัญกิจ เปิดให้ชมใน พ.ศ. 2451ต่อมาสวนสาธารณะแห่งนี้ปิดตัวลงภายหลังได้ตกเป็นของแบงค์สยามก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-10177","name":"บ้านพลตรีพระยาดำรงแพทยาคุณ (ฮวด วีระไวทยะ)(สำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทย)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"ถนนนครไชยศรี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"","part":"ตอนพิเศษ 1ง","date":"3/1/2018","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.785919,"lon":100.511667,"blurb":"สำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพและหลบหนีเข้าเมือง เดิมเป็นบ้านของพลตรีพระยาดำรงแพทยาคุณ (ฮวด วีระไวทยะ) สังกัดกรมแพทย์ทหารบก กระทรวงกลาโหม แพทย์ประจำพระองค์สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง บ้านหล","blurbTruncated":true},{"id":"fad-85","name":"บ้านมนังคศิลา","district":"ดุสิต","subDistrict":"สี่แยกมหานาค","road":"หลานหลวง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"102","part":"180","date":"29/11/1985","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในสมัยรัชกาลที่6พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดิน 29 ไร่3 งาน56ตารางวาณ ตำบลสะพานขาวแก่พระยาอุดมราชภักดี (โถสุจริตกุล) และพระราชทานเงินสำหรับสร้างบ้านพร้อมทั้งทรงคิดสร้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5682","name":"บ้านอัมพวัน (ที่ทำการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นส่วนหนึ่งของเรือนท้าววรคณานันท์ ที่มอบให้ท้าวทรงกันดาล (น้องสาว) พักอาศัย สร้างขึ้นในคราวเดียวกับเรือนท้าววรคณานันท์ โดยได้รับพระมหากรกุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และทรงพระราชทานชื","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5403","name":"บ้านเจ้าพระยามหิธร ( Peace Corps. , สมาคมฝรั่งเศส , บริษัท แบนเนอร์ดรัก จำกัด )","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ราชวิถี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านเจ้าพระยามหิธร เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ได้ซื้อที่ปลูกบ้าน เมื่อแรกนั้นสร้างเป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ จนเมื่อได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าพระยามหิธรในพุทธศักราช 2462 รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานเงินจำนวนหนึ่งใ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-95","name":"พระตำหนักสวนจิตรลดา วังปารุสกวัน (ด้านเหนือ)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"117","part":"พิเศษ104ง","date":"9/10/2000","topic":"แก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินนอกใกล้กับพระราชวังดุสิตโดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระตำหนัก 2 หลัง คือ พระตำหนักจิตรลดาและพระตำหนักปารุสกวันเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-92","name":"พระตำหนักเพชรรัตน์","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชสีมา","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ3ง","date":"13/1/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในพระบาทสมเด็จฯพระมงกุฎเกล้าฯทรงสร้างเพื่อเป็นที่ประทับของ สมเด็จฯพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้า เพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าฯ ตามแบบที่ได้รับพระราชทานจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5392","name":"พระที่นั่งวิมานเมฆ และหมู่พระตำหนัก","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต (ซึ่งในรัชสมัยของพระองค์เร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5683","name":"พระที่นั่งอนันตสมาคม","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชดำเนินนอก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/31987148:exact","lat":13.771707,"lon":100.513102,"blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่เสด็จออกมหาสมาคมพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ออกแบบโดย นายมาริโอ ตามาน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8875","name":"พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบรมรูปทรงม้า","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบรมรูปทรงม้า ประดิษฐาน ณ ลานพระราชวังดุสิตในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ 40 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะดำรงพระราชอิสริยายศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-84","name":"พระอุโบสถวัดโบสถ์สามเสน","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"สามเสน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"100","part":"36","date":"15/3/1983","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนัง และพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาตอนปลาย วัดโบสถ์สามเสน ปรวัติการสร้างวัดและการบูรณะไม่ปรากฏหลักฐานในเอกสารใด ทราบแต่เพียงว่าเป็ฯวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นรเม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5410","name":"ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5405","name":"วังกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ขาว","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติประทับที่วังท้ายวัดพระเชตุพน วังที่ 2 แต่พระองค์ไม่ได้ปลูกตำหนักใหม่ในวังนี้ ต่อมาภายหลังจึงทรงซื้อที่ดินบริเวณลำน้ำเจ้าพระยาในเขตตำบลสามเสน ติดกับวัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติกา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5411","name":"วังกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (วังนางเลิ้ง)","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"พิษณุโลก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก เขตดุสิต เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8869","name":"วังปารุสกวัน (ด้านทิศใต้)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชดำเนินนอก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1387178428:exact","lat":13.767,"lon":100.510097,"blurb":"วังปารุสกวัน หรือเรียกกันทั่วไปว่า วังปารุสก์ เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธและจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5395","name":"วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี (การไฟฟ้านครหลวงสาขาสามเสน)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแด่พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี พระราชโอรสพระองค์เดียวที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทิพเกสร ราชนิกูลแห่งแคว้นล้านนา นอกจากน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5686","name":"วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงวาปีบุษบากร (วังวาริชเวสม์)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงวาปีบุษบากร เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาพร้อม สถาปนิกผู้ออกแบบวังวาริชเวสม์ คือ คุณพระสาโรช มีการทำพิธีขึ้นตำหนักเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2476","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5388","name":"วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงศศิพงษ์ประไพ","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงศศิพงษ์ประไพ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เจ้าหญิงศศิพงษ์ประไพ เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับเจ้าจอมมารดาจันทร์ สิ้นพระชนม์ในสมั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12379","name":"วังรัตนาภา กองบัญชาการตำรวจสันติบาล","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"เศรษฐศิริ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.781682,"lon":100.528897,"blurb":"วังรัตนาภาเป็นวังที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ตามประวัติกล่าวว่าสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสร้างพระตำหนักหลังนี้เป็นเรือนหอพระราชทานแก่พระราชนัดดาของพระองค์คือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาซึ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5402","name":"วังศุโขทัย","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"สุโขทัย - สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/348428071:exact","lat":13.782723,"lon":100.509202,"blurb":"ตั้งอยู่ริมถนนสามเสนด้านตะวันตกและริมคลองสามเสนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ดินให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้างวังศุโขทัยพระราชทานเป็นของขวัญในการอภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5389","name":"วังสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (วังลดาวัลย์)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชสีมา","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ตั้งอยู่บนถนนราชสีมา สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งพระองค์ได้ประทับอยู่ที่วังนี้ตลอดพระชนมายุจน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5390","name":"วังสวนกุหลาบ","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1410388402:exact","lat":13.77122,"lon":100.509529,"blurb":"วังสวนกุหลาบ เป็นวังที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ตั้งอยู่ที่มุมถนนราชสีมากับถนนศรีอยุธยา โดยทางด้านทิศเหนือติดกับถนนอู่ทองนอก และทิศตะวันออกติดกับสวนอัมพร ซึ่งอาณาเขตดังกล่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5391","name":"วังสวนปาริจฉัตก์","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ราชสีมาเหนือ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินสร้างวังบริเวณริมคลองสามเสนฝั่งใต้ เพื่อเป็นที่ประทับแด่พระเจ้าลูกเธอ 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงอรประพันธ์รำไพและพระองค์เจ้าหญิงอดิสัยสุริยาภา รวมทั้งเจ้าจอมมารด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12380","name":"วังหม่อมเจ้าอมรทัต (สำนักงานส่งกำลังบำรุง กองพลาธิการและสรรพาวุธ)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.781779,"lon":100.527733,"blurb":"เดิมเคยเป็นวังของพลโท หม่อมเจ้าอมรทัต กฤดากร พระโอรสองค์ที่5ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์และหม่อมสุภาพ กฤดากร ม.ร.ว.เพลินจิตต์ (กฤดากร) บูรณสิริ ธิดาองค์สุดท้ายของหม่อมเจ้าอมรทัต กฟดากรให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาคารหลังน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5412","name":"วังเจ้าจอมมารดาเลื่อน","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"พระราม 5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตำหนักเจ้าจอมมารดาเลื่อนเป็นอาคารอีกหนึ่งหลังซึ่งสร้างตามแบบอย่างตะวันตก โดยปลูกเป็นตึกก่ออิฐถือปูนอยู่ในบริเวณพื้นที่อันกว้างขวางติดกับคลองสามเสนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างประทานให้กับเจ้าจอมมารดาเลื่อน ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5406","name":"วัดคอนเซ็ปชัญ(โบสถ์เขมร)","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.776789,"lon":100.504116,"blurb":"วัดคอนเซ็ปชัญเป็นวัดคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกหลังแรกในย่านบางกอกตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์รวมศรัทธา และสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวคาทอลิกมีอายุมากกว่า 3 ศตวรรษ วัดคาทอลิกแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาว่าเมื่อพร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-91","name":"วัดจอมสุดาราม(วัดไพรงาม)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"นครไชยศรี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/348423322:exact","lat":13.775499,"lon":100.527268,"blurb":"วัดจอมสุดารามสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2390 โดยเจ้าจอมมารดา พระสนมเอก ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3เป็นผู้สร้างขึ้น มีนามว่า วัดจอมสุดาราม แต่ชาวบ้านนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดไพรงาม ได้รับพระราชทานว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5397","name":"วัดจันทรสโมสร","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดจันทรสโมสร สร้างประมาณ พ.ศ.๒๓๘๖ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัง เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๕ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๒ เมตร ไม่ปรากฎนามและประวัติผู้สร้างแน่ชัด เดิมนั้นมีชื่อว่า “วัดสโมสรสุวรรณธาร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-90","name":"วัดธรรมาภิรตาราม","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"เตชะวณิช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.798529,"lon":100.533618,"blurb":"วัดธรรมาภิรตาราม สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2300 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า วัดสองพี่น้อง สันนิษฐานว่า มีพี่น้องสองคนร่วมกันสร้างวัดนี้ขึ้น ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น วัดสี่แยก เพราตั้งอยู่บริเว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5407","name":"วัดนักบุญฟรังซิลซาเวียร์","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.777695,"lon":100.505653,"blurb":"วัดนักบุญฟรังซีสเซเวียร์ สร้างขึ้นมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้คริสตังญวนจำนวนหนึ่งที่มาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารหนีภัยสงครามมาในประเทศไทย พระองค์จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ซื้อ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5398","name":"วัดน้อยนพคุณ","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"พระราม 5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดน้อยนพคุณตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดน้อยนพคุณสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2425 ในรัชกาลที่ 5 โดยมีพระสนมเป็นผู้สร้างขึ้นแล้วขนานนามว่า วัดน้อย ต่อมาใน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5408","name":"วัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง)","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ราชวิถี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/348425299:exact","lat":13.780336,"lon":100.505222,"blurb":"วัดราชผาติการาม เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัดส้มเกลี้ยง เดิมตั้งอยู่บ้านญวณ หลังโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ต่อมาได้ร้างลง เพราะ ชาวญวณอพยพมาบริเวณนั้น ได้รื้อเอาอิฐไปสร้างสถานที่ต่างๆจนแทบไม่เหลือสภาพวัดเลย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-75","name":"วัดราชาธิวาส","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"สามเสน ซอย 9","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/536283155:exact","lat":13.77537,"lon":100.503627,"blurb":"วัดราชาธิวาสราชวรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหารตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเหนือวัดเทวราชกุญชรแขวงวชิรพยาบาลเขตดุสิตกรุงเทพมหานครวัดราชาธิวาสราชวรวิหารเดิมชื่อวัดสมอรายสัณนิษฐานว่าสร้างมาแต่ครั้งกรุง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-11412","name":"วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว)","district":"ดุสิต","subDistrict":"สี่แยกมหานาค","road":"ลูกหลวง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.759169,"lon":100.515684,"blurb":"วัดสมณานัมบริหารเป็นวัดฝ่ายอนัมนิกาย หรือ วัดญวน เดิมชื่อวัดเกี๋ยงเพื้อกตื่อ อยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ชาวญวนที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้สร้างขึ้น ต่อมา พระบาทสมเด็จพ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5399","name":"วัดสวัสดิ์วารีสีมาราม","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"นครไชยศรี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1003480967:exact","lat":13.781223,"lon":100.515678,"blurb":"วัดสวัสดิ์วารีสีมารามตั้งอยู่เลขที่ 994ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรีเขตดุสิตกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มริมคลองสามเสนหน้าวัดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้แวดล้อมด้วยแหล่งชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสี","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5413","name":"วัดสุคันธาราม","district":"ดุสิต","subDistrict":"สวนจิตรลดา","road":"พระราม 5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.777387,"lon":100.523297,"blurb":"วัดสุคันธาราม ตั้งอยู่เลขที่ 73 ถนนสุคันธาราม แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสุคันธาราม สร้างประมาณ พ.ศ. 2450 โดยตระกูลสุวรรณมาลิกร่วมกับประชาชนสร้างวัดและได้ขนานนามว่า วัดใหม่ ต่อมาเปลี่ยน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5400","name":"วัดอัมพวัน","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"พระราม 5","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1003930514:exact","lat":13.779484,"lon":100.519683,"blurb":"วัดอัมพวันตั้งอยู่เลขที 1186ถนนพระราม 5แขวงนครไชยศรี เขตดุสิตกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายวัดอัมพวัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2385โดยพระยาราชชนะสงคราม (วัน) สร้างเพื่ออุทิศแด่มารดาชื่อ อ่ำ และได้ขนานนามว่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-76","name":"วัดเทวราชกุญชร","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ศรีอยุธยา","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342455404:exact","lat":13.77225,"lon":100.501746,"blurb":"วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารตั้งอยู่ติดลำน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เหนือปากคลองผดุงกรุงเกษมด้านเหนือถนนศรีอยุธยาแขวงดุสิตเขตดุสิตกรุงเทพมหานครวัดเทวราชกุญชรวรวิหารเป็นวัดโบราณสร้างมาก่อนกรุงรั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-96","name":"วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"นครปฐม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/31987718:exact","lat":13.766115,"lon":100.513714,"blurb":"วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เดิมเป็นวัดเก่าแก่ขนาดเล็กของราษฎร์ ชื่อ วัดแหลม เพราะอยู่บริเวณปลายแหลมที่สวนติดต่อกับทุ่งนา และมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดไทรทอง เพราะมีต้นไทรทองขึ้นอยู่ในวัดในปี พ.ศ. 2369 สมัยกบฎพระเจ้าอนุ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5396","name":"วัดแก้วฟ้าจุฬามณี","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"ทหาร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดแก้วฟ้าจุฬามณี ตั้งอยู่เลขที่ 9 ถนนทหาร หมู่ที่ 14 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สังกัดคระสงฆ์มหานิกาย วัดแก้วฟ้าจุฬามณี สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2300 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากมีอีกวัดหนึ่งนามว่า วัดแก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-88","name":"วัดใหม่ทองเสน","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"ทหาร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดใหม่ทองเสนสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2365 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โดยพระอุดม (ถึก) ซึ่งเป็นพระศุเทศน์กับสมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้โยมบิดา นามว่า ทอง และมารดานามว่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8884","name":"ศาลเจ้าแม่ทับทิม สามเสน","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5416","name":"สะพานกรุงธน","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ราชวิถี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/965041298:exact","lat":13.781035,"lon":100.502478,"blurb":"สะพานกรุงธนเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ถนนราชวิถีเขตดุสิตสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2497 สร้างเสร็จและเปิดการจราจรเมื่อวันที่ 7 มีนคม พ.ศ. 2501","blurbTruncated":false},{"id":"fad-82","name":"สะพานชมัยมรุเชฐ","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ถนนพิษณุโลก","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ98ง","date":"22/9/2005","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1291057038:exact","lat":13.763425,"lon":100.513355,"blurb":"สะพานนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444)เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ได้ทรงดำเนินตามพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา โดยโปรด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-94","name":"สะพานวรเสรษฐ","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"นครปฐม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"117","part":"พิเศษ104ง","date":"9/10/2000","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1415325300:fuzzy","lat":13.765993,"lon":100.514573,"blurb":"สะพานนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ในปี พ.ศ.2444 โดยพระอัยยิกาเธอกรมหลวงวรเสรษฐสุดาทรงบริจาคราชทรัพย์และให้สร้างตามแบบของกรมโยธาธิการ เป็นสะพานหนึ่งในจำนวน5 สะพานในบริเวณวัดเบญจมบพิตร ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5606","name":"สะพานเทเวศร์นฤมิตร","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.769824,"lon":100.503818,"blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมโยธาธิการสร้างเมื่อ พ.ศ.2446 พระราชทานนามว่า สะพานเทเวศรนฤมิตร แปลว่่า เทพเป็นผู้สร้าง1 1 กนกวลี ชูชัยยะ (2548). พจนานุกรมวิสามานยนามไทย วัด วัง ถนน สะพาน. กรุงเทพฯ ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-98","name":"สำนักงานตรวจบัญชีกองทัพบก","district":"ดุสิต","subDistrict":"วชิรพยาบาล","road":"ราชวิถี","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"121","part":"พิเศษ53ง","date":"10/5/2004","topic":"แก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.780041,"lon":100.50638,"blurb":"เดิมเป็นบ้านพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) ตั้งอยู่ถนราชวิถี เชิงสะพานกรุงธน แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพมหานครในรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ริมถนนซางฮี้นอกฝ่ายเหนือ กว้างด้านใต้ตามถนน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-93","name":"อาคารพระที่นั่งนงคราญสโมสร และวังสวนสุนันทา","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"อู่ทองนอก","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"116","part":"พิเศษ17ง","date":"17/3/1999","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จมาประทับที่พระราชวังดุสิตเป็นการถาวรหลังจากเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ 2แล้ว ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระราชอุทยานขึ้นทางด้านหลังของพระที่นั่งอัมพรสถาน โดยให้มีลักษณะแบบสวนป่าแต่อย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5385","name":"เรือนท้าววรคณานันท์ (อาคารที่ทำการสมาคมชาวจันทบุรี)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"ศรีอยุธยา","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นที่พำนักของท้าววรคณานันท์ ข้าราชสำนักฝ่ายใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งภายหลังจึงเปลี่ยนผู้อยู่อาศัย กลายเป็นเรือนของหลวงอาจสรศิลป์(ประพันธ์ธนพุทธิ) ข้า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5393","name":"เรือนพระยาอภัยรณฤทธิ์ (สมาคมชาวอุบลราชธานี)","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"ซอยสงวนสุข","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"หลักฐานที่แสดงให้เห็นความสำคัญของตัวบ้านและท่านผู้เป็นเจ้าของ คือ สำเนาข้อความลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวลงวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2462ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อบ้านหลังใหม่ของคุณหญิงทราม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-77","name":"โรงช้าง","district":"ดุสิต","subDistrict":"ดุสิต","road":"อู่ทองใน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"91","part":"82","date":"14/5/1974","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตามโบราณราชประเพณี เมื่อมีช้างเผือกมาสู่พระบารมี พระมหากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง พระราชทานนามและโปรดฯให้ยืนโรงประจำ พระราชทานเพื่อเป็นสิริมงคลและแสดงถึงพระบุญญาธิการของพระมหากษัตริย์ใ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5394","name":"โรงเรียนพณิชยการสามเสน","district":"ดุสิต","subDistrict":"ถนนนครไชยศรี","road":"สามเสน ซอยสามเสน 24","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 คือในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2411-2453 (ตรงกับค.ศ. 1868-1910)นั้นตรงกับยุคที่ยุโรปนิยมสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิคกันขึ้นใหม่อีกในประเทศไทยการก่อสร้างที่พักอาศัยอันได้แก่บ้านหรืออาคารในระยะแรกบรรดาช่างมักเริ่มต้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5673","name":"คลองมหาสวัสดิ์","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"ตลิ่งชัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองมหาสวัสดิ์ อยู่ในตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) และพระภาษีสมบัติบริบูรณ์ เป","blurbTruncated":true},{"id":"fad-153","name":"วัดกาญจนสิงหาสน์","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"บางระมาด","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"102","part":"31","date":"12/3/1985","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดกาญจนสิงหาสน์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางพรมแขวงคลองชักพระเขตตลิ่งชันกรุงเทพมหานคร เดิมชื่อวัดทองเป็นวัดโบราณสร้างมาแต่สมัยอยุธยาสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี ทรงสถาปนาขึ้นในสมัยรั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5421","name":"วัดจำปา","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"บางระมาด","road":"พุทธมณฑลสาย 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.774811,"lon":100.434514,"blurb":"วัดจำปา ตั้งอยู่เลขที่ 27 คลองบางระมาด หมู่ที่ 5 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดจำปา สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2365 ในรัชกาลที่ 2 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง เกี่ยวกับนามวัดสันนิษฐานว่าแ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5420","name":"วัดชัยพฤกษมาลาราชวรวิหาร","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"ตลิ่งชัน","road":"ชัยพฤกษ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.795448,"lon":100.466726,"blurb":"วัดชัยพฤกษมาลา เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน วัดชัยพฤกษมาลา เป็นวัดโบราณมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกกันว่า วัดชัยพฤกษ์ เป็นวัดร้าง ในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12384","name":"วัดช่างเหล็ก","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"คลองชักพระ","road":"ซอยฉิมพลี 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.773769,"lon":100.453343,"blurb":"วัดช่างเหล็กเป็นวัดเก่า ไม่ปรากฏหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากนัก เดิมมีนามว่า “วัดปางเหล็ก” สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๒๓ ในช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ปรากฏนามและประวัติของผู้สร้าง สันนิษฐานจากนามวัดระบุว่า ในสมัยก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5417","name":"วัดตลิ่งชัน","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"คลองชักพระ","road":"ซอยชักพระ 17 ถนนชักพระ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.778608,"lon":100.457613,"blurb":"วัดตลิ่งชันตั้งอยู่เลขที่ 300 ถนนชักพระ แยกจากถนนบางกอกน้อย-ตลิ่งชัน แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดตลิ่งชันสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายประมาณ พ.ศ.2310 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้สร้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12385","name":"วัดทอง (บางเชือกหนัง)","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"บางเชือกหนัง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.740982,"lon":100.448767,"blurb":"วัดทอง ตั้งอยู่บริเวณริมคลองบางเชือกหนัง แขวงบางเชือกหนัง ผู้คนทั่วไปจึงเรียกวัดนี้ว่า “วัดทอง บางเชือกหนัง” บางก็เรียกว่า “วัดทองคลองบางเชือกหนัง” เนื่องจากในพื้นที่ฝั่งธนบุรีมีชื่อวัดที่ขึ้นต้นว่า “วัดทอง” จำนวนมาก สร้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5418","name":"วัดปากน้ำฝั่งเหนือ","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"คลองชักพระ","road":"ปากน้ำฝั่งเหนือ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.744843,"lon":100.459494,"blurb":"วัดปากน้ำตั้งอยู่เลขที่ 492 ซอยพาณิชยการธนบุรี แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดปากน้ำสร้างขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ.2370 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง แต่เดิมนั้นเป็นสวนตั้งอยู่ริมคลองปากน้ำที่ไ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-152","name":"วัดรัชฎาธิษฐาน","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"บางพรม","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"69","part":"60","date":"30/9/1952","topic":"การกำหนดจำนวนและขอบเขตโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดนี้เป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายเดิมชื่อวัดเงินตามนามผู้สร้างวัดคือเจ้าขรัวเงินพระภัสดาของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์(แก้ว)พระเจ้าพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเจ้าขรัวเงินผู้นี้สิ้นชีวิตในสมัยกร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5419","name":"วัดสมรโกฏิ","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"ฉิมพลี","road":"คลองบางระมาด","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.773158,"lon":100.445149,"blurb":"วัดสมรโกฎิ ตั้งอยู่เลขที่ 12 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสมรโกฎิสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2294 ในสมัยอยุธยา ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2319","blurbTruncated":false},{"id":"fad-8855","name":"วัดเกาะ","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"บางเชือกหนัง","road":"ซอยราชพฤกษ์ 8 ถนนราชพฤกษ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.742935,"lon":100.456523,"blurb":"วัดเกาะ ตั้งอยู่เลขที่ 15 บ้านคลองบางน้อย หมู่ที่ 10 แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเกาะสร้างขึ้น พ.ศ.2470 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 19 กันยา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12383","name":"วัดเรไร","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"คลองชักพระ","road":"แก้วเงินทอง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.77111,"lon":100.453622,"blurb":"วัดเรไร สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2323 หรืออาจก่อนนี้ ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง จากคําบอกเล่าสืบต่อกันมาว่าเจ้าต่างกรมสามองค์ได้มาสร้างวัดนี้แต่ก็มีประวัติวัดอีกสำนวนหนึ่ง เล่าว่าผู้ที่มาบูรณะวัดเรไรนั้น ได้แก่ กรมพระน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12382","name":"วัดไก่เตี้ย","district":"ตลิ่งชัน","subDistrict":"ตลิ่งชัน","road":"บรมราชชนนี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.785739,"lon":100.465293,"blurb":"สันนิษฐานว่าวัดไก่เตี้ยสร้างขึ้นปลายสมัยกรุงธนบุรี ราว พ.ศ.2320 ได้รับการบูรณะใหม่โดยขุนนางชั้นสูง เจ้าพระยารัตนาพิพิธ(สน) ว่าที่สมุหนายกในสมัยรัชกาลที่ 1 ว่าเป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ด้วยตามประวัติวัดไก่เตี้ย มีชื่อเดิมว่า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-14276","name":"คริสตจักรที่ 1 สำเหร่","district":"ธนบุรี","subDistrict":"สำเหร่","road":"เจริญนคร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.705297,"lon":100.493842},{"id":"fad-5667","name":"คลองบางสะแก","district":"ธนบุรี","subDistrict":"ตลาดพลู","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองบางสะแกอยู่ในเขตธนบุรี เมื่อพ.ศ.2510 คณะรัฐมนตรีลงมติคลองบางสะแกเป็นหนึ่งในรายการคลองอนุรักษ์","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5668","name":"คลองบางไส้ไก่","district":"ธนบุรี","subDistrict":"หิรัญรูจี","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/830801755:exact","lat":13.729234,"lon":100.488508,"blurb":"คลองบางไส้ไก่อยู่ในเขตธนบุรี เป็นคลองที่คณะรัฐมนตีลงมติเมื่อ พ.ศ.2510 ให้อนุรักษ์ไว้ ริมฝั่งคลองมีวัดสำคัญคือ วัดหิรัญรูจี","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5428","name":"บ้านเจ้าพระยาประชากิจกรจักร (โรงเรียนอนุบาลวรรณบูรณ์ศึกษา)","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"เทศบาลสาย 2","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เรือนพระยาประชากิจกรจักร หนึ่งในสายตระกูลสกุลบุญนาค ตั้งอยู่บริเวณย่านวัดประยุรวงศ์ ฝั่งธนบุรี หลังเมื่อสิ้นบุญท่านเจ้าของแล้วได้ตกเป็นสมบัติของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผู้เช่าในปัจจุบันคือ นางสาวสระสม ศรีวรรณ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8887","name":"บ้านเลขที่ 130 (บ้านวินด์เซอร์)","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"เทศบาลสาย 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านเลขที่ 130 อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่เรียกกันว่าโค้งหัวแหวน ตรงข้ามกับปากคลองตลาด นอก จากมีโบสถ์วัดซางตาครู้สเป็นศาสนสถานและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวคริสต์ในชุมชนเก่าแก่นี้แล้ว ยังมีบ้านไม้เก่าแก่สองชั้นทรงมนิลา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5426","name":"วัดกระจับพินิจ","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บุคคโล","road":"สายสัมพันธ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดกระจับพินิจตั้งอยู่เลขที่ 104 ถนนสายสัมพันธ์ แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับที่ดินของเอกชน ทิศใต้ติดต่อกับที่ดินเอกชน ทิศตะวันออกติดต่อกับคลองสำเหร่ ทิศตะวันตกติดต่อกั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8856","name":"วัดกลางดาวคะนอง","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บุคคโล","road":"ซอยเจริญนคร 65 ซอยเจริญนคร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.696986,"lon":100.488515,"blurb":"วัดกลางดาวคะนอง ตั้งอยู่เลขที่ 551 ถนนเจริญนคร แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดกลางดาวคนองสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2420 สมัยรัชกาลที่ 5 โดยสันนิษฐานจากเหรียญเงินและเหรียญทองที่ใช้สมัยนั้น ซึ่งค้นพบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5424","name":"วัดจันทารามวรวิหาร (วัดบางยี่เรือกลาง)","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บางยี่เรือ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดจันทารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ปากคลองบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานครวัดจันทาราม เป็นวัดโบราณมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่าวัดบางยี่เรือกลาง พระยาสุรเสนา (ขุนเณร) บูรณะใหม่ในรัชสม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5427","name":"วัดดาวคนอง","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บุคคโล","road":"ซอยวัดดาวคนอง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดดาวคนองตั้งอยู่เลขที่ 561 ซอยวัดดาวคนอง คลองดาวคนอง แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดดาวคนองเป็นวัดที่สร้างมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2310 ปลายสมัยอยุธยา ไม่ปรากฏนามผู้สร้างวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5422","name":"วัดบางสะแกนอก","district":"ธนบุรี","subDistrict":"ตลาดพลู","road":"คลองบางสะแก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางสะแกนอกตั้งอยู่เลขที่ 154 คลองบางสะแก แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางสะแกนอกสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาประมาณพ.ศ.2090 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง กาลผ่านมาได้กลับกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาได้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5430","name":"วัดบางไส้ไก่","district":"ธนบุรี","subDistrict":"หิรัญรูจี","road":"อิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/377894843:exact","lat":13.732366,"lon":100.489138,"blurb":"วัดบางไส้ไก่ตั้งอยู่เลขที่ 547 ถนนอิสรภาพ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางไส้ไก่สร้างในสมัยกรุงธนบุรีประมาณ พ.ศ.2320 โดยท้าวนนทะเสนและท้าวอินทะเสนสองพี่น้องชาวลาวได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนชาว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-135","name":"วัดบุคคโล","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บุคคโล","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ3ง","date":"9/2/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบุคคโลเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายประมาณปี พ.ศ.2323 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.2420 ที่มากรมศิลปากร. ฝ่ายทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและช่างอนุรักษ์. รายงานการสำรวจขึ้นทะเบียนโบร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-132","name":"วัดบุปผาราม","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342368971:exact","lat":13.735367,"lon":100.492251,"blurb":"เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดดอกไม้ ต่อมาเป็นวัดร้างจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหม่โดยท่านผู้หญิงจันทร์ภรรยาเอกของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ บุตรของท่านคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรี","blurbTruncated":true},{"id":"fad-129","name":"วัดประยูรวงศาวาส","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.736879,"lon":100.495692,"blurb":"เป็นวัดที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์(ที่เรียกกันว่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่)เมื่อยังเป็นเจ้าพระยาพระคลังว่าที่พระคลังและสมุหพระกลาโหมอุทศที่สวนกาแฟสร้างขึ้นเมื่อพง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-131","name":"วัดราชคฤห์","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บางยี่เรือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณสถานมาก่อนสมัยกรุงธนบุรี ผู้สร้างเป็นนายกองมอญที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและตั้งบ้านเรือนอยู่ในแขวงบางยี่เรือเ ดิมเรียกกันว่า วัดบางยี่เรือมอญ หรือ วัดมอญ เนื่องจากเดิมมีพระภิกษุมอญจำพรรษาอยู่ เข้าใจว่าค","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8859","name":"วัดวรามาตยภัณฑสาราราม (ขุนจันทร์)","district":"ธนบุรี","subDistrict":"ตลาดพลู","road":"เทอดไท","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดวรามาตยภัณฑสาราราม ตั้งอยู่เลขที่ 1144 ถนนเทอดไท แขวงตลาดพลู เขตธนบุรีกรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดวรามาตยภัณฑสาราราม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2370 โดยพระยามหาอำมาตย์ (ป้อม) และได้เปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดวรามาตยภัณ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8862","name":"วัดหิรัญรูจี (วัดน้อย)","district":"ธนบุรี","subDistrict":"หิรัญรูจี","road":"ซอยวัดหิรัญรูจี ถนนอินทรพิทักษ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.728603,"lon":100.490545,"blurb":"วัดหิรัญรูจีวรวิหารเป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของชุมชนบ้านสมเด็จเจ้าพระยาติดกับถนนอินทรพิทักษ์ ปากถนนเพชรเกษมที่วงเวียนใหญ่ สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นมาแต่สมัยกรุงธนบุรีตามที่ทราบกันมาว่าผู้สร้างวัดนี้คือเจ้าขรัวเงินซึ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-128","name":"วัดอินทาราม","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บางยี่เรือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วันอินทารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรีวัดอินทาราม เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกกันว่าวัดบางยี่เรือนอก หรือวัดสวนพลู หรือวัดบางยี่เรือไทย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-134","name":"วัดเวฬุราชิณ","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บางยี่เรือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดเวฬุราชินเป็นวัดที่เจ้าพระยาพลเทพ (เอี่ยม ชูโต)สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นประมาณปลายรัชกาลที่ 3 โดยนำเงินค่าภาษีไม้ไผ่สีสุกที่ท่านเป็นเจ้าภาษีรับสัมปทานผูกขาดการเก็บอยู่มาใช้ในการสร้างวัดเมื","blurbTruncated":true},{"id":"fad-133","name":"วัดโพธินิมิตร","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บางยี่เรือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมสถานที่สร้างวัดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายโพ นางมิ บิดามารดาของสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฒโน) วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อบิดามารดาถึงแก่กรรมสมเด็จพระวันรัตนได้อุทิศสร้างเป็นพระอารามเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บิดามารดาและแสดงถึงศรัทธ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5423","name":"วัดใหม่ยายนุ้ย","district":"ธนบุรี","subDistrict":"ตลาดพลู","road":"วุฒากาศ ซอยอรรถวิมล","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดใหม่ยายนุ้ยตั้งอยู่เลขที่ 282 ซอยอรรถวิมล ถนนวุฒากาศ แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดยายนุ้ยแต่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดใหม่ยายนุ้ย สร้างราวพ.ศ.2434 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมียายนุ้ยและแม่ชีจันท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8876","name":"ศาลเจ้าเกียนอันเกง","district":"ธนบุรี","subDistrict":"วัดกัลยาณ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"","part":"ตอนพิเศษ 109 ง","date":"2/5/2019","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ประวัติศาลเจ้าเกียน อัน เกงแต่ดั้งเดิมกล่าวกันว่าเป็นศาลที่สร้างขึ้นโดยคนจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ปากคลองบางหลวงหรือปากคลองบางกอกใหญ่ทางฝั่งตะวันออกเมื่อคราวที่พระองค์ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นรา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8871","name":"สะพานกรุงเทพฯ","district":"ธนบุรี","subDistrict":"บุคคโล","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สะพานกรุงเทพเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่3 รองจากสะพานพระาม6 และสะพานพระพุทธยอดฟ้า เชื่อมระหว่างบริเวณสี่แยกถนนตก เขตบางคอแหลมทางฝั่งพระนคร กับบริเวณสี่แยกบุคคโลในพื้นที่เขตธนบุรีทางฝั่งธนบุรี ใช้ในการคมนาคมทางบกข้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-164","name":"กรมอู่ทหารเรือ (ปล่องควันหม้อน้ำ)","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"อรุณอัมรินทร์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"121","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ปล่องควันหม้อน้ำหรือปล่องระบายควันนั้นแม้ไม่ทราบถึงปีที่ก่อสร้างที่ชัดเจนแต่สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีมาก่อนพ.ศ.2458 เนื่องจากภาพถ่ายเก่าของกรมอู่ทหารเรือในสมัยนั้นก็ได้เห็นปล่องฯ แล้วกรมอู่ทหารเรือตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกรา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5675","name":"คลองแม่น้ำอ้อม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"อรุณอัมรินทร์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองแม่น้ำอ้อม หมายถึงคลองสายเดิมของแม่น้ำเจ้าพระยา มีเส้นทางอ้อมจนทำให้เสียเวลาในการเดินทาง ในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงโปรดให้ขุดคลอง เพื่อร่นระยะทางเมื่อราวพุทธศักราช 2077 - 2080 ต่อมากระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งคลองลัดน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5436","name":"พระราชวังนันทอุทยาน","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"อิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระราชวังนันทอุทยาน หรือสวนนันทอุทยาน ปัจจุบันเรียกว่า สวนอนันต์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังนันทอุทยานเพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นที่ประทับของพระราชโอรส และพระราชธิด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5446","name":"พระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง)","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"ถนนอรุณอัมรินทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5437","name":"วัดครุฑ","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"อิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.746651,"lon":100.47763,"blurb":"วัดครุฑตั้งอยู่เลขที่ 4 ถนนอิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดครุฑสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จดหมายเหตุของราชทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ที่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5439","name":"วัดดงมูลเหล็ก","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"อิสรภาพ ซอยวัดดงมูลเหล็ก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.751566,"lon":100.475099,"blurb":"วัดดงมูลเหล็ก ตั้งอยู่เขที่ 69 ซอยวัดดงมูลเหล็ก ถนนอิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อยกรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดดงมูลเหล็กสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2400 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้างแต่เดิมนั้นบริเวณที่ตั้ง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-159","name":"วัดนายโรง","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"อรุณอัมรินทร์","road":"จรัญสนิทวงศ์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.77452,"lon":100.471427,"blurb":"ตามประวัติกล่าวว่านายกลับเจ้าของคณะละครมีชื่อในสมัยรัชกาลที่ 3-4 เป็นผู้สร้างนายกลับเป็นทั้งครูและนายโรงละครที่มีชื่อเสียงรับงานละครจนมีเงินร่ำรวยจึงได้นำเงินที่ได้จากการเล่นละครมาสร้างวัดนี้ขึ้นให้ชื่อว่าวัดนายโรงต่อมาร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-157","name":"วัดบางขุนนนท์","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนนนท์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อวัดไชยชิตนามนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้สร้างวัดมาแต่เดิมที่วัดนี้มีระฆังลูกหนึ่งที่จารึกนามผู้ถวายว่ากรมหมื่นนเรศโยธีถวายแด่พระศาสนาเมื่อพ.ศ.2360 และจากรูปแบบศิลปกรรมวัดนี้คงได้รั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5433","name":"วัดบางเสาธง","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนศรี","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 19 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.743442,"lon":100.467049,"blurb":"วัดบางเสาธงตั้งอยู่เลขที่ 168 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางเสาธงสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2215 สมัยอยุธยา ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง แต่เดิมนั้นเป็นที่สวนมีคลองเป","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5440","name":"วัดพระยาทำ","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"อรุณอัมรินทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดพระยาทำ ตั้งอยู่ริมคลองมอญ ตรอกบ้านช่างหล่อ แขวงบางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5432","name":"วัดภาวนาภิรตาราม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนนนท์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดภาวนาตั้งอยู่เลขที่ 187 ริมคลองบางกอกน้อย แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดภาวนาภิรตาราม เดิมมีนามว่า วัดใหม่วินัยชำนาญ สร้างขึ้นและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ.2429 สมัยรัชกาลท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5441","name":"วัดยางสุทธาราม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"พรานนก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.752383,"lon":100.476152,"blurb":"วัดยางสุทธารามตั้งอยู่เลขที่ 767 ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดยางสุทธารามสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2313 มีนามว่า วัดยาง ตามที่ได้เล่ากันสืบมาว่าเจ้าสามกรมเป็นผู้สร้าง มี","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5435","name":"วัดรวกสุทธาราม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนศรี","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 33 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.757423,"lon":100.467636,"blurb":"วัดรวกสุทธารามตั้งอยู่เลขที่ 387 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดรวกสุทธารามสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2350 ในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2449 คุณน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-158","name":"วัดศรีสุดาราม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนนนท์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/379081008:exact","lat":13.767665,"lon":100.472769,"blurb":"เป็นวัดโบราณสร้างมานานก่อนกรุงรัตนโกสินทร์เดิมชื่อ วัดชีปะขาว ในสมัยรัชกาลที่ 1 กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ซึ่งเป็นพระพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ 1 ได้ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ปฏิ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5442","name":"วัดสุทธาวาส","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"จรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.760147,"lon":100.476114,"blurb":"วัดสุทธาวาสตั้งอยู่เลขที่ 613 ถนนวัดสุทธาวาส แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อยกรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสุทธาวาสสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2315 และได้รับพระราชทานวิสุงคสีมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณ พ.ศ. 2330","blurbTruncated":false},{"id":"fad-8861","name":"วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก)","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"อรุณอัมรินทร์","road":"ซอยรุ่งประชา ถนนบรมราชชนนี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.780491,"lon":100.467789,"blurb":"วัดสุวรรณคีรีตั้งอยู่เลขที่ 796 ซอยรุ่งประชา ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร วัดสุวรรณคีรีสร้างในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประมาณ พ.ศ. 2228 เดิมมีนามเดิมว่า วัดขี้เหล็ก และได้รับการปฏิ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-154","name":"วัดสุวรรณาราม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333227705:exact","lat":13.763562,"lon":100.476685,"blurb":"วัดสุวรรณารามเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเดิมเรียกันว่า วัดทอง ในสมัยกรุงธนบุรีวัดนี้เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชดำรัสให้นำเชลยศึกพม่าจากค่ายบางนางแก้วไปประหารชีวิต สมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5443","name":"วัดอัมพวา","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บ้านช่างหล่อ","road":"ซอยอิสรภาพ 37 ถนนอิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.749063,"lon":100.476452,"blurb":"วัดอัมพวาตั้งอยู่เลขที่ 109ถนนอิสรภาพแขวงบ้านช่างหล่อเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับซอยวัดอัมพวาทิศใต้ติดต่อกับที่เอกชน ทิศตะวันออกติดต่อกับกองรถยนต์ กองช่าง ขส.ทร. ทิศตะวันตกติดต","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5431","name":"วัดเจ้าอาม","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนนนท์","road":"บางขุนนนท์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.775488,"lon":100.465334,"blurb":"วัดเจ้าอามตั้งอยู่เลขที่ 137 ถนนบางกอกน้อย-ตลิ่งชัน แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเจ้าอามสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2322 โดยที่พระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างขึ้น เพื่ออุทิศพระราชกุศลให้กับพระส","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5434","name":"วัดเพลงวิปัสสนา","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนศรี","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.762984,"lon":100.4673,"blurb":"วัดเพลงวิปัสสนาตั้งอยู่เลขที่ 481 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 37 แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเพลงวิปัสสนาสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ พ.ศ.2375 โดยกรมหลวงรักษ์รณเรศโปรด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-160","name":"วัดไชยทิศ","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"บางขุนศรี","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สันนิษฐานจากรูปแบบสถาปัตยกรรมว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายและคงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5448","name":"ศาลาท่าน้ำ โรงพยาบาลศิริราช","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"พรานนก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-163","name":"สถานีรถไฟธนบุรี(รวมวัดอมรินทราราม)","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สถานีรถไฟธนบุรีหรือสถานีบางกอกน้อยเป็นสถานรถไฟสายใต้สายแรกของประเทศไทยเริ่มสร้างเมื่อราว พ.ศ.2443 ถึง 2446 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่มีการเริ่มสร้างทางรถไฟสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือสร้างเสร็","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8883","name":"หอประชุมราชแพทยาลัย","district":"บางกอกน้อย","subDistrict":"ศิริราช","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5452","name":"กุฎีเจริญพาศน์ (กุฎีล่าง หรือ กุฎีกลาง)","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"อิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"กุฎีเจริญพาศน์ (กุฎีล่าง หรือ กุฎีกลาง) ตั้งอยู่เชิงสะพานเจริญพาสน์ ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่ กุฎีเจริญพาสน์เป็นศาสนสถานของมุสลิมนิกายชีอะห์หรือเจ้าเซ็น สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5663","name":"คลองนครบาลหรือคลองวัดแจ้ง","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":100.488716,"lon":13.745075,"blurb":"คลองนครบาล หรือคลองวัดแจ้ง อยู่ในเขตบางกอกใหญ่ ทางเหนือของวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) บางครั้งเรียกว่า คลองวัดอรุณ ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นคูพระราชวังทางทิศเหนือ เนื่องจากเขตพระราชวังผนวกเอาวัดอรุณราชวรารามไว้ด้วยทั้งหมด","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5450","name":"วัดดีดวด","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"จรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.741292,"lon":100.474443,"blurb":"การสร้างวัดดีดวด สันนิษฐานว่าคงจะสร้าวขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ถือเอาประมาณ พ.ศ.2317 หมู่บ้านอันเป็นที่ตั้งวัดส่วนมากเป็นชาวมอญที่ได้ถูกระดมมาทำการขุดคลองมอญ และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยเพื่อสะดวกที่จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล คร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-141","name":"วัดท่าพระ","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342451150:exact","lat":13.733292,"lon":100.473714,"blurb":"เป็นวัดโบราณเดิมชื่อวัดเกาะเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของวัดนี้เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบต่อมาได้เติมคำว่าท่าพระกลายเป็นวัดเกาะท่าพระซึ่งเป็นชื่อทางการของวัดมาจนทุกวันนี้แต่ประชาชนทั่วไปเรียกกันว่าวัดท่าพระ ที่มากรมศิลปากร. กองจดห","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5451","name":"วัดประดู่ฉิมพลี","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"เพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดประดู่ฉิมพลีตั้งอยู่เลขที่ 1162 ถนนเพชรเกษม แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดประดู่ฉิมพลีประชานิยมเรียกกันว่า วัดประดู่นอก เริ่มสร้าง พ.ศ.2367 สมัยรัชกาลที่ 3 ตอนปลาย สร้างเสร็จเรียบร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-136","name":"วัดราชสิทธาราม","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"135","part":"พิเศษ 33ง","date":"14/2/2018","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342451146:exact","lat":13.736728,"lon":100.483981,"blurb":"วัดราชสิทธาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ไม่ทราบประวัติวัด และนามผู้สร้างวัด จากตำนานพระอารามหลวงได้กล่าวถึงประวัติวัดราชสิทธารามไว้เพียงสั้นๆ ว่า ..","blurbTruncated":true},{"id":"fad-142","name":"วัดสังข์กระจาย","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342451145:exact","lat":13.732955,"lon":100.484904,"blurb":"เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นประมาณปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯ ให้สถาปนาขึ้นใหม่เพื่อพระราชทานแก่คุณจอมแว่นหรือคุณเสือพระสนมเอก พระราชทานนามว่า วัดสังข์กัจจายน์ ตามที่มีการขุดพื้นพระอุโบสถพบพระกัจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5449","name":"วัดเจ้ามูล","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 8 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.736357,"lon":100.472701,"blurb":"วัดเจ้ามูลตั้งอยู่เลขที่ 26/3 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 8 แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเจ้ามูลเป็นวัดโบราณสร้างมานาน สันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ประมาณ พ.ศ.2207 เกี่ยวกับชื่อวัด โดยที","blurbTruncated":true},{"id":"fad-10864","name":"วัดใหม่วิเชียร (ร้าง)","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"อิสรภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.737022,"lon":100.480811,"blurb":"วัดใหม่วิเชียร(ร้าง) เป็นวัดโบราณประวัติความเป็ฯมาของวัดไม่ปรากฏหลักฐาน สันนิษฐานว่าคงสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตามคำบอกเล่า ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก้ยังคงสภาพอยู่ ปัจจุบันตำแหน่งของวัดไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนักแต่ถูกล้อมรอบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-10608","name":"สะพานเจริญพาศน์ 33","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดอรุณ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.736088,"lon":100.487687,"blurb":"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อรองรับความเจริญของบ้านเมือง การสร้างสะพานชุดเจริญนี้ยังเป็นอนุสรณ์ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยสะพานมีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “เจริญ” และต่อด้วยตัวเลขบอกพร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-144","name":"โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน","district":"บางกอกใหญ่","subDistrict":"วัดท่าพระ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"107","part":"70","date":"1/5/1990","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นบ้านพักอาศึยของหลวงฤทธิณรงค์รอน (เจ๊ก แสงมณี) สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2464-2465 โดยว่าจ้างบริษัทของชาวต่างประเทศเป็นผู้ก่อสร้างแล้วเสร็จมีพิธีเปิดเมื่อวันที่13 สิงหาคม พ.ศ.2466 เมื่อหลวงฤทธิณรงค์รอนได้เสียชีวิ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5456","name":"วัดบึงทองหลาง","district":"บางกะปิ","subDistrict":"คลองจั่น","road":"ลาดพร้าว 101","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบึงทองหลางตั้งอยู่เลขที่ 14 ถนนลาดพร้าว ซอย 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรไม่ปรากฏชัด ทราบเพียงแต่คำบอกเล่าของผู้เฒ่าวัย 92 ปีเท่านั้น ว่าเดิมพื้นที่ดิ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-10363","name":"วัดเทพลีลา","district":"บางกะปิ","subDistrict":"หัวหมาก","road":"ซอยรามคำแหง 39 ถนนรามคำแหง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.759766,"lon":100.614515,"blurb":"วัดเทพลีลา เดิมชื่อวัดตึก เป็นวัดเล็ก ๆ อยู่ริมคลองแสนแสบ เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) หลังจากเสร็จศึกสงครามแล้วได้กลับมาสร้างวัดนี้ขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๓๗๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เจ้าพระยาบดินท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-181","name":"วัดกก","district":"บางขุนเทียน","subDistrict":"ท่าข้าม","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"จากลักษณะรูปแบบศิลปกรรมสันนิษฐานว่าสร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายประมาณแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปฏิสังขณ์ขึ้นใหม่และได้รับการปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5459","name":"วัดกำแพง","district":"บางขุนเทียน","subDistrict":"แสมดำ","road":"พระราม 2","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.679952,"lon":100.447814,"blurb":"วัดกำแพงตั้งอยู่เลขที่ 45 ถนนธนบุรี-ปากท่อ หมู่ที่ 6 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สันนิษฐานว่าหน้าวัดคงมีกำแพงใหญ่อยู่ เพราะได้ขุดพบอิฐมอญซึ่งเป็นรากฐานของกำแพงเดิม ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5458","name":"วัดท่าข้าม","district":"บางขุนเทียน","subDistrict":"ท่าข้าม","road":"ซอยท่าข้าม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"","part":"ตอนพิเศษ 109ง","date":"2/5/2019","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดท่าข้าม ตั้งอยู่เลขที่ 1 ซอยท่าข้าม หมู่ที่ 4 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต วัดท่าข้ามสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2375 โดยราษฎร ในแขวงท่าข้ามร่วมกันสร้างขึ้นและขนานนามว่า วัดสุคนธาริยาราม ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8892","name":"วัดนาค (ร้าง)","district":"บางขุนเทียน","subDistrict":"แสมดำ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.672929,"lon":100.44813,"blurb":"วัดนาค (ร้าง) ตั้งอยู่ภายในชุมชนวัดนาค-สี่บาท ริมคลองสนามชัย ซึ่งเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ปรากฎหลักฐานพระพูทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย เจดีย์ และใบเสมาหินทรายสีแดง","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5460","name":"วัดบางกระดี่","district":"บางขุนเทียน","subDistrict":"แสมดำ","road":"บางกระดี่","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางกระดี่ตั้งอยู่เลขที่ 41 ถนนบางกระดี่ หมู่ที่ 8 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางกระดี่เป็นวัดที่สร้างมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2420 ตามประวัติที่เล่ากันสืบๆ มาว่า เดิมนั้นเจ้าอาวาสรูปแรก น","blurbTruncated":true},{"id":"fad-11420","name":"วัดสี่บาท (ร้าง)","district":"บางขุนเทียน","subDistrict":"แสมดำ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.675002,"lon":100.447999,"blurb":"วัดสี่บาท (ร้าง) ตั้งอยู่ใกล้กับคลองสนามชัย เป็นวัดโบราณที่ไม่พบประวัติการก่อสร้างที่ชัดเจน ชื่อวัดสี่บาท(ร้าง)ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในแผนที่ชุด แผนที่มณฑลกรุงเทพสยาม ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยใช้ชื่อว่า วัดบางสี่บาท","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5464","name":"วัดจันทร์นอก","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางโคล่","road":"พระราม 3 ซอย 12","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดจันทร์นอกตั้งอยู่เลขที่ 101ถนนพระราม 3 ซอย 12 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดจันทร์นอกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2313 ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง เนื่องจากมีอีกวั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5465","name":"วัดจันทร์ใน","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางโคล่","road":"เจริญกรุง ซอยประดู่ 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดจันทร์ในตั้งอยู่เลขที่ 449 ซอยประดู่ 1 ถนนเจริญกรุง แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดจันทร์ในสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2313 ในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง ที่ได้มีนามว่า วั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5467","name":"วัดบางโคล่นอก","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางโคล่","road":"พระราม 3","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.68764,"lon":100.512132,"blurb":"วัดบางโคล่นอกตั้งอยู่เลขที่ 3742 ถนนรัชดาภิเษก แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางโคล่นอกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2361 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างขึ้น เกี่ยวกับนามวัดได้เรียกขานตามแขวงท้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5469","name":"วัดราชสิงขร","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"วัดพระยาไกร","road":"เจริญกรุง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"138","part":"พิเศษ 63ง","date":"22/3/2021","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดราชสิงขรตั้งอยู่เลขที่ 2114 ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดราชสิงขรเป็นวัดโบราณที่ไม่ทราบประวัติการก่อสร้างที่ชัดเจน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา หลังจากที่พ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8857","name":"วัดลาดบัวขาว","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางคอแหลม","road":"ซอยเจริญกรุง 80 ถนนเจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.701291,"lon":100.49714,"blurb":"วัดลาดบัวขาว ตั้งอยู่เลขที่ 650 ซอยเจริญกรุง 80 ถนนเจริญกรุง แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดลาดบัวขาวสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2310 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องถึงสมัยกรุงธนบุรีตอนต้นและ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5470","name":"วัดวรจรรยาวาส","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"วัดพระยาไกร","road":"ซอยเจริญกรุง 72 ถนนเจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.708837,"lon":100.50783,"blurb":"วัดวรจรรยาวาส ตั้งอยู่เลขที่ 2010/25 ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดวรจรรยาวาส เดิมมีนามว่า วัดบางขวางล่าง สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2360 ในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยท่านขุนทองสื่อ (","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5463","name":"วัดอินทรบรรจงทรงวาดราษฎร์บำรุง","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางคอแหลม","road":"พระราม 3","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดอินทรบรรจงทรงวาดราษฎร์บำรุงตั้งอยู่เลขที่ 48ถนนพระราม 3 แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลมกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายโฉนดเลขที่ 1113วัดอินทรบรรจงทรงวาดราษฎร์บำรุงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 แต่เดิมมีนามว่า วัดทัดมารามตามน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5468","name":"วัดเรืองยศสุทธาราม (วัดบางโคล่ใน)","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางโคล่","road":"ซอยเจริญราษฎร์ 7 ถนนพระราม 3","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.691629,"lon":100.513267,"blurb":"วัดเรืองยศสุทธารามตั้งอยู่เลขที่ 924แขวงบางโคล่เขตบางคอแหลมกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเรืองยศสสุทธาราม ประชาชนนิยมเรียกว่า วัดบางโคล่ใน ตามนามแขวงที่สร้างวัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2400 และได้รับพระรา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5466","name":"วัดไทร","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางโคล่","road":"ซอยเจริญราษฎร์ 7 ถนนพระราม 3","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.689268,"lon":100.518032,"blurb":"วัดไทรตั้งอยู่เลขที่ 635 ซอยประดู่ 1 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดไทรสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2410 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.2440","blurbTruncated":false},{"id":"fad-8848","name":"วัดไผ่เงินโชตนาราม","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"บางโคล่","road":"จันทร์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดไผ่เงินโชตนารามตั้งอยู่เลขที่ 882 ถนนจันทร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดไผ่เงินโชตนารามสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2335 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง ในระยะแรกนั้นมีหลวงตาคล้ายเป็นผู้ปก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12340","name":"สุสานโปรเตสแตนท์","district":"บางคอแหลม","subDistrict":"วัดพระยาไกร","road":"เจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.706595,"lon":100.504788,"blurb":"สุสานโปรเตสแตนท์ หรือ สุสานฝรั่ง เป็นสุสานของคริสตชนโปรเตสแตนท์ในประเทศไทย ชาวโปรเตสแตนต์ที่เข้ามาในรัชกาลที่ ๔ มีความต้องการพื้นที่สุสานในการฝังศพเป็นของตนเอง ไม่ต้องไปรบกวนขอใช้พื้นที่ร่วมจากชุมชนคริสเตียนนิกายอื่นซึ่ง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-15708","name":"คลองซุง","district":"บางซื่อ","subDistrict":"วงศ์สว่าง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.813793,"lon":100.516788,"blurb":"เป็นคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อใช้สำหรับพักท่อนซุงที่ขนโดยเรือมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนลำเลียงขึ้นรถไฟ เมื่อปี พ.ศ. 2557 ถูกการทางพิเศษแห่งประเทศไทยถมไปครั้งหนึ่งเพื่อสร้า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-186","name":"วัดทองสุทธาราม","district":"บางซื่อ","subDistrict":"บางซื่อ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดทองสุทธารามสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2315 ในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฎนามผู้สร้าง เดิมเรียกว่า วัดทอง ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดทองสุทธาราม เมื่อประมาณ พ.ศ. 2463 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพ.ศ. 2330 ที่มา1. กรม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-89","name":"วัดมัชฌันติการาม","district":"บางซื่อ","subDistrict":"บางซื่อ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2417 โดยเจ้าจอมมารดาเที่ยงแล้วขนานนามวัดตามชื่อผู้สร้างคือเจ้าจอมมารดาเที่ยงโดยใช้ศัพท์ว่ามัชฌัชติกและอารามเป็นมัชฌันติการามหมายถึงวัดของเจ้าจอมมารดาเที่ยงแต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดน้อยได้รั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12386","name":"วัดอนัมนิกายาราม","district":"บางซื่อ","subDistrict":"บางซื่อ","road":"ถนนประชาราษฎร์ สาย1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.810676,"lon":100.519263,"blurb":"สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2330 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งที่องเชียงสือได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทยและครอบครัวขององโหเดืองดึ๊กและองทงยุงยาน ก็ได้ย้ายตามองเชียงสือเข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8858","name":"วัดเลียบราษฎร์บำรุง","district":"บางซื่อ","subDistrict":"บางซื่อ","road":"กรุงเทพ-นนทบุรี ซอย 43","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.829454,"lon":100.521804,"blurb":"วัดเลียบราษฎร์บำรุง ตั้งอยู่เลขที่ 2451 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเลียบราษฎร์บำรุง สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2310 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง วัดนี้ไ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5471","name":"สะพานพระราม 6","district":"บางซื่อ","subDistrict":"บางซื่อ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สะพานพระราม 6 เป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานแรกของไทย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2465 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเชื่อมทางรถไฟฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ติดต่อกัน สะพานสร้างเสร็จใน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5472","name":"วัดบางนานอก","district":"บางนา","subDistrict":"บางนา","road":"สรรพาวุธ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางนานอกตั้งอยู่เลขที่ 18 ถนนสรรพาวุธ หมู่ที่ 3 แขวงบางนา เขตบางนา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางนานอกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2425 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้างเกี่ยวกับนามวัดได้เรียกขานกันตามลักษณะภูมิประเทศที่วัดตั้งอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5473","name":"วัดบางนาใน","district":"บางนา","subDistrict":"บางนา","road":"สุขุมวิท","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางนาในตั้งอยู่เลขที่ 3322 ถนนสุขุมวิท แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางนาในสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2433 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง เนื่องจากวัดตั้งอยู่ริมคลองบางนาจึงได้มีนามอย่างนั้น แ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5474","name":"วัดบางบอน","district":"บางบอน","subDistrict":"บางบอน","road":"เอกชัย","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบางบอนตั้งอยู่เลขที่ 33 ถนนเอกชัย หมู่ที่ 3 แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางบอนเป็นวัดที่สร้างมาเมื่อ พ.ศ. 2453 โดยมีปู่เฉย ย่ากัน เปียธัญญา เป็นผู้สร้างวัด ซึ่งได้อุทิศที่ดิน 5 ไร่ และเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-180","name":"พระอุโบสถวัดบางยี่ขัน","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"100","part":"88","date":"31/5/1983","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณสันนิษฐานว่าสร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่3-4ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมากฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นพระประธานภายในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปหินทรายสมัยอยุธยา","blurbTruncated":false},{"id":"fad-8872","name":"มัสยิดบางอ้อ","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางอ้อ","road":"ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.79479,"lon":100.511275,"blurb":"มัสยิดบางอ้อ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างโดยสัปบุรุษในชุมชนมัสยิดบางอ้อซึ่งเป็นนักธุรกิจ และพ่อค้าชาวมุสลิมเชื้อสายเปอร์เชีย มุสลิมเหล่านี้สืบเชื้อสายจากสุลต่านสุไลมาน ซาห์ ซึ่งเป็นพวกมุสลิมซุนนี(สุหนี่) ชาวมุสลิมที่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5476","name":"วังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราช (วังบางพลู)","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางพลัด","road":"ซอยเจ้าพระยาสยาม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังพระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราชสร้างขึ้นในราวพ.ศ. 2430 เมื่อทรงชอบกับหม่อมสะอาด คุณแม่ของหม่อมสะอาดได้ปลูกเรือนหอให้ โดยปลูกเป็น 2 หลัง เป็นเรือนของคุณแม่หม่อมสะอาดหลังหนึ่ง และเป็นเรือนหอของพระองค์เจ้าพร้อมพงศ์อธิราชกับหม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-175","name":"วัดคฤหบดี","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"74","part":"88","date":"15/10/1957","topic":"เพิกถอนและขึ้นบัญชีโบราณวัตถุสถานสำหร้บชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/377888080:exact","lat":13.772044,"lon":100.49609,"blurb":"วัดคฤหบดี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครวัดนี้เป็นที่ตั้งเดิมของพระราชมนตรี (ภู่) ข้าราชการในกรมพระคลังมหาสมบัติครั้งรัชกาลที่ 3 ได้อุทิศให้สร้างขึ้นเป็นวัด และน้อมเกล้าฯ ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5480","name":"วัดจตุรมิตรประดิษฐาราม","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"ซอยวัดดาวดึงษาราม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1000481581:exact","lat":13.768053,"lon":100.49241,"blurb":"วัดจตุรมิตรประดิษฐาราม ตั้งอยู่เลขที่ 286 ซอยวัดดาวดึงษาราม แขวงบางยี่ขัน เขตพลัด กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดจตุรมิตรประดิษฐารามสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2365 ในรัชกาลที่ 2 เดิมมีนามว่า วัดสี่จีน โดยที่มีชาวจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12387","name":"วัดฉัตรแก้วจงกลณี","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางอ้อ","road":"จรัญสนิทวงศ์ 94","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.80128,"lon":100.514078,"blurb":"วัดฉัตรแก้วจงกลณี สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๐ ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง นามของวัด น่าจะมีความหมายบอกถึงผู้สร้างหรือผู้เกี่ยวข้องอยู่บ้าง แต่ยังไม่พบหลักฐาน อาคารต่างๆภายในวัดของเดิมได้ชำรุดทรุดโทรมไปมาก เนื่องจากเป","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5481","name":"วัดดาวดึงษาราม ( วัดขรัวอิน หรือ วัดดาวดึงษาสวรรค์ )","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"สมเด็จพระปิ่นเกล้า ซอยวัดดาวดึงษ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333233934:exact","lat":13.767921,"lon":100.491421,"blurb":"วัดดาวดึงษาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตอนใต้ปากคลองบางยี่ขัน แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครเจ้าจอมแว่น พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสร้างขึ้น และนิมน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-178","name":"วัดทอง","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/377888078:exact","lat":13.778946,"lon":100.493687,"blurb":"เป็นวัดเล็กๆมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5482","name":"วัดน้อยนางหงษ์","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.772174,"lon":100.488943,"blurb":"วัดน้อยนางหงษ์ตั้งอยู่เลขที่ 346 คลองบางยี่ขัน แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดน้อยนางหงษ์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2350 โดยมีพระอาจารย์ปิ่น ซึ่งเป็นพระสัทธิวิหาริก วัดดาวดึงษาราม ได้มาซื้อ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5483","name":"วัดบวรมงคลราชวรวิหาร (วัดลิงขบ)","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"จรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.775308,"lon":100.496732,"blurb":"วัดบวรมงคลเป็นวัดโบราณ เดิมชื่อ วัดลิงขบ เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (บ้างว่าวัดนี้สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2300โดยชาวรามัญที่อพยพมาจากเมืองหงสาวดี เมื่อถูกพม่าตีแตกและได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8847","name":"วัดพระยาศิริไอยสวรรค์","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"ซอยอรุณอมรินทร์ 36 ถนนพระราม 8","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.768742,"lon":100.492926,"blurb":"จากหลักฐานทางเอกสารที่ปรากฏระบุว่า วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งรัชกาลที่3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ.2367 โดยนายฟัก ข้าราชการในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทางบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศิริไอยสวรรค์ จึงได้ใช้ชื่อบรรดาศักดิ์","blurbTruncated":true},{"id":"fad-174","name":"วัดภคินีนาถ","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/245925196:exact","lat":13.779579,"lon":100.498481,"blurb":"วัดภคินีนาถเป็นวัดที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดบางจาก เนื่องจากตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงปากคลองบางจาก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดนอก คู่กับวัดใน คือวัดที่อยู่ด้านในถัดไป เช่นวัดทอง วัดสิงห์ เป็นต้น วัดบางจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5478","name":"วัดภาณุรังษี","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางพลัด","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 75 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.788113,"lon":100.498977,"blurb":"วัดภาณุรังษีตั้งอยู่เลขที่ 512 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดภาณุรังษีเป็นวัดเก่าสันนิษฐานว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ประมาณ พ.ศ.2223 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5475","name":"วัดรวกบางบำหรุ","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางบำหรุ","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.782308,"lon":100.484355,"blurb":"วัดรวกบางบำหรุตั้งอยู่เลขที่ 1803 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดรวกบางบำหรุประชาชนเรียกกันว่า วัดรวก เพราแต่เดิมมีไม้รวกขึ้นอยู่ทั่วไปในบริเวณวัดประกอบกับมีวัดรวกสุทธารามอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-13636","name":"วัดวิมุตยาราม","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางอ้อ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.809921,"lon":100.514125},{"id":"fad-8873","name":"วัดสวนสวรรค์ (ร้าง)","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1422673318:exact","lat":13.772491,"lon":100.494494,"blurb":"วัดสวนสวรรค์เป็นวัดร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้างและถูกทิ้งร้างไปเมื่อใด จากหลักฐานแผนที่เก่ากรุงเทพ ปี 2439 ปรากฏชื่อวัดสวนสวรรค์คู่มากับวัดคฤหบดีแล้ว สันนิษฐานจากลักษณะรูปแบบแผนผังขอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5484","name":"วัดสิงห์","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 64 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.783128,"lon":100.495209,"blurb":"วัดสิงห์ ตั้งอยู่เลขที่ 30ถนนจรัญสนิทวงศ์แขวงบางยี่ขันเขตบางพลัดกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายอาณาเขตทิศเหนือติดกับตลาดกรุงธนบุรีทิศใต้ติดต่อกับคลองทิศตะวันออกติดต่อกับคลองทิศตะวันตกติดต่อกับตลาดกรุงธนบุรีพื้นที่ตั้ง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8863","name":"วัดอาวุธวิกสิตาราม (วัดบางพลัดนอก)","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางพลัด","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 72 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.79025,"lon":100.50566,"blurb":"สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต มีที่ดินตั้งวัด ส.ค. 1 เลขที่ 9อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับคลองบางพลัดทิศใต้ติดต่อกับที่ดินเอกชนทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกติดกับที่ดินเอกชนที่ธรณีสงฆ์โฉนดที่ดินเลขที่ 1451, 1324, 6720","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12234","name":"วัดเทพนารี","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางพลัด","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 64","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.784736,"lon":100.500863,"blurb":"วัดเทพนารี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙ โดยมีชาวมอญ ๒ พี่น้อง ที่ได้มาพึ่ง พระโพธิสมภารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ความดีความชอบ แต่งตั้งเป็น “ท่านท้าว” ผู้น้องได้นามว่า ทอง คือ ท้าวเทพากร ผู้สร้างว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5477","name":"วัดเทพากร","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางพลัด","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 68 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.786582,"lon":100.50251,"blurb":"สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเทพากรสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2375 ในสมัยรัชกาลที่ 2 ตอนปลาย ผู้สร้างคือ ท้าวเทพากร เดิมนามว่า ทอง มีพี่นามว่า เงิน สองพี่น้องเป็นชาวมอญที่ได้อพยพมาอาศัยพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อสร้า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-179","name":"วัดเปาโรหิต","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1350308454:prefix","lat":13.780491,"lon":100.494764,"blurb":"วัดเปาโรหิตย์ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้อายู่หัว พระอุโบสถสร้างแบบรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 4 ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-176","name":"วัดใหม่เทพนิมิตร","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/376303739:exact","lat":13.778798,"lon":100.497178,"blurb":"ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของคลองบางจาก มีฐานะเป็นวัดราษฎร์เดิมชื่อ วัดใหม่พระครูนิมิตศีลคุณเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้เปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดใหม่เทพนิมิตร ประวัติการสร้างวัดใหม่เทพนิมิตรนั้นไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างเมื่อใดสันนิษฐานจาก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5379","name":"โรงสุราบางยี่ขัน","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"โรงงานสุราบางยี่ขันตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกก่อตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ 1 และได้ตกทอดจากนายอากรสุรามาเป็นสมบัติของกรมสรรพสามิตกระทรวงการคลังในฐานะตัวแทนของรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5479","name":"โรงเรียนราชการุญมูลนิธิ","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"โรงเรียนราชการุญมูลนิธิ ตั้งอยู่เลขที่ 123/1 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โรงเรียนราชการุญมูลนิธิ เดิมชื่อโรงเรียนราชการุญ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับมัสยิดบางกอกน้อย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนราชการุญได้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-173","name":"โรงเรียนวัดเปาโรหิตย์","district":"บางพลัด","subDistrict":"บางยี่ขัน","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1350308456:exact","lat":13.780321,"lon":100.495257,"blurb":"โรงเรียนวัดเปาโรหิตย์สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2470 โดยนายชม เปาโรหิตย์ ได้ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับสอนเด็กเล็กขึ้นโดยอาศัยศาลาวัดเป็นสถานที่เรียนหนังสือ ต่อมา พ.ศ. 2475 เจ้าพระยามุขมนตรีศรีสมุหนครบาล ได้สร้างอาคารเรียนไม้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8885","name":"ตำหนักพระองค์เจ้าปฤษฎางค์","district":"บางรัก","subDistrict":"มหาพฤฒาราม","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5494","name":"บิติชคลับ","district":"บางรัก","subDistrict":"สุริยวงศ์","road":"สุรวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-10064","name":"บ้านพระยาอนุมานราชธน","district":"บางรัก","subDistrict":"สุริยวงศ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"134","part":"153","date":"10/2/2017","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.726908,"lon":100.526711,"blurb":"บ้านพระยาอนุมานราชธน เป็นบ้านไม้ที่สร้างขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ ๖-๗ ที่ถนนเดโช ย่านสีลม ขนาดของบ้านไม่ใหญ่มากนักแต่ปลูกอยู่บนพื้นที่ดินกว้างขวาง ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ซึ่งท่านเจ้าของได้ปลูกขึ้นด้วยความรักเพื่อเป็นที","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8874","name":"บ้านพักตำรวจน้ำ เลขที่ 116 118 และ 120 (โรงภาษี) ซอยเจริญกรุง 36","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"ซอบเจริญกรุง 36","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.725152,"lon":100.51535,"blurb":"บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับสถานทูตฝรั่งเศสและชุมชนมัสยิดฮารูณ ชุมชนเก่าแก่อยู่ในพื้นที่บริเวณนี้มากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว ปรากฏบ้านไม้โบราณซึ่งมีสถาปัตยกรรมงดงาม จำนวน 3 หลัง ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณพื้นที่เดียวกันแต่มีรั้วร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-103","name":"บ้านอับดุลราฮิม","district":"บางรัก","subDistrict":"สีลม","road":"พระราม 4","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"111","part":"71ง","date":"6/9/1994","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านอับดุลราฮิมสร้างขึ้นในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อช่วงต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประมาณ 80 ปีมาแล้ว โดยคหบดีชาวอินเดียผู้เข้ามาตั้งรกรากทำการค้าในประเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5495","name":"บ้านฮกลกซิ่ว","district":"บางรัก","subDistrict":"สีลม","road":"ข้างซอยศึกษาวิทยา ถนนสาธรเหนือ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-8879","name":"บ้านเลขที่ 1 ซอยกัปตันบุช","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ปัจจุบันแม้จะไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับบ้านเรือนของกัปตันบุชปรากฏอยู่ให้เห็นแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงเหลือเป็นอนุสรณ์คือ ตรอกที่ตั้งบ้านเรือนของกัปตันบุช เรียกกันทั่วไปว่า ตรอกกัปตันบุช (ซอยเจริญกรุง 30) และบ้านเลขที่ 1 ซึ่งได้ตั้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-11660","name":"บ้านเลขที่ 1 ถนนนเรศ","district":"บางรัก","subDistrict":"สี่พระยา","road":"นเรศ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.730993,"lon":100.523543,"blurb":"ตั้งอยู่ข้างสำนักงานเขตบางรัก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเจ้าของคือ พระยาพลางกูรธรรมวิจัย (เผดิม) เป็นผู้พิพากษาศาลมณฑลภูเก็ตและเคยเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านหลังนี้พระยาพลางกูรธรรมพิจัย (เ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5492","name":"วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม)","district":"บางรัก","subDistrict":"สีลม","road":"ถนนปั้น","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดพระศรีอุมาเทวีสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2422 โดยชาวอินเดียได้ซื้อที่ดินบริเวณถนนสีลมเพื่อสร้างเทวสถานของเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ใช้ชื่อว่า ศาลาศรีมรีอัมมัน อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มชาวอินเดียทามิล (ชนเผ่าทราวิฑ) ปีต่อมาช","blurbTruncated":true},{"id":"fad-101","name":"วัดมหาพฤฒาราม","district":"บางรัก","subDistrict":"มหาพฤฒาราม","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"99","part":"130","date":"14/9/1982","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/231405201:exact","lat":13.73271,"lon":100.516779,"blurb":"วัดมหาพฤฒารามเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารเดิมชื่อว่า วัดท่าเกวียน เนื่องจากเคยเป็นที่พักแรมของกองเกวียนที่เดินทางเข้ามาค้าขายในบางกอกช่วงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมารัชกาลที่ 4 เปลี่ยนชื่อเป็น วัดตะเคี","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8846","name":"วัดม่วงแค","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"เจริญกรุง ตรอกวัดม่วงแค","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดม่วงแคตั้งอยู่เลขที่ 28 ตรอกวัดม่วงแค แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดม่วงแคไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพรา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5486","name":"วัดสวนพลู","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"ซอยเจริญกรุง 42/1 ถนนเจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.721924,"lon":100.515625,"blurb":"วัดสวนพลูตั้งอยู่เลขที่ 58 ถนนเจริญกรุง แขวงบางรัก เขตบางรักกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายโฉนดเลขที่ 4283อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับซอยโรงเรียนอัสสัมชัญทิศใต้ติดต่อกับถนนถมใหม่ทิศตะวันออกติดต่อกับอาคารเอกชนริมถนนเจริญก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5491","name":"วัดหัวลำโพง","district":"บางรัก","subDistrict":"สี่พระยา","road":"พระราม 4","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/231405199:exact","lat":13.731587,"lon":100.529475,"blurb":"วัดหัวลำโพงตั้งอยู่เลขที่ 728ถนนพระราม 4แขวงสี่พระยาเขตบางรักกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับที่เอกชนทิศใต้ติดต่อกับที่เอกชนทิศตะวันออกติดต่อกับถนนพระราม 4 และที่เอกชนทิศตะวันตกติดต่อกับที่เอกชน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5490","name":"วัดแก้วแจ่มฟ้า","district":"บางรัก","subDistrict":"มหาพฤฒาราม","road":"สี่พระยา","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/231405200:exact","lat":13.731414,"lon":100.519474,"blurb":"วัดแก้วแจ่มฟ้า ตั้งอยู่เลขที่ 476 ถนนสี่พระยา แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดแก้วแจ่มฟ้าแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ที่บริเวณโรงแรมรอแยลออร์คิด สร้างขึ้นมานานแล้ว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดให้ย้า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-104","name":"ห้องสมุดเนียลสัน เฮล์","district":"บางรัก","subDistrict":"สุริยวงศ์","road":"สุรวงศ์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปีพ.ศ.2412 สมาคม The Bangkok Ladies’ Library Association ถือกำเนิดขึ้นจากคณะภรรยาของมิชชันนารีชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยรวบรวมหนังสือจัดเป็นห้องสมุดขึ้น แต่ยังไม่มีอาคารถาวร กิจการห้องสม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8878","name":"อาคารที่ทำการไปรษณีย์กลาง","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเปิดกิจการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย และให้พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงษ์กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดชเป็นเสนาบดีผู้สำเร็จราชการ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-106","name":"อาคารศุลกสถาน (สถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก)","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"ซอยเจริญกรุง 36","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"นับตั้งแต่ไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาบาวริงกับรัฐบาลอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2398 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นการเปิดประตูการค้ากับประเทศตะวันตก มีผลให้ไทยต้องจัดตั้งศุลกสถาน (CUSTOMS HOUSE) หรือโรงภาษีขึ้นเพื่อจัดเก็บภาษีขาเข้าในอัตราร้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-105","name":"อาคารสถานทูตรัสเซีย (เดิม)","district":"บางรัก","subDistrict":"สีลม","road":"สาทรเหนือ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารสถานฑูตรัสเซียน่าจะสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2459 ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 โดยเดิมเป็นบ้านของหลวงวิจิตร์จำนงค์วานิช (ถมยา รงควนิช) ขุนนางเชื้อสายจีนไหหลำ บุตรเขยหลวงสาทรราชายุกต์ (เจ้สัวยม) ซึ่งต่อมาบ้านหลัง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-15006","name":"อาคารอีสต์เอเชียติก","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"เจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.723249,"lon":100.513978,"blurb":"อาคารบริษัท อีสต์เอเชียติก หรือ บริษัท แอนเดอร์เซนแอนด์โก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อตั้งโดย นาย เอช เอ็น แอนเดอร์เซน (H.N. Andersen) ซึ่งเป็นกัปตันเรือชาวเดนมาร์ก เดินเรือเข้ามาค้าขายในบางกอกช่วงปี พ.ศ. 2427 และได้รั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5489","name":"อาคารโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"เจริญกรุง 40","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5487","name":"อาสนวิหารอัสสัมชัญ","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.723038,"lon":100.515175,"blurb":"อาสนวิหารอัสสัมชัญเป็นจุดสังเกตของพื้นที่ และตั้งอยู่ในย่าน Creative District ที่มีความหลากหลายทางศาสนาในเขตบางรัก ในปี ค.ศ. 1809 หัวหน้ามิชชันนารีได้เริ่มการก่อสร้างโบสถ์ให้เป็นรูปร่างขึ้นเป็นครั้งแรก และโบสถ์สไตล์ไทยเด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5488","name":"เดอะไชน่าเฮาส์","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"ตรอกโอเรียลเต็ล ถนนเจริญกรุง 40","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารเดอะไชน่าเฮาส์ สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2466 แต่ไม่ทราบสร้างแน่ชัดเกี่ยวกับเจ้าของอาคาร ผู้สร้างหรือสถาปนิกผู้ออกแบบ ปัจจุบันอาคารเดอะไชน่าเฮาส์เป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยโรงแรมแมนดาร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5493","name":"โบสถ์น้อย โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์","district":"บางรัก","subDistrict":"สีลม","road":"คอนแวนต์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.725455,"lon":100.535134,"blurb":"โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ เป็นโรงเรียนหนึ่งในเครือของคณะภคินี SOEURS DE SAINT PAUL DE CHARTRES กลุ่มคณะนักบวชสตรี ในคริสตศาสนา เดินทางมาจากฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2441 เพื่อเผยแพร่ธรรมและช่วยส่งเสริมงานพัฒนาสังคมไทยด้านการ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8880","name":"โบสถ์ไคร้สต์เชิช","district":"บางรัก","subDistrict":"สีลม","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.724043,"lon":100.535412,"blurb":"โบสถ์ไคร้สตเชิชหรือคริสตจักรไคร้สต์เชิช หรือ The Protestant Union Chapel เรียกกันทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า โบสถ์อังกฤษ เป็นโบสถ์คริสต์ในนิกาย โปรแตสแตนท์ แบบแองลิกัน ได้ก่อตั้งขึ้นและอยู่ในความอุปถัมภ์ของคณะชาวอังกฤษที่นับถื","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5485","name":"โรงแรมโอเรียนเต็ล","district":"บางรัก","subDistrict":"บางรัก","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5461","name":"วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร","district":"บางเขน","subDistrict":"อนุสาวรีย์","road":"พหลโยธิน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.874148,"lon":100.59365,"blurb":"วัดพระศรีมหาธาตุเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหารตั้งอยู่ริมถนพหลโยธินแขวงอนุสาวรีย์เขตบางเขนรัฐบาลสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2483 ให้ชื่อว่า วัดประชาธิปไตยเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการเปล","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5656","name":"วัดราษฎร์บำรุง","district":"บางแค","subDistrict":"หลักสอง","road":"ซอยเพชรเกษม 69 ถนนเพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.701061,"lon":100.378064,"blurb":"วัดราษฎร์บำรุงตั้งอยู่เลขที่ 10 ถนนเพชรเกษม 69 หมู่ที่ 9 แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต วัดราษฎร์บำรุงสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2425 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง เดิมเป็นวัดมอญ ได้เปลี่ยนแปลงขึ้นก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5497","name":"วัดนวลจันทร์","district":"บึงกุ่ม","subDistrict":"คลองกุ่ม","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดนวลจันทร์ตั้งอยู่เลขที่ 43 หมู่ที่ 12 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดนวลจันทร์เดิมมีชื่อว่า วัดบางขวด เป็นวัดเก่าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกฝั่งตรงข้าม ในสมัยนั้นชาวบ้านเรียกว่า วัดสองพี","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5498","name":"วัดพิชัย","district":"บึงกุ่ม","subDistrict":"คลองกุ่ม","road":"สุขาภิบาล 2","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดพิชัยตั้งอยู่เลขที่ 30 ถนนสุขาภิบาล 2 หมู่ที่ 1 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดพิชัยเป็นวัดเก่าเดิมชื่อว่า วัดใหม่พิชัยทัศนารามสว่างอารมณ์ เริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2410 โดยพระอาจารย์หน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5506","name":"ตึกแดง (การรถไฟแห่งประเทศไทย)","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.746619,"lon":100.517134,"blurb":"ตึกแดง หรืออาคารที่ทำการพัสดุ การรถไฟแห่งประเทศไทย ก่อสร้างเมื่อปีพ.ศ.2471 - 2474 ออกแบบโดยหลวงสุขวัฒน์สุนทร อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้อาคารคลังพัสดุของกรมรถไฟหลวงกระจัดกระจาย จึงสร้างอาคารที่ทำการพัสดุส่ว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5507","name":"บ้านพิบูลธรรม (สำนักงานพลังงานแห่งชาติ)","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"พระราม 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านพิบูลธรรม ตั้งอยู่ในบริเวณกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน ริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านหน้าติดถนนพระราม 1อีกด้านหนึ่งติดทางรถไฟสายเหนือ และวัดบรมนิวาสราชวิหารด้านท้ายติดห้องแถวตลาดโบ๊เบ๊เดิมชื่อว่า บ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5515","name":"ปาร์คนายเลิศ","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ลุมพินี","road":"ถนนเพลินจิต ซอยสมคิด","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5516","name":"พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสวนลุมพินี","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ลุมพินี","road":"ถนนราชดำริ - พระรามที่ 4","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ ณ สวนลุมพินี มุมด้านถนนราชดำริบรรจบกับถนนพระราม 4แขวงลุมพินีเขตปทุมวันพ.ศ. 2482 รัฐบาลได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์โดยใช้รายได้ที่ประชาชนบริจาค เพื่อแสดงความ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5517","name":"วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ลุมพินี","road":"วิทยุ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินสร้างวังบริเวณริมถนนหลวงฟากใต้ ตรงกับวัดเทพศิรินทราวาส แต่ยังมิได้สร้างตำหนักที่ประทับ จนสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่เสด็จกลับจากศึกษา ณ ประเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5510","name":"วัดดวงแข","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"จารุเมือง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/664326666:exact","lat":13.741607,"lon":100.518736,"blurb":"วัดดวงแข เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย จากหลักฐานที่ปรากฏในแผนที่โบราณซึ่งสำรวจในปี พ.ศ. 2439 และ พ.ศ. 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ระบุชื่อวัดในแผนที่ว่า วัดแคในและแผนที่ซึ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-107","name":"วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร (วัดประทุมวนาราม)","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"พระรามที่ 1","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.745898,"lon":100.537297,"blurb":"วัดปทุมวนาราม เป็นพระอารามหลงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหารเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2400 ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัต","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5511","name":"วัดสระบัว","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"ซอยรองเมือง 2 พระราม1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.747948,"lon":100.518631,"blurb":"วัดสระบัวตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนพระราม 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสระบัวสร้างขึ้นมาประมาณ พ.ศ. 2406 โดยคณะของเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบาง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. 2407 และผูกพ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5512","name":"สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง)","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"พระราม 4","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.738606,"lon":100.516617,"blurb":"สถานีรถไฟหัวลำโพง ตั้งอยู่มุมถนนพระราม 4 ริมคลองผดุงกรุงเกษมฝั่งตะวันออกใกล้กับสะพานเจริญสวัสดิ์แขวงรองเมืองเขตปทุทมวันเรียกกันโดยทั่วไปว่า สถานีรถไฟหัวลำโพงสถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดใช้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459ในรัชส","blurbTruncated":true},{"id":"fad-109","name":"สถานีวิทยุศาลาแดง","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ลุมพินี","road":"วิทยุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"100","part":"88","date":"31/5/1983","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พลเอกพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมเป็นผู้ทรงริเริ่มกิจการวิทยุและวิทยุกระจายเสียงขึ้นในประเทศไทย ได้ทรงตั้งสถานีทดลองเครื่องส่งคลื่นขนาดกลางขนาด 1 กิโลวัตต์ขึ้นที่ตำบลศาลาแดงใช้ช่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5519","name":"สถานเสาวภา","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"พระราม 4","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.732375,"lon":100.532766,"blurb":"สถานเสาวภา เป็นสถาบันซึ่งปรับขยายการบริการ ในด้านการรักษาขึ้นมาจาก ปัสตุรสภา(ปาสตุระสภา) ในช่วงปี พ.ศ.2455 สังกัดของกระทรวงมหาดไทยอันเนื่องมาจากในปี พ.ศ. 2454หม่อมเจ้าหญิงบันลุศิริสาร ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5500","name":"สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตอุเทนถวาย","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตอุเทนถวายเดิมชื่อว่า โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2477 โดยในเริ่มแรก โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายฯ ถือเป็นโรงเรียนประเภทอาชีวศึกษาและเป็นแม่แบบของโรงเร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5543","name":"สะพานกษัตริย์ศึก","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"พระราม 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1233759735:exact","lat":13.749047,"lon":100.516916,"blurb":"สะพานกษัตริย์ศึก เป็นสะพานเก่าอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ บนถนนพระราม 1ที่ยังคงใช้งานเป็นสะพานข้ามทางรถไฟอยู่จนถึงปัจจุบัน สะพานกษัตริย์ศึกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8891","name":"อาคารกรีฑาสถานแห่งชาติ (สนามศุภชลาศัย)","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"วังใหม่","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"กรีฑาสถานแห่งชาติมีต้นกำเนิดจากการแข่งขันกรีฑานักเรียน ซึ่งโดยปกติจะจัดขึ้นในสนามกีฬาของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 นาวาโทหลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก มีดำริในการจัดหาสถานที่ตั้ง สนามกีฬากลางกรมพ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5501","name":"อาคารคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.737182,"lon":100.530443,"blurb":"อาคารเรียนคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2470 โดยหลวงวิศาลศิลปกรรม","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5502","name":"อาคารคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"พญาไท","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.738129,"lon":100.533711,"blurb":"หลังจากการประชุมเพื่อพิจารณายกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนให้เป็นมหาวิทยาลัยในปี พ.ศ.2456 กระทรวงธรรมการได้มอบหมายให้ Dr.Karl Dohring และนาย Edward Healey ออกแบบอาคารเรียนแต่คณะกรรมการเลือกแบบของนายEdward Healey เนื่องจา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5503","name":"อาคารจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารจักรพงษ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2475จากการออกแบบของหลวงวิศาลศิลปกรรม อาคารนี้ตั้งอยู่ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ หันหน้าไปทางหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5513","name":"อาคารที่ 1/64 ในโรงเรียนสีตบุตรบำรุง","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"รองเมือง","road":"จรัสเมือง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6อาคารเลขที่ 164 เป็นบ้านของพระยาศรีธรรมาธิราช (เจิมบุณยรัตน์พันธุ์)ต่อมาได้รับโอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จนกระทั่งหลังสงครามโลกค","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5504","name":"อาคารหอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารหอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นอธิการบดี ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2482 ออกแบบโดยพระพรหมพิจิตร","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5505","name":"โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์","district":"ปทุมวัน","subDistrict":"ปทุมวัน","road":"พระรามที่ 4","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/31974134:exact","lat":13.732746,"lon":100.536083,"blurb":"โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สร้างขึ้นโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าจ้าอยู่หัวที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมด้วยพระมารดา และภคินี สนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-46","name":"กรมโยธาธิการ (อาคารหลังเก่า)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"หลานหลวง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"112","part":"59ง","date":"25/7/1995","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/20348290:prefix","lat":13.77672,"lon":100.530258,"blurb":"กรมโยธาธิการ ตั้งอยู่บริเวณมุมถนนหลานหลวงบรรจบกะถนนราชดำเนิน ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตพระนคร อาคารกรมโยธาธิการนี้ สร้างสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นห้างตัดเย็บเสื้อชื่อ ยอนแซมซัน มีชื่อเสียงในการตัดสูทสากล ต่อมาเป็นห้างสุดาดิลกขา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5672","name":"คลองมหานาค","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/217409450:exact","lat":13.754294,"lon":100.51168,"blurb":"คลองมหานาค เป็นคลองขุดในสมัยรัชกาลที่ 1 มีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับประชาชนประชุมเล่นเพลงเรือและสักวาในฤดูน้ำ ตามประเพณีเดิมครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า มีพระราชดำริจะสร้างสะพานช้างข้าม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5536","name":"ตลาดและตึกแถวบริเวณถนนนางเลิ้ง","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ย่านนางเลิ้งเป็นพื้นที่สำคัญตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 เนื่องจากมีการขุดคลองผดุงกรุงเกษมเมื่อพ.ศ.2374 ความเจริญที่เดิมขยายเฉพาะในพระนครขยายวงกว้างขึ้น และพื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นที่รู้จัก มีราษฎรจากแหล่งอื่นอพยพมาตั้งบ้านเรื","blurbTruncated":true},{"id":"fad-113","name":"ตึก S.A.B.","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"วรจักร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"104","part":"143","date":"28/7/1987","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกเอส เอ บีเป็นอาคารเก่า มีลักษณะสถาปัตยกรรมในปลายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้เช่าเป็นที่ทำการของสำนักพิมพ์ซิงเสียนเยอะเป้า ตึก เอส เอ บี ตั้งอยู่คนละฟากของถนนวร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-112","name":"ตึก S.E.C.","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"วรจักร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"104","part":"143","date":"28/7/1987","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึก เอส อี ซี หลังนี้เป็นอาคารเก่าที่ตั้งอยู่คนละฟากของถนนวรจักรสร้างขึ้นในปลายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อแรกสร้างเป็นที่ตั้งห้างที่นำสินค้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศไทย เช่น รถยนต์ เครื่องอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5523","name":"ตึกแถวกลุ่มถนนบริพัตร","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนบริพัตรเป็นถนนเลียบฝั่งด้านทิศตะวันออกของคลองรอบกรุง เส้นทางตั้งแต่ข้ามสะพานมหาดไทยอุทิศ ไปทางทิศใต้ ผ่านหน้าวัดสระเกศ ก่อนจะตัดผ่านถนนบำรุงเมือง ถนนหลวง ถนนเจริญกรุง และสิ้นสุดบริเวณทิศเหนือของถนนเยาวราช สองข้างถนนปร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5525","name":"ตึกแถวริมถนนวรจักร","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนวรจักรเป็นเส้นทางคมนาคมที่สร้างขึ้นเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) บริเวณด้านตะวันออกของพระนคร ปัจจุบันตลอดสองข้างทางถนนวรจักรนี้ถือเป็นย่านการค้าสินค้าจำพวกอะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5524","name":"ตึกแถวในซอยบรมบรรพต","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวในซอยบรมบรรพต เป็นตึกแถวยาวตั้งอยู่บริเวณทางทิศเหนือของวัดสระเกศราชวรวิหาร ตลอดเส้นถนนในซอย เริ่มต้นตั้งแต่ลงจากสะพานนริศดำรัส เส้นทางมุ่งจากทิศตะวันออกมายังทิศตะวันตก จนไปจรดกับถนนบริพัตร","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5535","name":"ตึกแม้นนฤมิตร-แม้นศึกษาสถาน (โรงเรียนเทพศิรินทร์)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดเทพศิรินทร์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"โรงเรียนเทพศิรินทร์ เป็นโรงเรียนรัฐบาล จัดตั้งเป็นโรงเรียนเมื่อปีพ.ศ.2428 ในช่วงต้นใช้ศาลาการเปรียญเป็นอาคารเรียน จนเมื่อพ.ศ.2438 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดชมีพระดำริสร้างอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5528","name":"วงเวียน 22 กรกฎาคม","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"ไมตรีจิตต์ - มิตรพันธ์ - สันติภาพ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วงเวียน 22 กรกฎาคม เป็นวงเวียนน้ำพุเกิดจากถนน 3 สายตัดกัน คือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ อยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ถนนรอบวงเวียนมีชื่อว่า ถนนวงเวียน 22 กรกฎาคม วงเวียนแห่งนี้สร้างขึ้นหลังจาก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5521","name":"วังกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (วังมหานาค)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"กรุงเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เป็นที่ประทับของกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช และประทับที่วังนี้มาตลอดพระชนมายุ เมื่อกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.2456 วังได้ถูกแบ่งเป็นหลายส่วนส่วนที่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5522","name":"วังกรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร (วังสะพานขาว)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"หลานหลวง - กรุงเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดฯ ให้สร้างวังพระราชทานเมื่อ พ.ศ. 2450 โดยพระราชทานที่ดินชิดกับวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เมื่อวังสร้างเสร็จ ได้เสด็จมาประทับที่วังนี้ตลอดพระชนมายุ เมื่อพระเจ้า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5380","name":"วังบ้านดอกไม้ (วังกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"หลวง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังบ้านดอกไม้เป็นวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน(พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร)พระราชโอรสองค์ที่35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาวาดพระองค์ได้ประทับที่วังนี้ตั้งแต่เสด็จกลับจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-114","name":"วังวรดิศ","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"ถนนหลานหลวง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"104","part":"18","date":"1/2/1987","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังวรดิศเป็นวังที่ประทับแห่งใหม่ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพระราชโอรสองค์ที่58 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาชุ่มเมื่อเสด็จออกวังในครั้งแรกได้ประทับที่วังวรดิศริมถนนเจริญกรุงเชิงสะพานดำรงสถิตซึ่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-12388","name":"วังหม่อมเจ้าชาติชูศักดิ์ ทวีวงศ์","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"หลานหลวง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.753851,"lon":100.511008,"blurb":"ตำหนัก ม.จ.ชาติชูศักดิ์ ทวีวงศ์(พระราชนัดดาในร.4)และหม่อมพยอม ทวีวงศ์ ริมคลองมหานาคใกล้วัดสระเกศ สร้างในรัชกาลที่5เป็นเรือนไม้สักทั้งหลังสวยงามมาก ม.จ.ชาติชูศักดิ์ สิ้นชีพิตักษัยเมื่อพระชันษาประมาณ30ชันษาดังนั้นการดูแลบ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5530","name":"วัดพลับพลาไชย (วัดโคก หรือวัดคอก)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"ไมตรีจิตต์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/305102104:fuzzy","lat":13.745476,"lon":100.512556,"blurb":"วัดพลับพลาไชย ตั้งอยู่เลขที่ 5 แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดพลับพลาไชย เดิมชื่อ วัดโคก หรือ วัดคอก สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2199 – 2225 (วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2199) สมัยกรุงศรีอยุธย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-115","name":"วัดสิตาราม","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"ถนนดำรงรักษ์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"112","part":"พิเศษ59ง","date":"25/7/1995","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333223617:exact","lat":13.755534,"lon":100.51037,"blurb":"วัดสิตารามสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่1 ประมาณ พ.ศ.2340 เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดคอกหมู ต่อมาพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเปลี่ยนนามวัดเป็น วัดสิตาราม เพื่อให้มีความหมายตร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5539","name":"วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค หรือวัดสนามกระบือ)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"พะเนียง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/348393896:exact","lat":13.757607,"lon":100.511038,"blurb":"วัดสุนทรธรรมทานมีฐานะเป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ระหว่างถนนนครสวรรค์และถนนหลานหลวง อยู่ในท้องที่แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพุทธวาสและสังฆาวาสมีถนนพะเนียงตัดผ่าน วัดสุนทรธรรมทานมีชื่อเดิมอยู่ 2 ชื่อ คือ วัดแค และวัดสนาม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5533","name":"วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดเทพศิรินทร์","road":"หลวง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333223521:exact","lat":13.747008,"lon":100.513902,"blurb":"วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด ราชวรวิหาร อยูในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ตั้งอยู่ใกล้สะพานกษัตริย์ศึกและสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง)กรุงเทพมหานคร รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดเทพศิรินทราวาส เมื่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5540","name":"วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"ถนนกรุงเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/333223519:rank-suffix","lat":13.760312,"lon":100.510427,"blurb":"วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 646 แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามฝ่ายธรรมยุต มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับที่ธรณีสงฆ์ สนามมวยราชดำเนิน ถนนราชดำเนิน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-126","name":"ศาลเจ้ากวางตุ้ง","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"เจริญกรุง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2423 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวจีนกลุ่มหนึ่งซึ่งอพยพมาจากมณฑลกวางตุ้ง (ภาษาจีน เรียกว่า กว่างเจ้า หรือกว๋องสิว) เข้ามารวมตัวจัดตั้งสมาคมอย่างไม่เป็นทางการขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2420 เดิมสมาค","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5546","name":"สะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ (สะพานขาว)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"หลานหลวง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.756703,"lon":100.516357,"blurb":"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมโยธาธิการสร้างประมาณ พ.ศ.2446 เสร็จใน พ.ศ.2447 พระราชทานนามว่า สะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ ต่อมากรมโยธาเทศบาลได้ปรับปรุงสร้างใหม่เป็น 3","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5527","name":"สะพานบ้านดอกไม้","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"ถนนบริพัตร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5541","name":"สะพานหน้าวัดโสมนัสวิหาร","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"กรุงเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-111","name":"สะพานเจริญราษฎร์ 32","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"คลองมหานาค","road":"กรุงเกษม","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"139","part":"ตอนพิเศษ 188 ง","date":"16/8/2022","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/784914709:exact","lat":13.753134,"lon":100.517108,"blurb":"สะพานเจริญราษฎร์ 32 เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2455 (ร.ศ.131) และเป็นสะพานที่ 2 ในบรรดาสะพานชุดเจริญ บริเวณที่สร้างสะพานเจริญราษฎร์นี้เคยเป็นที่ตั้งของสะพาน 1","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5544","name":"สะพานเจริญสวัสดิ์ 36","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"ป้อมปราบ","road":"พระราม 4 - ไตรมิตร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/15665115:exact","lat":13.737966,"lon":100.515676,"blurb":"ถนนพระรามสี่ตอนหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงเมื่อข้ามคลองผดุงกรุงเกษมนั้น แต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 มีสะพานโค้งคอนกรีตแบบเดียวกันกับสะพานนริศดำรัสที่หน้าวัดสระเกศที่รื้อไปแล้ว หรือคล้ายกันกับสะพานข้ามคลองเตยที่ถนนอาจณรงค์ปัจจุบัน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5547","name":"สะพานเทวกรรมรังรักษ์","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"นครสวรรค์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1291057041:exact","lat":13.76019,"lon":100.512893,"blurb":"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมโยธาธิการสร้างขึ้นในพ.ศ. 2442 เพื่อเชื่อมถนนตลาดและถนนปลายตลาด ซึ่งได้แก่ถนนนครสวรรค์ในปัจจุบัน เมื่อสร้างเสร็จได้เสด็จพระราชดำเนิน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-116","name":"สำนักงานประปาสาขาแม้นศรี","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"บ้านบาตร","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"124","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารสำนักงานประชาสาขาแม้นศรีเรียกกันทั่วไปว่าตึกโดมสร้างขึ้นประมาณสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เดิมใช้เป็นอาคารที่ทำการแห่งแรกของการประปานครหลวง (Bangkok Water Work)เกี่ยวกับการสร้างอาคารที่ทำการ ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5542","name":"อาคารสุริยานุวัตร (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดินและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้พระราชทานพระราชทรัพย์ในการสร้างตึกแก่พระยาสุริยานุวัตร ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ซื้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5538","name":"โรงภาพยนตร์เฉลิมธานี (โรงหนังนางเลิ้ง)","district":"ป้อมปราบศัตรูพ่าย","subDistrict":"วัดโสมนัส","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5549","name":"วัดไผ่ตัน","district":"พญาไท","subDistrict":"สามเสนใน","road":"พหลโยธิน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดไผ่ตันตั้งอยู่เลขที่ 19 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดไผ่ตัน เดิมมีนามว่า วัดไส้ตัน สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2313 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง แต่ที่ฐานพระประธานในอุ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5382","name":"กระทรวงพาณิชย์","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"สนามไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"กระทรวงพาณิชย์ก่อตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยสร้างในพื้นที่วังเดิม คือ วังท้ายวัดพระเชตุพน ทรงโปรดฯ ให้รวบรวมหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับการค้าตามหน่วยงานต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันโดยชั้นแรกรวมอยู่ในกรม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-24","name":"กำแพงเมืองหน้าโรงเรียนวัดบวรนิเวศ","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"ถนนพระสุเมรุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"97","part":"25","date":"16/2/1980","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในปีพ.ศ.2325แล้วปีต่อมาก็ได้โปรดฯให้เตรียมการก่อสร้างพระนครโดยโปรดฯให้เกณฑ์ลาวเมืองเวียงจันทร์และหัวเมืองลาวเข้ามาขุดรากก่อกำแพงพระนคร กำแพงพระนครเมื่อแร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-14","name":"คลองผดุงกรุงเกษม ตลอดแนวคลอง","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"93","part":"68","date":"29/4/1976","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโกมเป็นแม่กองอำนวยการขุด เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นนายงาน เพื่อขยายเขตพระนครให้กว้างขวา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-73","name":"คลังราชการ","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนมหาราช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลังราชการเป็นคลังสินค้าเก่าเรียกกันโดยทั่วไปว่าคลังท่าโรงโม่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ของท่าราชวรดิษฐ์บริเวณถนนมหาราชตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง บริเวณพื้นที่นี้เดิมเป็นที่ตั้งของวังคลังสินค้าโดยตั้งอยู่นอกกำแพงเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-50","name":"ซุ้มประตูวังถนนพระสุเมรุ","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"ถนนพระสุเมรุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ83ง","date":"21/9/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บริเวณนี้เดิมเป็นเขตพระนิเวศน์สถานของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเมื่อครั้งทรงปฏิบัติราชการกรุงธนบุรีซึ่งในสมัยนั้นเป็นเขตนอกกำแพงพระนครทางด้านเหนือต่อมาเมื่อได้มีการสร้างพระนครใหม่ในปีพุทธศักราช 2325 แนวกำแพงพระนครใ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5550","name":"ตำหนักพระองค์เจ้าหญิงมนัสสวาสดิ์ สุขสวัสดิ์","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"พระอาทิตย์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"หม่อมเจ้าหญิงมนัสสวาสดิ์ สุขสวัสดิ์ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์พระบิดาได้ถวายตัวท่านหญิงให้อยู่ในความอุปการะของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ และทรงเป็นที่รักใคร่ ไว้วางพระราชหฤทัยท่านหญิงเป็นอันมาก จึงให้ท่านหญิงเป็นพระอภิบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-28","name":"ตึกที่ทำการกรมศิลปากร","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนหน้าพระธาตุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารที่ทำการกรมศิลปากร ตั้งอยู่ริมถนนหน้าพระลานจนถงถนนหน้าพระธาตุเดิมชื่อว่ากรมช่างสิบหมู่ พื้นที่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของวัง 2 วัง คือ วังถนนหน้าพระลาน วังกลางและวังถนนหน้าพระลานวังตะวันออกต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5583","name":"ตึกที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"ถนนจักรเพชร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นบ้านของพระปรีชากลกาล (สำอาง อมาตยกุล) เข้าใจว่าจะถูกริบเป็นของหลวง เมื่อพระปรีชากลกาลต้องโทษประหาร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลขขึ้น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5558","name":"ตึกแถวข้างวัดบวรนิเวศวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"ถนนพระสุเมรุ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5559","name":"ตึกแถวชั้นเดียวริมถนนดินสอ - ถนนพระสุเมรุ","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนดินสอ เอกสารเก่าเรียกว่า ถนนตรอกดินสอ ส่วนในแผนที่เก่าเรียกถนนเส้นนี้ว่า ถนนบ้านดินสอ เข้าใจว่าถนนสายนี้น่าจะรุ่นเดียวกับการสร้างถนนราชดำเนิน ถนนดินสอเริ่มต้นบริเวณหน้าโบสถ์พราหมณ์ ขึ้นไปทางเหนือข้ามสะพานคลองหลอดไปถึง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5590","name":"ตึกแถวชั้นเดียวในซอยสุขา 1 และสุขา 2 ถนนเฟื่องนคร","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนเฟื่องนคร หนึ่งในสามถนนรุ่นแรกที่ใช้เทคนิคการสร้างแบบยุโรปในช่วงรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ เส้นทางของถนนสายนี้เริ่มต้นจากสี่กั๊กพระยาศรี บรรจบกับถนนบำรุ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5591","name":"ตึกแถวบริเวณด้านหลังวัดสุทัศนเทพวราราม - คลองหลอดวัดราชบพิธ","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ชุมชนหลังวัดสุทัศน์เทพวราราม ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเริ่มก่อตั้งขึ้นเป็นชุมชนตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สันนิษฐานได้ว่าในช่วงแรกๆ ของการเกิดชุมชนแห่งนี้ พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นทรัพย์สินของวัดสุทัศน์เทพวราราม และจะให้ผู้ท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-66","name":"ตึกแถวบริเวณท่าเตียน","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"มหาราช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บริเวณท่าเตียนเริ่มมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี แต่ไม่ปรากฎชื่อเรียกบริเวณนี้ ครั้งสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายราชธานีจากธนบุรีมาตั้งที่กรุงเทพฯ ก็ได้ทรงสร้างวังท่าเตียนพระราชทานแก่สมเด็จเจ้าพระกรมขุนอิสรานุรักษ์ ต่อมาใ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5386","name":"ตึกแถวบริเวณลานเสาชิงช้าโค้งถนนบำรุงเมือง","district":"พระนคร","subDistrict":"เสาชิงช้า","road":"ถนนบำรุงเมือง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พื้นที่ตรงตึกแถวบริเวณลานเสาชิงช้านี้มีผู้กล่าวว่าพื้นที่บริเวณนี้ในสมัยรัชกาลที่5 เคยเป็นตลาดเสาชิงช้าโดยอาจทำเป็นร้านโรงไม้ธรรมดาก่อนจะย้ายไปสร้างตลาดเสาชิงช้า ณ บริเวณที่เป็นลานโล่งหน้าศาลาที่ว่าการกรุงเทพมหานครในปัจจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-70","name":"ตึกแถวบางส่วนริมถนนอัษฎางค์,ตึกแถวบางส่วนริมถนนพระพิทักษ์ และตึกแถวบางส่วนริมถนนบ้านหม้อ","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวริมถนนบ้านหม้อ และถนนพระพิทักษ์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ส่วนตึกแถวริมถนนอัษฎางค์ได้ก่อสร้างขึ้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (ประ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-60","name":"ตึกแถวริมถนนตะนาว(ช่วงที่ 1)","district":"พระนคร","subDistrict":"ตลาดยอด","road":"ถนนตะนาว","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"117","part":"พิเศษ104ง","date":"9/10/2000","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนบ้านตะนาวเดิมแบ่งเรียกเป็นช่วง ๆ คือ ตั้งแต่วัดบวรนิเวศฯ ถึงสะพานข้ามวัดมหรรณพาราม เรียกว่า ถนนคอกวัว ส่วนล่างมาจนถึงสี่แยกถนนบำรุงเมือง เรียกว่า ถนนบ้านตะนาว เพราะเดิมชาวพม่าเมืองตะนาวศรีได้อาศัยอยู่บริเวณนี้ และในสม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5600","name":"ตึกแถวริมถนนตะนาวช่วงที่ 2 และช่วงที่ 3","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนตะนาว เป็นเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อกับถนนเฟื่องนครที่สี่กั๊กเสาชิงช้า ไปออกถนนราขดำเนินกลางที่สี่แยกคอกวัว และต่อไปจนถึงมุมวัดบวรนิเวศวิหาร ตึกแถวตะนาว สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นตึกแถว 2 ชั้น สองข้างถนนเป็นตึกแถว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5555","name":"ตึกแถวริมถนนตานีและอาคารวรพรต","district":"พระนคร","subDistrict":"ตลาดยอด","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนตานี มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ บ้านแขกตานี หรือปัตตานีนั่นเอง ที่กวาดต้อนเข้ามาทดแทนผู้คนที่ถูกพม่าตอนไป ปัจจุบันถนนตานีถือเป็นตัวแทนของชาวอิสลามได้ สังเกตจากต้นถนนที่ติดกับถนนสิบสามห้าง ก็มีร้านอาหารอิสลามตั้งอยู่ ต","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5582","name":"ตึกแถวริมถนนพระยาศรี","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"เฟื่องนครและถนนอัษฎางค์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวริมถนนพระยาศรี หรือชุมชนสี่กั๊กพระยาศรี เป็นที่ตั้งของชุมชนมอญบริเวณสะพานมอญและสี่กั๊กพระยาศรี พวกมอญเหล่านี้อพยพมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งตะวันออกของคลองคูเมืองเดิม จนถึงบริเวณสะพานที่ถ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5554","name":"ตึกแถวริมถนนพระอาทิตย์ - ถนนพระสุเมรุ","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"กลุ่มอาคารนี้สร้างในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะเด่นคือเป็นกลุ่มอาคารที่โค้งตัวตามแนวถนนพระอาทิตย์ หันหน้าเข้าหาป้อมพระสุเมรุ เคยเป็นย่านการค้าที่คึกคักด้วยตั้งอยู่ในละแวกที่อยู่อาศัยชั้นดี มี","blurbTruncated":true},{"id":"fad-68","name":"ตึกแถวริมถนนมหาราช บริเวณท่าช้างวังหลวง","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"มหาราช","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวริมถนนมหาราช บริเวณท่าช้างวังหลวง ตั้งอยู่ริมถนนมหาราชซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นถนนรอบพระนคร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ห่างจากถนนจักรเพชร ถนนนี้ตั้งต้นจากสะพานเจริญรัช ไปจนจดถนนท่าพระจันทร์ที่ย่านท่าพระจันทร์ ตึก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-69","name":"ตึกแถวริมถนนหน้าพระลาน","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"หน้าพระลาน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ29ง","date":"26/3/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนหน้าพระลาน คือ ถนนริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ป้อมเผด็จดัสกรเรื่อยไปจนถึงถนนมหาราช จดลำน้ำเจ้าพระยาที่ท่าพระ ซึ่งเป็นถนน 1 ใน 9 สาย ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ตัดขึ้น เพื่อใ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5592","name":"ตึกแถวริมถนนเจริญกรุง","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนเจริญกรุง เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2404 โปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง และพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5593","name":"ตึกแถวริมถนนเฟื่องนคร","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดราชบพิธ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนเฟื่องนคร เป็นเส้นทางคมนาคมที่สร้างขึ้นสมัยเดียวกันกับถนนเจริญกรุงและบำรุงเมือง เส้นทางเริ่มต้นจากสี่กั๊กพระยาศรีไปบรรจบกับถนนบำรุงเมืองที่สี่แยกเสาชิงช้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามว่า","blurbTruncated":true},{"id":"fad-49","name":"ตึกแถวสองฟากถนนแพร่งนรา,ตึกแถวบางส่วนของถนนอัษฎางค์,ตึกแถวบางส่วนถนนตะนาว อาคารตะละภัฎศึกษา","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"114","part":"พิเศษ80ง","date":"12/9/1997","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเคยเป็นวังเกล่าของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์สร้างในรัชกาลที่ 5 ภายหลังกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงตัดถนนแพร่งนราผ่านกลางวังและสร้างตึกแถวขึ้นทั้ง 2 ฟากถนนแพร่งนรา","blurbTruncated":false},{"id":"fad-55","name":"ตึกแถวสองฟากถนนแพร่งภูธร","district":"พระนคร","subDistrict":"ศาลเจ้าพ่อเสือ","road":"แพร่งภูธร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ83ง","date":"21/9/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"แพร่งภูธร เดิมเป็นหมู่ถนนซอยจรดถนน 3 ด้าน ได้แก่ ถนนอัษฎางค์ ถนนตะนาวและถนนบำรุงเมือง บริเวณนี้เดิมเป็นที่ตั้งของวัง ริมสะพานช้างโรงสี เรียกกันว่า วังเหนือ เจ้าของวังคือ กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชาอยู่ทางฝั่งคลองคูเยื้องฟากตะว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5580","name":"ตึกแถวเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวบริเวณซอยท่าโรงยาเก่า ( ถนนบ้านหม้อ )และถนนจักรเพชรค่อนไปทางถนนอัษฎางค์ มีลักษณะอาคารแถวเหมือนกัน สันนิษฐานว่าสร้างในสมันรัชกาลที่ 5 กล่าวคือร้านขายยาแผนโบราณแม่เลื่อนเป็นร้านขายยาเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5581","name":"ตึกแถวเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ริมถนนจักรเพชร","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"จักรเพชร","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร สร้างจากปลายถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกมาจนถึงมุมถนนจักรเพชรทั้งสองฟากเชิงสะพาน น่าจะสร้างขึ้นในคราวเดียวกันหลังจากสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า เมื่อพ.ศ.2475 ปัจจุบันหลงเหลืออาคารบริเวณมุม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5560","name":"ตึกแถวในซอยบ้านพานถม ถนนพระสุเมรุ","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตึกแถวในซอยบ้านพานถม ตั้งบริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของคลองรอบกรุง โดยส่วนหนึ่งตั้งขนานไปกับลำคลอง ก่อนจะหักมุมมาทางทิศตะวันตก ขนานไปกับทางถนนหลังจากสะพานอุษาสวัสดิ์ มาจรดถนนพระสุเมรุ","blurbTruncated":false},{"id":"fad-17","name":"ทุ่งพระเมรุ(สนามหลวง)","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สนามหลวง เป็นสนามด้านหน้าพระบรมมหาราชวังมีมาคู่กับการสร้างกรุงตั้งแต่สมัยรชกาลที่ 1 เดิมเรียกกันว่า ทุ่งพระเมรุ เพราะเป็นสถานที่สำหรับปลูกพระเมรุและทำพิธีพระเมรุมาศในเวลาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ชั้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-67","name":"ท้องพระโรงตำหนักกลางวังท่าพระ และตำหนักพรรณราย","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"หน้าพระลาน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ 113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังท่าพระ หรือวังท่าช้าง ตั้งอยู่ริมถนนหน้าพระลานใกล้ท่าช้างวังหลังมีชื่อเดิมว่า วังถนนหน้าพระลาน หรือ วังตะวันตก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรานุชิตประทับ รั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5562","name":"บ้านดารากร","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-5564","name":"บ้านวรรณโกวิท","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านหลวงสุนทรนุรักษ์หรือบ้านวรรณโกวิท อยู่ในซอยดำเนินกลางใต้ด้านข้างติดกับบ้านพักอาศัย ลักษณะเป็นบ้านตึกแบบตะวันตกสองชั้นยกพื้นสูง สำหรับประวัติ ของผู้สร้างบ้านหลังนี้คือ พระยานรราชจำนง (มา วรรณโกวิท) ท่านเป็นข้าราชการใน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5563","name":"บ้านไม้ริมถนนดินสอ - ถนนราชดำเนินกลาง (ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา)","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนดินสอ เอกสารเก่าเรียกว่า ถนนตรอกดินสอ ส่วนในแผนที่เก่าเรียกถนนเส้นนี้ว่า ถนนบ้านดินสอ เข้าใจว่าถนนสายนี้น่าจะรุ่นเดียวกับการสร้างถนนราชดำเนิน ถนนดินสอเริ่มต้นบริเวณหน้าโบสถ์พราหมณ์ ขึ้นไปทางเหนือข้ามสะพานคลองหลอดไปถึง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5556","name":"บ้านไม้ในตรอกมะยม","district":"พระนคร","subDistrict":"ตลาดยอด","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บ้านไม้ตรอกมะยม ตามข้อมูลเบื้องต้นจากบทสัมภาษณ์เล่าว่าบ้านไม้หลังนี้สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร","blurbTruncated":false},{"id":"fad-2","name":"ป้อมมหากาฬพร้อมด้วยปราการ","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"มหาไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ป้อมมหากาฬเป็นป้อมรักษาพระนครอีกป้อมหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่กำแพงพระนครด้านทิศตะวันออก สร้างในคราวเดียวกับป้อมพระสุเมรุ คือสร้างพร้อมกับการสร้างกำแพงพระนครในสมัยรัชกาลที่ 1ในการก่อสร้างกำแพงพระนครและป","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5573","name":"พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยเป็นพระที่นั่งหนึ่งในสี่องค์ที่สร้างขึ้นริมฝั่งน้ำ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเป็นท่าประทับเรือพระที่นั่ง","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5574","name":"พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนหน้าพระลาน /มหาราช/ สนามไชย/ ท้ายวัง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวง ตั้งอยู่ระหว่างวัดเก่าแก่ 2 วัด คือ วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) และวัดสลัก (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์)ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ท้องที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนครเดิม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-15","name":"พระราชวังบวรสถานมงคล และกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า)","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนหน้าพระธาตุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"66","part":"64","date":"22/11/1949","topic":"การกำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกริมถนนหน้าพระธาตุในแนวคูเมืองเดิม สมด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2325 เดิมมีอาณาเขตกว้างขวา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-48","name":"วังกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ (วังใหม่)","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"ถนนพระอาทิตย์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"113","part":"พิเศษ50ง","date":"18/12/1996","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังนี้สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ไม่แล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนพระบาทสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานให้เป็นวังกรมหมื่นบวรวิชัยชาญพระเจ้าลูก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5551","name":"วังกรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ (วังพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ หรือ บ้านเจ้าพระยา)","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"ถนนพระอาทิตย์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นบ้านของเสนาบดีฝ่ายกรมพระราชวังบวรฯ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมากรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทรงซื้อที่ริมแม่น้ำแปลงนี้ เพื่อพระราชทานเป็นวังใหม่ให้กรมหมื่นสถิตธำรงสวัสดิ์ ซึ่งเป็นพระราชอนุชา กรมหมื่นส","blurbTruncated":true},{"id":"fad-63","name":"วังบางขุนพรหม(ธนาคารแห่งประเทศไทย)","district":"พระนคร","subDistrict":"บางขุนพรหม","road":"ถนนสามเสน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ113ง","date":"14/11/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/207322366:exact","lat":13.76858,"lon":100.499621,"blurb":"วังบางขุนพรม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่1 เรียกว่าบ้านลาน เพราะเป็นหมู่บ้านที่ทำใบลานขายโดยมีขุนพรหม(สาตร)บุตรพระยาราชสงคราม(สวาสดิ์)เป็นผู้ผูกขาดการทำใบลานขายต่อมารัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ขุนพรหมไปคว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5601","name":"วังพระบรมวงศ์เธอกรมพระสมมตอมรพันธ์","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4 ได้พระราชทานที่ดินนี้ให้ สร้างวังแก่พระโอรสของพระองค์ ลงมือสร้างในสมัยรัชกาลที่5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเงินสร้าง มีอาณาเขตติดกับวัดเทพธิดา ในสมั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5575","name":"วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (บ้านท่าเตียน)","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนมหาราช","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (บ้านท่าเตียน)สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2452ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงสร้าง เพื่อพระราชทานให้เป็นตำหนักของพระเจ้าวรวงศ์เ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5595","name":"วังพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท (วังเทเวศร์)","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาทตั้งอยู่บริเวณปากคลองผดุงกรุงเกษมเขตพระนครพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชทาน ณ บริเวณป้อมหักกำลังดัษกร ซึ่งพ้นสมัยที่จะใช้การเป็นประโยชน์แล้ว รวมทั้งที่สวนอีก 3","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5552","name":"วังมะลิวัลย์ (วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์)","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"พระอาทิตย์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"126","part":"พิเศษ 140 ง","date":"25/9/2009","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังมะลิวัลย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกบริเวณป้อมอิสินธร ด้านทิศใต้ติดวังกรมหลวงอดิศรอุดมเดช ถัดไปเป็นวังของกรมหมื่นบริรักษ์นรินทรฤทธิ์ (ปัจจุบันคือ ศูนย์ข้อมูลและกองการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร)และด้านทิศเหนือ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5553","name":"วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"พระอาทิตย์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"126","part":"140ง","date":"25/9/2009","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วังกรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์เป็นวังเดิมวังหนึ่งในบริเวณกลุ่มวังที่อยู่เคียงกันริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เลียบถนนพระอาทิตย์โดยปัจจุบันเป็นที่ทำการองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ(UNICEF)สร้างขึ้นในราวรัชส","blurbTruncated":true},{"id":"fad-27","name":"วังเทวะเวสม์","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"ถนนสามเสน","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"104","part":"18","date":"1/2/1987","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/208058784:exact","lat":13.769804,"lon":100.50029,"blurb":"พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่6โปรดฯให้สร้างวังนี้ขึ้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตำบลบางขุนพรมพระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการพระราชโอรสในรัชกาลที่4และสมเด็จพระปิยมาวดี(เจ้าจอมมารดาเปี่","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5596","name":"วัดนรนาถสุนทริการาม","district":"พระนคร","subDistrict":"วัดสามพระยา","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.769739,"lon":100.502939,"blurb":"วัดนรนาถสุนทริการาม เป็นวัดเก่าเดิมชื่อ วัดเทพยพลี บางครั้งชาวบ้านเรียกว่า วัดฉิมพลี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหรือต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีเดียวกับ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-43","name":"วัดราชบูรณะวรวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"106","part":"27","date":"16/2/1989","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดราชบูรณะ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร เดิมชื่อวัดเลียบสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีฐานะเป็นวัดราษฎร์ตลอดมาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5570","name":"วัดอินทรวิหาร","district":"พระนคร","subDistrict":"บางขุนพรหม","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342343926:exact","lat":13.766817,"lon":100.502994,"blurb":"วัดอินทรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 144 ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดอินทรวิหาร สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. 2295 โดยในสมัยต้นรัชกาลที่ 1 ได้มีเจ้าอินทวงศ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5572","name":"วัดเอี่ยมวรนุช","district":"พระนคร","subDistrict":"บ้านพานถม","road":"สามเสน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/342343925:exact","lat":13.766259,"lon":100.501074,"blurb":"วัดเอี่ยมวรนุชตั้งอยู่เลขที่ 178 ถนนสามเสน แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดเอี่ยมวรนุชสร้างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณ พ.ศ. 2327 เดิมชื่อ วัดใหม่ท้องคุ้งต่อมาปลัดนุชได้บูรณะซ่อมแซมจึงเปล","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5586","name":"ศาลเจ้าบ้านหม้อ","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"ถนนบ้านหม้อ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ศาลเจ้าบ้านหม้อ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างศาลเจ้าบ้านหม้อแต่เล่าสืบต่อกันมาว่าเดิมเป็นเพียงศาลพระภูมิเล็ก ๆเป็นที่นับถือของชาวจีน เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในทุก ๆ ด้านผู้ใดให้ความนับถือเคารพกราบไหว้อธิษฐานประสงค์สิ่งใดก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-18","name":"สถานีตำรวจพระราชวัง","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"มหาราช-สนามไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สถานีตำรวจพระราชวัง เดิมเป็นวังหนึ่งในกลุ่มวังท้ายวัดพระเชตุพน5 วังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 บริเวณที่ตั้งวังอยู่ตรงพื้นที่สามเหลี่ยมชายธงที่ถนนสนามชัยกับถนนมหาราชมาบรรจบกันเป็นทางสามแพร่ง ชาวจีนจึงเรียกวังนี้ว่าซากั๊กวั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-29","name":"สนามไชย","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนสนามไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สนามไชย คือสนามหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระบรมมหาราชวังหน้าประตูจักรวรรดิไพชยนต์เดิมมักเรียกกันว่าสนามหน้าจักรวรรดิตามแบบอย่างสนามหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ในกรุงศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่4พระบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5607","name":"สะพานวิศุกรรมนฤมาน","district":"พระนคร","subDistrict":"บางขุนพรหม","road":"ราชสีมา - ประชาธิปไตย","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1291057039:fuzzy","lat":13.766519,"lon":100.506712,"blurb":"พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กรมโยธาธิการสร้างและพระราชทานนามว่า สะพานวิศุกรรมนฤมาน และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444 ต่อมา พ.ศ. 2510 ได้รับการปรับปรุงใหม่ดัง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-37","name":"สะพานเจริญศรี","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ใน ร.ศ.132 (พ.ศ.2456) สะพานที่ข้ามคลองหลอดทั้งหลายได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสร้างใหม่จนครบถ้วนแล้ว เว้นแต่สะพานที่อยู่เยื้องหน้าวัดบุรณศิริมาตยารามสะพานเดียว เมื่อถึงโอกาสที่จะต้องเลือกสถานที่สร้างสะพานเจริญสำหรับการฉลองพ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5567","name":"สำนักงานบริพัตร","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-161","name":"สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร(บ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์,ศาลรัฐธรรมนูญ)","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"จักรเพชร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นบ้านของเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (พุ่มศรีไชยศรียันต์) สมุหพระกลาโหมในสมัยรัชกาลที่5 ได้ยกให้เป็นสมบัติของแผ่นดินก่อนถึงอสัญกรรมที่ดินและบ้านใช้เป็นสถานที่ราชการได้แก่ เป็นที่ทำการกระทรวงศึกษาธิการ กรมกสิกรรม กรมประมง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5384","name":"หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"เจริญกรุง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง หรือที่รู้จักกันแต่เดิมในนามกรมการรักษาดินแดนนั้นเกิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก ก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-33","name":"อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"ตรีเพชร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"105","part":"188","date":"16/11/1988","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบรมราชานุสาวรีย์พระองค์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพระปฐมบรมราชานุสรณ์ ประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์หรือสะพานพุทธฯ ฝั่งกรุงเทพปฐมเหตุที่จะมีการก่อสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้นเนื่องจากในปี พ.ศ.2475 จะเป็นปีที่กรุงรัต","blurbTruncated":true},{"id":"fad-54","name":"อาคารกระทรวงกลาโหม","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"สนามไชย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ3ง","date":"13/1/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"กระทรวงกลาโหม เดิมเคยเป็นที่ตั้งของวังสามวังรวมกัน คือ วังริมถนนหลักเมือง วังที่ 2,4,6 ทั้งสามวังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯรัชกาลที่ 1 เดิมเป็นที่ประทับของพระจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นจิตรภักดีกรมหมื่นศรีสุเรน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5587","name":"อาคารตลาดบ้านหม้อ","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"บ้านหม้อ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-56","name":"อาคารบำรุงนุกูลกิจ","district":"พระนคร","subDistrict":"เสาชิงช้า","road":"บำรุงเมือง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"116","part":"พิเศษ17ง","date":"17/3/1999","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารโรงพิมพ์บำรุงนิกูลกิจสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2438 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ผู้สร้างคือหลวงดำรงธรรมสาร(มีธรรมาชีวะ) อดีตปลัดพระอัยการนับเป็นโรงพิมพ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5577","name":"อาคารพาณิชย์ถนนมหาราช","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"มหาราช","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารพาณิชย์ถนนมหาราช ตั้งอยู่บนถนนมหาราชตรงบริเวณ ท่าช้างวังหลวง ที่ตั้งอยู่ระหว่าง พระบรมมหาราชวัง และวังท่าพระของกรมศิลปากร (ในปัจจุบัน) ถึงตึกแถวยาวทาสีเหลืองนวล ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้นนั้น เป็นฝีมือการบูรณะให","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5569","name":"อาคารมหามกุฏราชวิทยาลัย","district":"พระนคร","subDistrict":"บวรนิเวศ","road":"พระสุเมรุ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"หอสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2455 (ร.ศ. 131) เพื่อเป็นสถานศึกษาของวัดบวรนิเวศตึกแห่งนี้ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้นำในกรมมหาดเล็กและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมกันสมทบทุนสร้างอาคารถาวรขึ้นเป็นโรงเรียนถวายวัดบวรนิเวศเพื่อถว","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5602","name":"อาคารศรีจันทร์สามยอด (หัวมุมถนนเจริญกรุง - บำรุงเมือง)","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"อาคารศรีจันทร์สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4อาคารนี้เป็นห้างขายยาหมอเหล็ง (เหล็ง ศรีจันทร์)ต่อมาได้ตกทอดมายังบุตรชายซึ่งดำเนินกิจการมาเป็นเวลานานภายหลังจึงโอนอาคารนี้ให้กับบริษัทประกันชีวิตบริษัทหนึ่งจนในที่สุดบร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5589","name":"อาคารสถาบันราชมงคลวิทยาเขตเพาะช่าง","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated"},{"id":"fad-20","name":"อาคารหอสมุดวชิราวุธ","district":"พระนคร","subDistrict":"พระบรมมหาราชวัง","road":"ถนนหน้าพระธาตุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างขึ้นด้วยพระราชประสงค์ 2 ประการ ประการแรกมีพระราชดำริที่จะทรงสร้างสถานที่เรียนที่เหมาะสมสำหรับมหาธาตุวิทยาลัย (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย) ซึ่งพระองค์โปรดฯ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-44","name":"อาคารเลขที่ 102/1 (บ้านพระอาทิตย์)","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"ถนนพระอาทิตย์","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"110","part":"14","date":"11/2/1993","topic":"เพิกถอนและแก้ไขขอบเขตโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมเป็นบ้านของเจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์เสนาบดีกระทรวงวังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวังสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว บริเวณที่สร้างบ้านเป","blurbTruncated":true},{"id":"fad-52","name":"อาคารเลขที่ 208 (บ้านทัดทรง)","district":"พระนคร","subDistrict":"ตลาดยอด","road":"ข้าวสาร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"115","part":"พิเศษ38ง","date":"20/5/1998","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เดิมที่ดินแปลงนี้ร้อยโททองดี และนางเปล่งภรรยา ผู้เป็นเจ้าของ ได้ขายให้แก่นายเต๊ก,พันตำรวจพระทรงพลภาพ (เผื่อน พลธร) และนางชุนภรรยา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ต่อมาได้มีการโอนและขายเปลี่ยนเจ้าของเรื่อยมา จนถึงนายทัดทร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-61","name":"อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา (โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช)","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"พระสุเมรุ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ33ง","date":"9/4/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"บริเวณที่ตั้งโรงพิมพ์คุรุสภา เดิมเป็นบ้านของพระยานรนารถภักดี (เอม ณ มหาไชย) ซึ่งต่อมาได้ตกเป็นที่ราชพัสดุ และกระทรวงพาณิชย์ได้ขอใช้เป็นที่เก็บหนังสือ บัญชี และสิ่งของของห้างเยอรมันและออสเตรีย ในพ.ศ. 2467 จนกระทั่ง พ.ศ. 2","blurbTruncated":true},{"id":"fad-45","name":"เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร","district":"พระนคร","subDistrict":"สำราญราษฎร์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"110","part":"186","date":"12/11/1993","topic":"แก้ไขขอบเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"แต่เดิมคุกของทางราชการตั้งอยู่ตรงที่ตั้งกรมการรักษาดินแดนในปัจจุบันสำหรับเป็นที่คุมขังนักโทษที่มีกำหนดโทษตั้งแต่6เดือนขึ้นไปส่วนผู้ต้องขังที่มีกำหนดตั้งแต่6เดือนลงมากับนักโทษที่มิใช่โจรผู้ร้ายจะถูกคุมขังในตะรางซึ่งมีประจ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-22","name":"โรงกษาปณ์ (หอศิลป์เจ้าฟ้า)","district":"พระนคร","subDistrict":"ชนะสงคราม","road":"เจ้าฟ้า","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"95","part":"98","date":"19/9/1978","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เนื่องจากเงินพดด้วงที่ใช้มาตั้งแต่อดีตไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อค้าชาวต่างประเทศ และมีปริมาณไม่เพียงพอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้ราชทูตซึ่งเดินทางไปเจริญทางพระราชไมตรีที่ประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.24","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5584","name":"โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง","district":"พระนคร","subDistrict":"วังบูรพาภิรมย์","road":"เจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในปี พ.ศ. 2475 กรุงเทพมหานครจะมีอายุครบ150 ปี ชาวกรุงเทพ ฯ จึงเตรียมงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ ในวันที่6 เมษายน ในปีเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7จึงทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างถาวรวัตถุหลายอ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5661","name":"คลองด่าน","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองด่านอยู่ในเขตภาษีเจริญและเขตบางขุนเทียน เดิมเป็นเส้นทางสำคัญไปออกแม่น้ำท่าจีน ก่อนในช่วงรัชกาลที่ 3 คลองด่านมีลักษณะตื้นเขินจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) เป็นแม่กองจ้างจีนขุดซ่อมในพุทธศักรา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5671","name":"คลองภาษีเจริญ","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"คลองภาษีเจริญ เป็นคลองขุดเมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระภาษีสมบัติบริบูรณ์ (ยิ้ม พิศาลบุตร) เจ้าภาษีฝิ่น เป็นแม่กองขุด โดยขุดคลองกว้าง 7 วา ลึก 5 ศอก เป็นระยะทาง 620","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5616","name":"วัดกำแพง","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางแวก","road":"บางแวก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดกำแพง ตั้งอยู่ที่ 13 บ้านสายแวก คลองบางเชือกหนัง หมู่ที่ 10 แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดกำแพง สร้างเมื่อ พ.ศ.2440 โดยพระยามหามนตรีเป็นผู้ถวายที่ดินและดำเนินการสร้างวัด ครั้นแล้วได้ขน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5617","name":"วัดกำแพงบางจาก","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"เพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดกำแพง ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดกำแพงบางจาก ตั้งอยู่เลขที่299 ถ.เพชรเกษม แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ประมาณ11 ไร่2 งาน56 ตารางวา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปลายรัชกาลที่2 ราว พ.ศ.2367 ได้รับพระราชทางวิสุงคามส","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5612","name":"วัดคูหาสวรรค์วรวิหาร","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"คูหาสวรรค์","road":"ซอยเพชรเกษม 28 ถนนเพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.732337,"lon":100.461728,"blurb":"วัดคูหาสวรรค์ เดิมชื่อวัดศาลาสี่หน้าสร้างมาแต่สมัยอยุธยาเป็นวัดโบราณอาคารทรงไทย ก่ออิฐถือปูน ขนาดค่อนข้างใหญ่ หลังคาซ้อน 3 ชั้น ด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นมุขยื่นออกไป มีเสามุขรองรับด้านละ 4 ต้น หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-10365","name":"วัดตะโน","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางแวก","road":"ซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ถนนจรัญสนิทวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.738283,"lon":100.457304,"blurb":"วัดตะโน เป็นวัดเล็กๆ ตั้งอยู่ริมคลองบางแวก ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน มีเพียงการสันนิษฐานจากรูปแบบของพระอุโบสถและจากทิศทางการหันหน้าพระอุโบสถไปยังทิศใต้ จึงน่าจะเป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยช่วงอยุธยาตอนปลาย ในช่วงปี พ.ศ.","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5618","name":"วัดทองศาลางาม","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"เพชรเกษม ซอย 20","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดทองศาลางามตั้งอยู่เลขที่ 247 ถนนเพชรเกษม ซอย 20 คลองบางหลวงน้อย แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดทองศาลางามสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2300 แต่ไม่ทราบประวัติการก่อสร้าง ในสมัยก่อนชาวบ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5613","name":"วัดนก","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"คูหาสวรรค์","road":"บางแวก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.738764,"lon":100.45867,"blurb":"วัดนกตั้งอยู่เลขที่ 949 ซอยพาณิชยการธนบุรี คลองบางแวก แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดนกเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อประมาณ พ.ศ.2420 แต่ไม่ปรากฏนามผู้สร้างวัด ในสมัยที่เจ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5619","name":"วัดนวลนรดิศวรวิหาร","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"ซอยเพชรเกษม 19 ถนนเพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.723522,"lon":100.468044,"blurb":"วัดนวลนรดิศวรวิการเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของคลองบางกอกใหญ่เป็นวัดโบราณสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอกในคู่กันกับวัดมะกอกนอก (วัดอรุณราชวราราม)ในสมัยกรุงธนบุรี วัดมะกอกในอยู่ในสภาพที่ชำรุ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-167","name":"วัดนาคปรก","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"เทอดไทย","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"126","date":"13/12/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สันนิษฐานจากรูปแบบศิลปกรรมว่ามีตั้งแต่สมัยอยุธยาและคงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3-4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ กรม, 2525.","blurbTruncated":false},{"id":"fad-170","name":"วัดนางชี (วัดนางชีโชติการาม)","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดนางชีโชติการามเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญตั้งอยู่ริมคลองด่านฝั่งเหนือ วัดนางชีเป็นวัดโบราณพระยาราชานุชิต (จ๋อง)ได้บูรณะใหม่ทั้งพระอารามแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล","blurbTruncated":true},{"id":"fad-168","name":"วัดนิมมานรดี","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางหว้า","road":"ซอยเพชรเกษม 39 ถนนเพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.708496,"lon":100.426751,"blurb":"วัดนิมมานรดีตั้งอยู่เลขที่ 38 ถนนเพชรเกษม หมู่ที่ 15 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณณะสงฆ์มหานิกาย วัดนิมมานรดีแต่เดิมชื่อ วัดบางแค สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณพ.ศ.2350 ในสมัยรัชก","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5620","name":"วัดประดู่บางจาก","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางหว้า","road":"เบญจะ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดประดู่บางจากตั้งอยู่เลขที่ 163 ถนนเบญจะ คลองบางจาก แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย จากการสันนิษฐานวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี คือประมาณ พ.ศ.2320 ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างขึ้น","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5622","name":"วัดยางบางจาก","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"คูหาสวรรค์","road":"ซอยเพชรเกษม 28 แยก 21 ถนนเพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.72782,"lon":100.45974,"blurb":"วัดยางบางจากตั้งอยู่เลขที่ 128 ซอยประชัน ถนนเพชรเกษม คลองบางจาก แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประวัติการสร้างวัดจากการสันนิษฐานวัดนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2383 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู","blurbTruncated":true},{"id":"fad-166","name":"วัดอัปสรสวรรค์","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางหว้า","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.719911,"lon":100.469867,"blurb":"วัดอัปสรสวรรค์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารประวัติกล่าวกันว่าเศรษฐีจีนคนหนึ่งชื่อ อู๋ เป็นผู้สร้างวัด ชาวบ้านเรียกว่า วัดอู๋บ้าง วัดจีนอู๋บ้าง แล้วเพี้ยนไปจนติดปากชาวบ้านว่า วัดหมู จนกระทั่งทุกวันนี้ ครั้นในสมัยรั","blurbTruncated":true},{"id":"fad-165","name":"วัดอ่างแก้ว","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางหว้า","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดอ่างแก้ว เป็นวัดโบราณ สมัยอยุธยา ได้รับการปฎิสังขรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มากรมศิลปากร. กองจดหมายเหตุแห่งชาติ. จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5621","name":"วัดเพลงบางจาก","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"ปากคลองภาษีเจริญ","road":"พัฒนาการ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดเพลงตั้งอยู่เลขที่ 283 ถนนพัฒนาการ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประวัติการสร้างวัด จากหลักฐานอักษรจารึกที่ฐานพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ซึ่งบอกว่าได้สร้างพระนั้นไว้เมื่อ จ.ศ.1224 ป","blurbTruncated":true},{"id":"fad-169","name":"วัดโคนอน","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางหว้า","road":"พัฒนาการ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดโคนอน ตั้งอยู่เลขที่ 13 ถนนพัฒนาการ หมู่ที่ 3 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดโคนอนเป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาประมาณ พ.ศ.2300 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครสร้าง หลักฐานจากปูชนียวัตถุสถาน ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5615","name":"วัดโตนด","district":"ภาษีเจริญ","subDistrict":"บางแวก","road":"สายบางแวก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดโตนดตั้งอยู่เลขที่ 40 ถนนสายบางแวก คลองบางแวก หมู่ที่ 1 แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประวัติการสร้างวัด ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่จากการบอกเล่าว่า วัดนี้สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ พ.","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5623","name":"วัดทองสัมฤทธิ์","district":"มีนบุรี","subDistrict":"แสนแสบ","road":"วัดทองสัมฤทธิ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดทองสัมฤทธิ์ตั้งอยู่เลขที่ 50/1 ถนนวัดทองสัมฤทธิ์ บ้านบึงใหญ่ หมู่ที่ 18 แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดทองสัมฤทธิ์ เดิมมีนามว่า วัดตารุ่ง โดยที่ตารุ่งเป็นผู้สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2458 ต่อม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-117","name":"ศาลากลางจังหวัดมีนบุรี(เดิม) (สำนักงานเขตมีนบุรี)","district":"มีนบุรี","subDistrict":"มีนบุรี","road":"สีหบุรานุกิจ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ87ง","date":"10/9/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยแบ่งเป็นมณฑลต่าง ๆ และมีพระบรมราชานุญาตให้รวม 4 อำเภอคือ อำเภอสามวา อำเภอแสนแสบ อำเภอจีรตับ และอำเภอหนองจอก ขึ้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-118","name":"สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี","district":"มีนบุรี","subDistrict":"มีนบุรี","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้รวมกองตระเวนซ้ายขวาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเข้ากับกองโปลิส คอนสเตเบิ้ล เป็นกรมกองตะเวน หรือ กรมพลตระเวน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมตำรวจภูธร หน้าที่หลักคือ รักษาความสงบภายในกำแพงเมือง บริเวณรอบพระนคร เม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-119","name":"วัดช่องนนทรีย์","district":"ยานนาวา","subDistrict":"ช่องนนทรีย์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"94","part":"75","date":"16/8/1977","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดช่องนนทรีเป็นวัดราษฎร์มีมาแต่โบราณไม่ปรากฏหลักฐานประวัติการก่อสร้างสันนิษฐานจากรูปแบบศิลปกรรมภายในวัดว่าคงจะสร้างขึ้นในราวสมัยอยุธยาตอนกลางถึงสมัยต้นของอยุธยาตอนปลาย","blurbTruncated":false},{"id":"fad-8854","name":"วัดช่องลม","district":"ยานนาวา","subDistrict":"ช่องนนทรีย์","road":"พระราม 3 ซอย 68","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดช่องลม ตั้งอยู่เลขที่ 33 ถนนรัชดาภิเษก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวากรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดนี้สร้างและได้รับวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ.2453 โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ถวายที่ดินให้สร้างวัดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8853","name":"วัดดอกไม้","district":"ยานนาวา","subDistrict":"บางโพงพาง","road":"พระราม 3","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.683084,"lon":100.526959,"blurb":"วัดดอกไม้ตั้งอยู่เลขที่ 1050 ถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดดอกไม้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายประมาณ พ.ศ. 2300 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง นามวัดอาจบ่งบอกถึงนามผู้สร้างหร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5624","name":"วัดทองบน","district":"ยานนาวา","subDistrict":"บางโพงพาง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดทองบนตั้งอยู่เลขที่ 114 ท่าน้ำสาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดทองบนสร้างราว พ.ศ.2423 โดยมีนายทอง นางเอม เป็นผู้ถวายที่ดินและดำเนินการสร้างวัดและได้ขนานนามว่า วัดทองเอม ต่อม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5628","name":"อาคารในมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์","district":"ราชเทวี","subDistrict":"ถนนเพชรบุรี","road":"เพชรบุรี","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เนื่องจากสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรทรงมีพระเมตตาต่อการศึกษาของกลุสตรีไทยจึงประทานอาคารพร้อมที่ดินประมาณ 4 ไร่ ซึ่งอาคารและที่ดินดังกล่าวเป็นของพระยาแพทย์พงศาฯให้กระทรวงศึกษาธิการ จัด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5632","name":"โรงงานรถไฟมักกะสัน","district":"ราชเทวี","subDistrict":"มักกะสัน","road":"ถนนนิคมมักกะสัน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5กรมรถไฟหลวงสังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการ ซึ่งแบ่งส่วนราชการเป็น 2 กรม คือ กรมรถไฟสายเหนือและสายใต้แต่ละกรมมีการบังคับบัชาพื้นที่ต่างกัน คือ รถไฟสายเหนือบังคับบัชาทางส","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5634","name":"วัดบางปะกอก","district":"ราษฎร์บูรณะ","subDistrict":"บางปะกอก","road":"ซอยสุขสวัสดิ์ 19 ถนนสุขสวัสดิ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.683487,"lon":100.496436,"blurb":"วัดบางปะกอกตั้งอยู่เลขที่ 86 ถนนสุขสวัสดิ์ คลองบางปะกอก หมู่ที่ 1 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบางปะกอกเป็นวัดโบราณที่สร้างมานานในสมัยอยุธยา แต่ได้กลายเป็นวัดร้างอยู่ระยะหนึ่ง พม่าได","blurbTruncated":true},{"id":"fad-172","name":"วัดประเสริฐสุทธาวาส","district":"ราษฎร์บูรณะ","subDistrict":"บางปะกอก","road":"สุขสวัสดิ์ 27","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"112","part":"59ง","date":"25/7/1995","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดประเสริฐสุทธาวาสเป็นวัดที่ไม่ปรากฎหลักฐานการก่อสร้างว่าสร้างขึ้นในสมัยใดแต่ได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3 ประมาณ พ.ศ.2381 ต่อมามีการสร้างกำแพงแก้วขึ้นใน พ.ศ.2460 ภายในพระอุโบ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5635","name":"วัดราษฎร์บูรณะ","district":"ราษฎร์บูรณะ","subDistrict":"บางปะกอก","road":"ซอยราษฎร์บูรณะ 21 ถนนราษฎร์บูรณะ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.683091,"lon":100.505188,"blurb":"วัดราษฎร์บูรณะตั้งอยู่เลขที่ 14 ถนนราษฎร์บูรณะ หมู่ที่ 10 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดราษฎร์บูรณะแต่เดิมชาวบ้านเรียกนามว่า วัดนอก บ้าง วัดปากคลอง บ้าง แม้นามวัดปัจจุบันก็คงเรียกกันต","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5636","name":"วัดสน","district":"ราษฎร์บูรณะ","subDistrict":"ราษฎร์บูรณะ","road":"ซอยสุขสวัสดิ์ 35 ถนนราษฎร์บูรณะ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.672878,"lon":100.513725,"blurb":"วัดสนตั้งอยู่เลขที่ 1 ซอยสุขสวัสดิ์ 35 ถนนราษฎร์บูรณะ หมู่ที่ 5 แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสนเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2400 จากการสันนิษฐานที่อุโบสถหลังเดิมชำรุดและได","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5637","name":"วัดสารอด","district":"ราษฎร์บูรณะ","subDistrict":"ราษฎร์บูรณะ","road":"สุขสวัสดิ์ ซอยสุขสวัสดิ์ 44","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดสารอด ตั้งอยู่เลขที่ 25 ซอยสุขสวัสดิ์ 44 ถนนสุขสวัสดิ์ แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดสารอดเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. 2300 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5633","name":"วัดแจงร้อน","district":"ราษฎร์บูรณะ","subDistrict":"ราษฎร์บูรณะ","road":"ซอยสุขสวัสดิ์ 37 ถนนราษฎร์บูรณะ","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.676185,"lon":100.519811,"blurb":"วัดแจงร้อนเป็นวัดโบราณสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. 2300 ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมมีนามว่า วัดพารา ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น วัดแจงร้อน และเรียกกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ วัดแจงร้อนได้รับพระราชทานวิสุง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5640","name":"วัดทิพพาวาส","district":"ลาดกระบัง","subDistrict":"ลำปลาทิว","road":"คลองลำกอไผ่ ซอยวัดทิพพาวาส","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดทิพพาวาส ตั้งอยู่เลขที่ 65 ซอยวัดทิพพาวาส คลองลำกอไผ่ หมู่ที่ 7 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต วัดทิพพาวาสเป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2429 ไม่มีประวัติเกี่ยวกับผู้สร้างวัด ประชาชนมักนิยม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5641","name":"วัดบึงบัว","district":"ลาดกระบัง","subDistrict":"ลำปลาทิว","road":"คลองลำปลาทิว 3","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดบึงบัวตั้งอยู่เลขที่ 58 คลองลำปลาทิว หมู่ที่ 4 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดบึงบัวได้รับอนุญาตให้สร้างวัดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2459 ชาวบ้านขนานนามตามลักษณะภูมิประเทศโดยที่บร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5638","name":"วัดราชโกษา","district":"ลาดกระบัง","subDistrict":"ขุมทอง","road":"สุขุมวิท ซอยอ่อนนุช","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดราชโกษาสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2450 โดยพระยาเพ็ชรพิไชย เป็นผู้อุทิศที่ดินให้เป็นที่สร้างวัดแล้วได้ขนานนามตามนามผู้สร้างวัดเป็น วัดพระยาเพ็ชรพิไชย ต่อมาในสมัยที่พระอาจารย์อิ่มเป็นเจ้าอาวาส ได้เปลี่ยนนามวัดเป็น วัดราชโกษา","blurbTruncated":false},{"id":"fad-5639","name":"วัดสังฆราชา","district":"ลาดกระบัง","subDistrict":"ลาดกระบัง","road":"ซอยลาดกระบัง 11 ถนนลาดกระบัง-อ่อนนุช","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.725547,"lon":100.737969,"blurb":"วัดสังฆราชา ตั้งอยู่เลขที่ 153 ถนนประชาทร แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พ.ศ. 2430 พระชาศรีสุขการี (คลับ) และท่านผู้หญิงไผ่ สุขการี ได้สร้างวัดสังฆราชาและอุปถัมภ์วัด ได้ราชพระราชทานวิสุงคาม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8845","name":"วัดมหาบุศย์","district":"สวนหลวง","subDistrict":"สวนหลวง","road":"สุขุมวิท 77 ซอยอ่อนนุช 1","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดมหาบุศย์ ตั้งอยู่เลขที่ 64 ซอยอ่อนนุช 1 ถนนสุขุมวิท 77 หมู่ที่ 12 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดมหาบุศย์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2305 สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยมีพระมหาบุศย์อยู่วัดเลียบ (วัด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5642","name":"วัดลาดบัวขาว (วัดราชโยธา)","district":"สะพานสูง","subDistrict":"สะพานสูง","road":"ซอยข้างด่านประทับช้าง ถนนกาญจนาภิเษก","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.75756,"lon":100.696715,"blurb":"วัดลาดบัวขาวตั้งอยู่เลขที่ 33แขวงสะพานสูงเขตสะพานสูงกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดลาดบัวขาว สร้างโดยพระยาราชโยธา (เนียม สิงหเสนี) และพระยาสุเรนทร์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 หลังจากเสร็จศึกปราบเขมรแข็งเมืองและได้รับพร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5645","name":"ตึกแถวถนนอนุวงศ์","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"ถนนอนุวงศ์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนอนุวงศ์ เริ่มต้นจากหัวถนนจักรวรรดิ ริมวัดจักรวรรดิราชาวาส ตรงไปออกถนนราชวงศ์ เป็นถนนเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกตอนหนึ่ง เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เดิมถนนสายนี้มีความสำคัญเหมือนถนนทรงวาด เ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5644","name":"ตึกแถวบริเวณท่าน้ำราชวงศ์","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนราชวงศ์ ตั้งต้นจากถนนเจริญกรุงตอนต่อจากถนนเสือป่า ตัดผ่านถนนเยาวราชเรียก สี่แยกราชวงศ์ ตรงไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าราชวงศ์ ปัจจุบันท่าราชวงศ์เป็นท่าเรือยนต์ข้ามฟากไปท่าดินแดง เขตคลองสาน ฝั่งธนบุรี เดิมเป็นท่าขนถ่ายสิ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5652","name":"ตึกแถวริมถนนเยาวราช","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ถนนเยาวราช ตั้งต้นจากถนนมหาไชย ผ่านถนนจักรวรรดิเรียก สี่แยกวัดตึก ผ่านถนนราชวงศ์เรียก สี่แยกราชวงศ์ ตรงไปบรรจบถนนเจริญกรุงก่อนถึงวัดไตรมิตรวิทยาราม ถนนสายนี้สร้างขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 5 เมื่อแรกสร้างเป็นย่านที่มีชาวจีนอยู่ห","blurbTruncated":true},{"id":"fad-127","name":"ธนาคารกรุงเทพ สาขาสำเพ็ง","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"วานิช 1","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"119","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ธนาคารกรุงเทพ สาขาสำเพ็ง เดิมเคยเป็นร้านขายทองของชาวจีนผู้หนึ่งมาก่อน (ไม่ทราบชื่อ) ระยะเวลาการก่อสร้างในช่วงประมาณ พ.ศ. 2467 – 2468 ซึ่งตรงกับช่วงสมัยปลายรัชกาลที่ 6 ต่อมาเจ้าของเดิมขายต่อให้ผู้อื่นดำเนินกิจการขายทอง โด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5649","name":"ธนาคารไทยพาณิชย์ (สาขาตลาดน้อย)","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"เจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/305102093:exact","lat":13.731943,"lon":100.512779,"blurb":"เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ได้รับการยกย่องว่าเป็น พระบิดาแห่งการธนาคารไทย หลังจากที่พระองค์ได้โดยเสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2440 ได้ทอดพระเนตรกิจการธนาคารการค้าในต่างแดน จึงทรงทดลองตั้งธน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-11421","name":"บ้านโซวเฮงไถ่","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"ซอยเจ้าสัวสอน","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.733652,"lon":100.512144,"blurb":"โซวเฮงไถ่เป็นคฤหาสน์เก๋งจีนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในรัชกาลที่ ๓ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นบ้านของเจ๊สัวจาต (เจ้าสัวจาต) แห่งตระกูลโซว ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอภัยวานิช (จาต) เจ้าบ้านดั้งเดิมซึ่งเป็นนายอากรรังน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5650","name":"วัดกาลหว่าร์","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"โยธา","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.731211,"lon":100.513484,"blurb":"โบสถ์กาลหว่าร์ หรือ วัดแม่พระลูกประคำ (อังกฤษ: Holy Rosary Church) เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทรงกอทิก ตั้งอยู่ที่ซอยวานิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โบสถ์แห่งนี้ไม่ใช่โบสถ์หลังแรก หากแต่เป็นโบสถ์ห","blurbTruncated":true},{"id":"fad-121","name":"วัดจักรวรรดิราชาวาส (สามปลื้ม)","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"104","part":"143","date":"28/7/1987","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมเป็นวัดราษฎรชื่อวัดนางปลื้มเปลี่ยนเป็นวัดสามปลื้มในสมัยรัตนโกสินทร์ถาวรวัตถุเดิมที่ยังเหลืออยู่คือวิหารเก่าด้านตะวันออกภายในประดิษฐานพระป่าเลไลยก์ต่อมาในปีพ.ศ.2362 เจ้าพระยาบดินทร์เดชา(สิ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5651","name":"วัดปทุมคงคา","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"134","part":"พิเศษ 182 ง","date":"17/7/2017","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:relation/17551859:exact","lat":13.736421,"lon":100.510991,"blurb":"วัดปทุมคงคาเดิมชื่อวัด สำเพ็งเรียกตามชื่อถนนที่วัดตั้งอยู่คือถนนสำเพ็งวัดนี้เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 1สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทจึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ซ่อมแซมขึ้นใหม","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8890","name":"วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย)","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"เจริญกรุง","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.734944,"lon":100.513522,"blurb":"วัดอุภัยราชบำรุง (คั้นเยิงตื่อ) หรือวัดญวนตลาดน้อย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๐ สมัยนั้นคนญวนที่นับถือพุทธศาสนาได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นสองวัดคือ วัดคั้นเยิงตื่อ หรือวัดญวนตลาดน้อย และวัดกว๋างเพื้อกตื่อ หรือวัดญวนบางโพ ในขณะท","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5387","name":"วัดไตรมิตรวิทยาราม","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"ถนนเจริญกรุง","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"73","part":"21","date":"13/3/1956","topic":"อื่น ๆ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/241879483:exact","lat":13.73809,"lon":100.513629,"blurb":"ตามที่เล่าสืบกันมาว่า วัดสามจีนมีอยู่ 3 วัด คือวัดสามจีนอยู่ในคลองบางจาก ฝั่งตรงข้ามกับเทเวศร์วัดหนึ่ง วัดสามจีนเหนือบางท่านว่าอยู่บางขุนพรหม บางท่านว่าอยู่จังหวัดนนทบุรี ได้แก่วัดโชติการาม อำเภอเมืองนนทบุรี และวัดสามจีน","blurbTruncated":true},{"id":"fad-11419","name":"ศาลเจ้าโจวซือกง ตลาดน้อย","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"โยธา","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.734473,"lon":100.511508,"blurb":"ปรากฎแผ่นศิลาจารึกอักษรภาษจีนภายในศาลเจ้าระบุข้อความซึ่งแปลได้ว่า “วันดีปีที่ ๙ แห่งรัชสมัยของจักรพรรดิเจียชิง” เทียบได้กับ พ.ศ. ๒๓๔๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สอดคล้องกับเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-120","name":"สะพานพิทยเสถียร","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"ตลาดน้อย","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1232561876:exact","lat":13.731817,"lon":100.515139,"blurb":"สะพานพิทยเสถียรเป็นสะพานที่ทอดข้ามคลองผดุงเกษม เพื่อเชื่อมถนนเจริญกรุงเข้าด้วยกันซึ่งเดิมก่อนที่จะสร้างเป็นสะพานพิทยเสถียรที่ปรากฏในปัจจุบัน เคยเป็นสะพานที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าให้สร้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-125","name":"ห้างทองตั้งโต๊ะกัง","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"จักรวรรดิ์","road":"มังกร","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"120","part":"พิเศษ131ง","date":"28/12/2002","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"ตามประวัติว่าร้านทองเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการตัดถนนเยาวราช (บริเวณที่เรียกว่าบ้านหม้อ) ซึ่งเดิมเป็นถนนสำหรับนักการพนันการค้าขายทองเริ่มจากการตั้งตู้รับซื้อทองจากนักพนันโด","blurbTruncated":true},{"id":"fad-123","name":"โรงเรียนวัดปทุมคงคา","district":"สัมพันธวงศ์","subDistrict":"สัมพันธวงศ์","road":"ถนนทรงวาด","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"116","part":"พิเศษ17ง","date":"17/3/1999","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"building","locatedBy":"osm:way/305102102:exact","lat":13.736908,"lon":100.510958,"blurb":"โรงเรียนวัดปทุมคงคาเริ่มตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนวัดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2443 โดยพระครูธรรมสารโสภณ(โชติ) เป็นผู้ริเริ่มการก่อตั้งและให้พระทำหน้าที่เป็นครูสอนครูคนแรกคือพระครูใบฏีกาเหลียนได้จัดสอนที่กุฏิของท่าน (ต่อมาได้","blurbTruncated":true},{"id":"fad-182","name":"บ้านเลขที่ 19 (บ้าน พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช)","district":"สาทร","subDistrict":"ทุ่งมหาเมฆ","road":"สาทรใต้ ซอยพระพินิจ","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"117","part":"พิเศษ104ง","date":"9/10/2000","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เจ้าของบ้านคือ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ท่านดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2519 และศิลปินแห่งชาติในสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2528 เดิมบริเวณบ้านเป็นสวนหมาก พลูและป่ากล้วย ต่อมาท่านได้ซื้อเรื","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8852","name":"วัดดอน (วัดบรมสกลศรีสุทธิโสภณรังสรรค์)","district":"สาทร","subDistrict":"ยานนาวา","road":"เจริญกรุง ซอยดอนกุศล","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดดอนตั้งอยู่เลขที่ 23 ซอยดอนกุศล ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดดอนสร้างเมื่อ พ.ศ.2340 โดยมังจันจ่าเจ้าเมืองทวายพาครอบครัวข้าทาสบริวารอพยพเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-8864","name":"วัดปรก","district":"สาทร","subDistrict":"ยานนาวา","road":"ซอยวัดปรก 1 ถนนจันทน์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.712829,"lon":100.521687,"blurb":"วัดปรก เป็นวัดราษฎร์ สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๐ และสร้างขึ้นจากพลังศรัทธาของชาวมอญที่นับถือศาสนาพุทธในประเทศไทย ซึ่งอพยพมาจากเมืองหงษาวดี ประเทศเมียนม่า เมื่อประมาณ ๘๐ ปีก่อน จึงมีรูปแบบสวยงามตามศิลปะมอญและเป็นศูนย","blurbTruncated":true},{"id":"fad-184","name":"วัดยานนาวา","district":"สาทร","subDistrict":"ยานนาวา","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"100","part":"36","date":"15/3/1983","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อวัดคอกควาย ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ในสมัยกรุงธนบุรีมีชื่อเป็นทางการว่าวัดคอกกระบือ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯ ให้สร้างพระอุโ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-100","name":"สะพานเฉลิมพันธุ์ 53","district":"สาทร","subDistrict":"ยานนาวา","road":"","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"122","part":"พิเศษ126ง","date":"7/11/2005","topic":"การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานสำหรับชาติ"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"สะพานเฉลิมพันธุ์ 53 เป็นสะพานหนึ่งในสะพานชุดเฉลิม คือ เป็นสะพานที่มีคำว่าเฉลิมนำหน้าและลงท้ายด้วยตัวเลขบอกพระชนมายุในพระสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานชุดเฉลิมขึ้น เนื่องในงานพระรา","blurbTruncated":true},{"id":"fad-183","name":"หอการค้าไทย-จีน (เดิม)","district":"สาทร","subDistrict":"ยานนาวา","road":"สาทรใต้","registered":true,"registerStatus":"ขึ้นทะเบียนแล้ว","gazette":{"volume":"118","part":"พิเศษ127ง","date":"21/12/2001","topic":"ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน"},"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"หอการค้าไทย- จีน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2453 จากการรวมตัวของนักธุรกิจชาวจีนที่เข้ามาค้าขายในประเทศไทย มีสำนักงานที่ถนนจักรวรรดิ์ ต่อมาย้ายไปที่ถนนสี่พระยา จากนั้นจึงย้ายมาที่ถนนสาทร อาคารหลังนี้รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5658","name":"วัดลำวังคาสุทธาวาส","district":"หนองจอก","subDistrict":"ลำต้อยติ่ง","road":"","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"district","locatedBy":"unlocated","blurb":"วัดลำวังคาสุทธาวาส ตั้งอยู่เลขที่ 67 แขวงลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดลำวังคาสุทธาวาส สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2430 โดยนายอ่วม นางจ่าง บริจาคที่ดินและดำเนินการสร้างวัดร่วมกับชาวบ้าน ได้รับพระร","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5657","name":"วัดหนองจอก","district":"หนองจอก","subDistrict":"โคกแฝด","road":"บุรีรมย์","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.857213,"lon":100.86073,"blurb":"วัดหนองจอกตั้งอยู่เลขที่ 18 ถนนบุรีภิรมณ์ แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดหนองจอกสร้างเมื่อ พ.ศ. 2441 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2456 ผูกพัทธสีมาเมื่อเดือนกุ","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5655","name":"วัดหนองแขม","district":"หนองแขม","subDistrict":"หนองแขม","road":"เพชรเกษม","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"fine-arts","lat":13.677201,"lon":100.339124,"blurb":"วัดหนองแขมตั้งอยู่เลขที่ 88 ถนนภาษีเจริญฝั่งใต้ หมู่ที่ 8แขวงหนองแขมเขตหนองแขมกรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกายวัดหนองแขมสร้างขึ้นเมื่อปีมะเมียพ.ศ. 2413โดยมีพระวินัยขจร (คำ)เจ้าอาวาสวัดเชิงเลินตำบลบางช้างอำเภอสามพรานจัง","blurbTruncated":true},{"id":"fad-5659","name":"วัดอุทัยธาราม","district":"ห้วยขวาง","subDistrict":"บางกะปิ","road":"กำแพงเพชร 7","registered":false,"registerStatus":"รอพิจารณาขึ้นทะเบียน","gazette":null,"precision":"building","locatedBy":"osm:way/1003930516:exact","lat":13.74975,"lon":100.570742,"blurb":"วัดอุทัยธารามตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนกำแพงเพชร 7 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดอุทัยธารามหรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดบางกะปิ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณ 2310 และได้รับพระ","blurbTruncated":true}]}